“...ธรรมดาผู้หญิงนั้นถ้ามีอารมณ์อะไรขึ้นมาก็บ่น ๆ ปล่อยให้อารมณ์เสีย ส่วนผู้ชายนั้นมีอารมณ์เสียก็เก็บนิ่งเฉย ๆ พอนานเข้าก็เกิดอันตรายแก่ตนเอง ดุจเก็บไอเสียเอาไว้นาน ๆ พอถึงจุดระเบิด..”
กล่าวถึงแม่ แม่ต้องนำนาไปจำนองเพื่อหาเงินมาทำศพพ่ออย่างรวบรัดอีกครั้งนึง แต่บัดนี้แม่ก็ยิ่งพูดน้อยลง ครอบครัวเต็มไปด้วยความเศร้าความทุกข์ ความวังเวงอ้างว้าง ต่อมาลูกชายมาลาแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ แม้แม่จะอ้อนวอนว่าอย่าไปเลย แม่มีลูกชายเหลืออยู่คนเดียว บ้านไม่มีผู้ชาย เหมือนบ้านที่ไม่มีรั้วบ้าน ขอให้ลูกอยู่กับแม่ให้สบายใจเถิด แม้จะยากจน ถ้ายังมีลูกอยู่ด้วยก็อุ่นใจ
ฝ่ายลูกชายก็อ้างเหตุผลว่าต้องไปหางานทำงานหาเงินมาไถ่ที่นา ถ้าขืนอยู่อย่างนี้มีหวังเป็นบ้าแน่ แล้วก็ลาแม่ลาพี่สาว ลาน้องสาวไปในขณะที่แม่พี่สาวน้องสาวกำลังร้องไห้ ตนเองก็ร้องด้วย ลูกชายไปได้เดือนเศษ ๆ ก็มีคนมาส่งข่าวว่าลูกชายได้เป็นลูกเรือจับปลาทะเลที่เมืองสมุทรสงคราม แล้วออกทะเลถูกพวกญวนจับไปแล้ว ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่าไร แม่เป็นลมด้วยความเสียใจ ไม่สบายไปหลายวัน
ต่อมาแม่ได้ให้ลูกสาวคนเล็กไปเป็นคนใช้ในตลาดเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว ลูกสาวไปอยู่ได้ครึ่งเดือน ก็หนีกลับมาหาแม่ เธออยู่ไม่ได้ เพราะเถ้าแก่และลูกชายเถ้าแก่ก็พยายามจะให้ความเป็นผัวแก่เธอ อาศัยที่เป็นคนแข็งแรง จึงต่อสู้ป้องกันเอาตัวรอดมาได้ แม่ลูกทั้งสามต่างร้องไห้รันทดในชีวิต ทั้งแม่ทั้งลูกไม่มีเสื้อผ้าใหม่เลย มุ้งก็ขาด เสื่อก็ขาด กับข้าวนั้นสุดแต่ลูกสาวจะหาได้ ไม่เคยกินหมูเป็นเดือน ๆ ลูกสาวสองคนพยายามหาผักมาขายที่ตลาดทุกวัน แต่ก็ได้กำไรไม่เท่าไร ผักก็หายาก
เคราะห์ก็ซ้ำกรรมก็ซัดขจัดสุข สุดจะทุกข์เศร้าสร้อยละห้อยหา
ถึงยากจนทนอยู่สู้ชีวา บางเวลาก็ทนอดรันทดใจ
บุตรธิดาก็เรียนน้อยด้อยความรู้ ต่างอดสูอนาคตไม่สดใส
อยากจะช่วยแบ่งเบาก็เศร้าใจ ทำอย่างไรฐานะจึงจะดี
ฝ่ายบุตรชายพลันมาจากพรากไกลแม่ ครอบครัวแย่พ่อก็ตายกลายเป็นผี
อนาคตจะเป็นตายหรือร้ายดี ถึงตอนนี้เป็นอย่างไรใคร่ติดตาม