10 ปรากฎการณ์ประหลาด . . ผลกระทบวิกฤต “โลกร้อน”

โดย : คุณครูสุภิญญา  แวงชัยภูมิ

                1.สารภูมิแพ้แพร่ระบาด => มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น  เป็นต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆผลิใบเร็วกว่าเดิม  ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน  คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆอาการจึงกำเริบ

                2.สัตว์อพยพไร้ที่อยู่ => ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน  ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก  ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู  ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น  สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ได้แก่ “หมีขั้วโลก”ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก  ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

                3. “พืช” ขั้วโลกเหนือเป็นพิษ => ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา  ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน  ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก  ตามปกติพืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี  แต่ปัจจุบันเมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อยโยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิ  จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ  สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

                4.ทะเลสาบหายสาบสูญ => มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา  “ทะเลสาบ” ประมาณ 125 แห่ง ได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก  เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่าภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อม แถบขั้วโลก สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ “เพอร์มาฟรอส” ที่เป็นน้ำแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง  นอกจากนี้  การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป  ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย

                5.น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย => ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น  แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน  ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก  ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น “รูรั่ว” ใต้ดินขึ้นมา  เมื่อเป็นสภาพเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป  สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งก่อสร้างของมนุษย์  เช่น  ทางรถไฟ  ถนน  บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย  ถ้าปรากฏการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา  จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา  อาทิ  หินถล่มและโคลนถล่ม  เป็นต้น

                6.ชนวนเกิดไฟป่า => นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลกว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต  ยิ่งไปกว่านั้นภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “ไฟป่า” ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก  และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตกซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า  ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว  เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิมจึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

                7.ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด => โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง  และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น  บรรดา “นกอพยพ” หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ “นาฬิกาชีวภาพ” ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน  สัตว์ที่เอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น  ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง “กลายพันธุ์” หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้  และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่

                8.ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม => การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน  ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองกลายเป็นต้นเหตุทำให้ “ดาวเทียม” ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม  ตามปกติอากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ  ดังนั้น   เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจุดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆเพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง  อย่างไรก็ตามเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไปจะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลงดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

                9.ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก => ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว “สูง” ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน  นั่นเป็นเพราะตามธรรมชาติที่ผ่านๆมานับพันปี  ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี “น้ำแข็ง” ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้ผิวน้ำ  เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป  ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปค่อยๆกระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง

                10.โบราณสถานเสียหาย => โบราณสถาน  เมืองเก่าแก่  ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน  เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน  ทั้งเกิดพายุ  น้ำท่วม  ภัยแล้ง  ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง  และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว  ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว  โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา  ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อนมาแล้วเช่นกัน

ที่มา :  หนังสือเตรียมรับมือภาวะโลกร้อนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ(ฉบับชาวบ้าน) ชมรมพิทักษ์โลก