“Health Development Approaches”

“Health Development Approaches

 

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์  เกษสมบูรณ์

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 

 

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งมีที่มาหลากหลาย  ดังเช่น  NGO,  อาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น,  นักวิชาการสาธารณสุขสถานีอนามัย  สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ,  PCU โรงพยาบาลชุมชน,  โรงพยาบาลศูนย์  พบว่า  “การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจหลายฝ่าย  ซึ่งแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการจัดการที่แตกต่างกันไปทั้งระดับปฐมภูมิ  ทุตติยภูมิ  ตติยภูมิ  รวมทั้งภาคประชาชน  โดยมีจุดหมายเป็นภาพใหญ่ร่วมกัน คือ การมีสุขภาพของประชาชน”

 นับตั้งแต่ปี 2544 ประเทศไทยได้ใช้แนวทางของการพัฒนาสุขภาพ  อันประกอบด้วย  หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตามโมเดลสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา  โดยนพ.ประเวศ  วะสีได้แก่  (๑) ความรู้- การศึกษาวิจัย  (๒) การเคลื่อนไหวทางสังคม–การมีส่วนร่วมของสังคม  การรวมกลุ่ม การนำความรู้มาใช้ให้เป็นรูปธรรม (๓) อำนาจรัฐ      หน่วยงานภาครัฐ  เป็นผู้กำหนดนโยบาย  การจัดการทรัพยากร  ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบจะต้องสมดุลกัน

ประเทศไทยมีรูปแบบการดำเนินงานแบบบนลงล่างเป็นส่วนใหญ่  เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาล  เช่น  การกำหนด KPI  ตัวชี้วัดของงาน  สถานบริการทั้งระดับสถานีอนามัย  โรงพยาบาล  จึงเน้นการทำงานตามโจทย์เหล่านั้นมากกว่าการนำปัญหาในพื้นที่เป็นตัวตั้งในการปฏิบัติงาน  ดังนั้นเมื่อดูผลงานจะพบว่า มีตัวเลขที่อยู่ในระดับดี ดีมาก   แต่กลับพบว่า  แท้จริงแล้วประชาชนไม่ได้มีสุขภาพดีอย่างที่ตัวเลขในรายงาน  ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แนวทางการดำเนินงานที่บังคับโดยส่วนกลางจึงยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร

จากประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพและระบบสุขภาพ  :   Health,  Asymptomatic,  Symptomatic,   Disease,   Disability,   Death  พบว่า สถานีอนามัย เน้นการสร้างสุขภาพ โรงพยาบาลชุมชน  โรงพยาบาลศูนย์ทำหน้าที่รักษา ทั้งการรักษาโรคทั่วไป  และการรักษาเฉพาะทาง  ซึ่งการสร้างสุขภาพ  ใช้งบประมาณน้อยกว่าการรักษาพยาบาล  ประกอบกับการอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชน  องค์กรเอกชน เข้ามามีส่วนจะช่วยให้การดูแลสุขภาพประชาชนประสบผลสำเร็จมากขึ้น  ทั้งนี้จำเป็นต้องประเมินผลกระทบทางสุขภาพหรือ HIA: Health Impact Assessment  เพื่อประเมินความเหมาะสม  ความคุ้มค่า  ในการจัดการปัญหาสุขภาพของประเทศ   เช่น  นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  รวมถึงการใช้เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ    

นอกจากนี้  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ใช้กฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter for Health Promotion) จากการประชุมนานาชาติที่ประเทศแคนาดา ปี 2529 เป็นทิศทางการพัฒนาสุขภาพ 5 ข้อได้แก่

1.       Build Healthy Public Policy การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

2.       Create Supportive Environments การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

3.       Strengthen Community Actions การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

4.       Develop Personal Skills การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล

5.       Reorient Health Services การปรับระบบบริการสุขภาพ

ส่วนนโยบายสาธารณะที่ช่วยให้ในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยประสบความสำเร็จ  ได้แก่

  1. กฎหมายประกันสังคม
  2. กฎหมายหลักประกันสุขภาพ
  3. สสส.
  4. กฎหมายควบคุมบุหรี่
  5. การใช้สิทธิบัตรยาเพื่อสาธารณะโดยรัฐ
  6. ถอนยาเคฟีอีนออกจากยาแก้ปวด
  7. ถุงยางอนามัย 100 %

“National health act”

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์  เกษสมบูรณ์

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 

ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโครงการต่างๆ ทำให้เกิดการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ การค้นหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน  โดยทิศทางการทำงานของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้แก่ นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ , สิ่งแวดล้อม กายสังคม ที่เอื้อต่อสุขภาพ ,  การพัฒนาทักษะ บุคคล ครอบครัว  ชุมชนเข้มแข็ง  และการปรับทิศทางสุขภาพ

สรุปสาระสำคัญ:    พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550    

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)  นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ส่วนคณะกรรมการได้มาจากการสรรหาตัวแทนทุกภาคส่วน  มีการจัดสมัชชาสุขภาพ  การลงมติเพื่อให้คณะรัฐมนตรีกำหนดนโยบาย  ทำให้เกิดการนำไปปฏิบัติ  ทั้งนี้มีการประเมินผลกระทบสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ,  ธรรมนูญสุขภาพ , การปรับแผนทุก 5 ปี, การเพิ่มสิทธิด้านสุขภาพ  เช่น  ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับ,  บุคลากรต้องแจ้งข้อมูลให้ทราบ ,  สิทธิปฏิเสธการรักษา หรือหัตถการต่างๆ  และสิทธิปฏิเสธไม่เข้าร่วมวิจัยซึ่งในมาตรา 11  แสดงถึงความชัดเจนในการประเมินผลกระทบสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ (HIA)

แผนหลัก สสส. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๕

กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้ “จุดประกาย กระตุ้น สนับสนุนและพัฒนาสู่ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์” โดยเน้นการสร้าง “เครือข่ายภาคีสร้างเสริมสุขภาวะ” เป็นหลัก  มีรายละเอียดแผนหลัก ๑๓ แผน  ได้แก่  ๑. แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ๒. แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓. แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ๔. แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๕. แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ

๖. แผนสุขภาวะชุมชน  ๗. แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๘. แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๙. แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ๑๐. แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม  ๑๑. แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม  ๑๒. แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ และ ๑๓. แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

จากการดำเนินงานของสสส. พบว่า  สสส. มีรายได้ 2% จากภาษีเหล้า บุหรี่ มีใช้งบประมาณ 0.6 % ของงบกระทรวงสาธารณสุข,มีความคล่องตัว  กฎระเบียบ ยืดหยุ่นสูง,  ไม่มุ่งเน้นผลงานตามนโยบายแต่เดิมของภาครัฐ , มีการประเมินดูจากผลลัพธ์  แตกต่างจากการประเมินในภาคราชการ,  การใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาและกฎบัตรออตตาวาในการกำหนดกลยุทธ์,  การใช้ Mass Media  (ประสบผลสำเร็จมาก),  การมีส่วนร่วมของประชาชนการกำหนดนโยบายและการประเมินผล  และเป็นองค์กรโดดเด่นในระดับนานาชาติ, เป็นสมาคมสสส.โลก

 กรณีศึกษา: Food, Inc. (ใส่ใจกับทุกคำที่เรากิน)

 Food, Inc. เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ตีแผ่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาหารกลับแฝง

ด้วยความน่ากลัว ผลจากโลกาภิวัฒน์ การสร้างวัตถุ การเติบโตของอุตสาหกรรม ละเลยภาคเกษตรกรรม วิถีชีวิตเร่งรีบ และค่านิยมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด  ธุรกิจการผลิตอาหารในอเมริกาถูกครอบครองโดยไม่กี่บริษัทและมีวิธีการได้มาของผลผลิตอย่างชนิดที่เราๆคาดไม่ถึง  เช่น  การเลี้ยงในโรงเลี้ยงขนาดใหญ่ ไก่อยู่กันอย่างแออัด ปิดมืดทุกด้าน เพื่อให้ไก่กินแล้วก็นอนจะได้โตไวๆ,การเลี้ยงวัว ให้กินข้าวโพดเป็นอาหารแทน เพราะราคาถูก อ้วนเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดเชื้อE.Coli 0157 : H 7 ทำให้มีเด็กชายเสียชีวิตจากการรับประทานเชื้อดังกล่าวเข้าไป (ภายในระยะเวลา 12 วัน) นอกจากนี้  มีการนำเสนอการเลี้ยงวัวตามธรรมชาติ  ให้กินหญ้า ที่ไม่ใช้สารเคมีในการปลูกผัก  ช่วงหลังผู้บริโภคได้ให้ความสนใจ

ทำให้เกิดการเลี้ยงสัตว์ปลูกผักผลไม้แบบธรรมชาติ  การลดใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง 

ข้อคิดที่ได้:  ทุกครั้งที่เลือกซื้ออาหาร ควรเลือกซื้อจากบริษัทที่ไม่เห็นแก่ตัว  ใส่ใจ ความเคารพต่อชีวิตสัตว์ และสิ่งแวดล้อม, ควรเลือกซื้ออาหารตามฤดูกาล อาหารที่ไม่ใช้ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง, ซื้ออาหารที่ผลิตในท้องถิ่น,  ควรอ่านฉลากสินค้า, ปลูกพืชผักกินเอง, ทำอาหารกินกันเองในครอบครัว...หากปฏิบัติได้เราทุกคนก็จะมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต  ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่ดี  ทั้งนี้โปรดระลึกเสมอว่า “คุณสามารถเปลี่ยนโลกได้ด้วยอาหารทุกคำทีกิน