การสัมมนานี้จัดที่ Royal Gems Golf Resort นครปฐม เมื่อวันที่ ๑๘ – ๑๙ ก.พ. ๕๔ เป็นช่วงเวลาวันครึ่งที่ผมได้ความรู้มาก เพราะนอกจากกรรมการ กกอ. แล้ว ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมประชุมด้วย ช่วงอาหารค่ำ มีวงไวน์ปาร์ตี้ ทำให้การคุยออกรส มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสภามหาวิทยาลัยที่มีมติถอดถอนอธิการบดีหลายกรณี ฟังแล้วยิ่งเห็นความสำคัญของหลักสูตรธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษา นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าของความชั่วร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการอุดมศึกษา ทำให้ ดร. ถนอม อินทรกำเนิด หันมากระซิบกับผมว่า ผมเติบโตมาในสถาบันที่ดี ทำให้ไม่รู้เท่าทันความชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งเป็นความจริงในสังคม ซึ่งที่จริงผมตระหนักมาตลอดชีวิตว่าผมเป็นคนหน่อมแน้ม ไม่ทันคน แต่ผมก็สมัครใจเป็นคนแบบนี้
ข้อเห็นพ้องคือ ให้แก้ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อยกเลิกคณะกรรมการการอุดมศึกษาในปัจจุบัน และมีคณะกรรมการการอุดมศึกษาใหม่ (commissioner) จำนวน ๙ คน มีคนที่ทำงานเต็มเวลาจำนวนหนึ่ง เช่น ๕ คน มีการเสนอให้ commission ใหม่นี้มี “เขี้ยว” และ “สมอง” โดยที่ยังคงหลักการให้อิสระแก่สถาบันอุดมศึกษา ให้สภาสถาบันอุดมศึกษามีอำนาจกำกับดูแลสถาบัน แต่ commission มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลระบบอุดมศึกษาในภาพรวม
ซึ่งหมายความว่า จะมีการดำเนินการเชิงระบบ เพื่อให้อุดมศึกษาเข้าไปรับใช้ประเทศรับใช้สังคม อย่างมีความรับผิดชอบ (University Social Responsibility) โดยยึดหลักว่า สถาบันอุดมศึกษาตั้งขึ้นเพื่อเป็นบริการสาธารณะ (Public Service)
ข้อเห็นพ้องที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการพัฒนาระบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อให้มีการจัดการภาพรวมของระบบการเงินอุดมศึกษาเป็นเครื่องมือกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยในขั้นแรกจะเป็นการร่วมมือกับสำนักงบประมาณในการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการจัดสรรทุนอุดหนุนสถาบันอุดมศึกษา และขั้นต่อไป กกอ. ใหม่จะทำหน้าที่เป็น Buffer body เช่นเดียวกันกับ HEFCE ของอังกฤษ
เรื่องระบบการเงินอุดมศึกษานี้ ผมมีความเห็นว่า ต้องคิดให้ครอบคลุมถึงทรัพยากรจากทุกส่วน (รวมทั้งที่ผู้ปกครอง และ นศ. ใช้จ่ายเอง) ว่ารวมทั้งหมด ก่อคุณประโยชน์แก่สังคมในภาพรวมอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด การกำกับระบบอุดมศึกษาต้องคิดให้รอบคอบในระดับนี้
ข้อเสนอหลักการและสาระสำคัญ ที่สถาบันคลังสมองทำวิจัยและรับฟังความเห็น สกอ. สรุปมาเสนอในการสัมมนา อ่านได้ที่นี่
และ ppt ที่ท่านเลขาธิการ สกอ. ดร. สุเมธ แย้มนุ่น ใช้นำเสนอเป็นการเปิดประเด็น อ่านได้ที่นี่
ผมดีใจมาก ที่ในการสัมมนา มีการตั้งข้อสังเกตเป็นระยะๆ ว่ากลไกการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษานั้น ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวจะไม่ได้ผล ต้องใช้มาตรการทางสังคม และมาตรการทางปัญญา เป็นพลังสำคัญด้วย โดยต้องปลุกมโนธรรมสำนึกของคนมหาวิทยาลัยขึ้นมาทำหน้าที่ด้วย
มีการชี้ข้อเท็จจริงว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการอุดมศึกษา อันได้แก่ มาตรฐานคุณภาพ การจัดการศึกษาเชิงพาณิชย์ การโฆษณาเกินจริง การหลอกลวงนักศึกษา การปกปิดข้อเท็จจริง ปัญหาด้านการบริหารและธรรมาภิบาล เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ เกิดในมหาวิทยาลัยของรัฐกลุ่มเก่าน้อยมาก
เป็นการชี้ว่า กลไกจัดการและธรรมาภิบาลระบบอุดมศึกษานั้น ต้องเน้นตรวจสอบดูแลแตกต่างกัน ต่อสถาบันอุดมศึกษาต่างกลุ่ม ไม่ใช่ทำแบบ one size fits all ทำให้ผมหวนคิดถึงบันทึกนี้ ที่ผมเขียนไว้ ๑ ปีพอดี
ข้อสรุปจากการสัมมนา อ่านได้ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.พ. ๕๓
|
บรรยากาศในห้องประชุม
|
|
ถ่ายจากอีกมุมหนึ่ง
|
|
ผู้ทรงคุณวุฒิ
|


