การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยในวันนี้ต้องถือว่า มีความสำคัญมากที่สุด  แม้รัฐธรรมนูญจะระบุ ให้อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยแล้วก็ตาม  การมีพรรคการเมืองก็มักมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงเลือกข้างกันอยู่บ้าง  จนไม่เชื่อว่าความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยนั้นตรงกันหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น  มักมีเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงและล้มกระดานประชาธิปไตยกันอยู่เสมอทั้งวิธีปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป ยึดอำนาจ และขับไล่ ซึ่งผ่านมาแล้วทุกวิธีการ 
         

       ดังนั้น ผู้แทนประชาชน ในความหมายของรัฐธรรมนูญนั้น จึงมีวัฒนธรรมที่มีรูปแบบให้เป็นนักการเมืองสังกัดพรรคการเมือง หากพรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนก็ย่อมจะชอบธรรม  จึงถามว่าหากประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองใดจำนวนมาก ก็หมายความว่าประชาชนให้อำนาจในการบริหารประเทศ จริงหรือไม่  และการเปลี่ยนแปลงข้างเพื่อให้มีเสียงมากพอ จัดตั้งรัฐบาลได้นั้นเป็นเสียงของประชาชนที่ต้องการหรือไม่  ทุกวันนี้ไม่มีคำตอบในเชิงปฏิบัติ  แต่คุณธรรมอันเป็นวัฒนธรรมของประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้น  จึงควรให้ความรู้ในเรื่องประชาธิปไตย ที่แท้จริงมากขึ้น  ทำให้นึกไปถึงหม่อมเจ้ารพีพัฒน์  รัชนี  ซึ่งเขียนเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริง  จากประเทศต้นแบบ  คือ  อังกฤษ เพราะมีประโยชน์ต่อการสร้างวัฒนธรรมการเมืองในแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

 

 

       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๗  ทรงสละราชสมบัติพร้อมกับมีลายพระราชหัตถเลขาที่พระองค์ มีพระราชประสงค์มอบอำนาจให้กับประชาชนเป็นวรรคทองของประชาธิปไตยเมืองไทย

 "ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่ว ไป แต่ข้าเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชา ราษฎร"  

 แต่ถ้าได้ศึกษาจากพระราชหัตเลขา ทั้งฉบับแล้ว จะมองเห็นปัญหาในประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในเมืองไทย และเพื่อความเข้าใจในวัฒนธรรมของประชาธิปไตยนั้นพระองค์ได้มีพระราชบันทึกเรื่อง  ระบอบประชาธิปไตยในประเทศสยาม (Democracy in Siam) อธิบายไว้ว่า

Large_cats9925

          ระบอบประชาธิปไตย     อาจถึงกับเป็นอันตรายต่อประโยชน์อันแท้จริงของประชาชนลองคิดดูก็ได้ทันทีว่าการปกครองระบอบรัฐสภานั้นจะเป็นอย่างไรในประเทศสยามแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดกันถึงขั้นรายละเอียดข้าพเจ้าจะขอเอ่ยถึงความจริงข้อหนึ่งคือ  พรรคการเมืองของคนจีนจะมีอำนาจเหนือรัฐสภาเราอาจไม่ให้สิทธิÏทางการเมืองอย่างไรแก่คนจีนก็ได้   แต่เขาก็จะมีอำนาจเหนือสถานการณ์อยู่นั่นเองเพราะเขามีเงินสดอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก  พรรคการเมืองใดซึ่งตั้งอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจากคนจีนจะไม่มีวันทำการสำเร็จได้ 

             เพราะฉะนั้นการเมืองในประเทศสยามจะอยู่ใต้อำนาจพ่อค้าคนจีนซึ่งจะเป็นผู้สั่งการที่พูดมานี้มีทางที่จะเป็นไปได้อย่างยิ่งเราอาจหาเหตุผลต่างๆเป็นจำนวนมากได้โดยง่ายในอันที่จะสนับสนุนความคิดที่ว่าประเทศสยามไม่ควรมีรัฐบาลระบอบรัฐสภาเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ควรจะถามว่า ถ้าอย่างนั้นจะมาคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตยกันทำไมเล่า คำตอบปัญหานี้ก็คือ

เราจะต้องจดจำไว้เสมอว่าประชาชนส่วนใหญ่่นั้นมิได้คิดด้วยเหตุผลแต่

คิดด้วยอารมณ์เท่านั้น 

เรื่องนี้เป็นความจริงโดยพิเศษสำหรับฝูงชนทั่วไป  จะมีวันหนึ่งซึ่งประชาชนชาวสยามจะเรียกร้องเอารัฐสภา(ในขณะนี้ก็มีร่องรอยเช่นนั้นแล้วในกรุงเทพมิใช่หรือ?)ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะอธิบายแม้แต่ด้วยเหตุผลอย่างดีที่สุด  ว่า

การปกครองระบอบรัฐสภานั้นไม่เหมาะสมต่อคุณสมบัติในทางเผ่าพันธุ์ของชาวสยาม

 เขากลับจะพากันตะโกนดังขึ้นไปอีกว่าเขาถูกกดขี่ด้วยชนชั้นปกครองที่เป็นทรราชย์และอาจมีความวุ่นวายบางประการเกิดขึ้นได้(ในระยะเวลาปัจจุบันนี้  ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีชาวสยามผู้ใดที่พร้อมจะเสียสละชีวิตของเขาเพื่อความเชื่อถือในทางการเมือง)

        ประเทศบางประเทศอาจนำเอาระบอบประชาธิปไตย มาใช้เพียงเพื่อความจำเป็นก็ได้  ทั้งที่รู้ดีอยู่ว่าระบอบนั้นไม่เหมาะสมกับนิสัยใจคอของประชาชน  ด้วยเหตุนี้จึงมีประเทศบางประเทศที่มีรัฐสภาเป็นการเล่นๆ  ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการแน่นอนแล้วที่เราจะต้องเล่นกันอย่างนั้นบ้างในประเทศสยามในเวลาข้างหน้า  ด้วยความคิดคำนึงเหล่านี้อยู่ในใจข้าพเจ้า จึงกำลังพิจารณาการปฏิรูปบางอย่างขึ้น 

         ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าถ้าเรายอมรับกันว่า    วันหนึ่งเราจะต้องถูกบังคับให้มีประชาธิปไตยบางแบบขึ้นในประเทศสยามแล้ว เราก็ต้องเตรียมของเราเองให้พร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เราจะต้องเรียนรู้และให้การศึกษาแก่ตนเอง เราจะต้องเรียนทดลอง เพื่อที่จะได้มีความคิดว่าการปกครองระบอบรัฐสภานั้น  จะดำเนินการได้อย่างไรในประเทศสยาม

 เราจะต้องพยายามให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เขามีการรับรู้ในทางการเมือง ให้เขารู้จักผลประโยชน์อันแท้จริงของเขาเพื่อที่เขาจะไม่ถูกชักนำไปในทางที่ผิดโดยนักปลุกระดมหรือผู้ที่เอาแต่ฝันถึงยุคพระศรีอารย์

         ถ้าเราจะต้องมีรัฐสภากันแล้วเราก็จะต้องสอนให้ประชาชนรู้จักเลือกตั้ง
ว่าทำกันอย่างไรและรู้จักเลือกผู้แทนผู้ซึ่งเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนอยู่ในใจอย่างแท้จริง

          พระราชบันทึกฉบับนี้  จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จ   พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ใหประชาชนได้รับรู้ในทางการเมือง  และรู้จักผลประโยชน์อันแท้จริง เพื่อป้องกันการชักจูงไปในทางที่ไม่ชอบในระบอบประชาธิปไตย

บทเรียนของการเลือกตั้งที่ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนนั้นเป็นเสียงของประชาธิปไตยที่แท้จริง  โดยปราศจากการชักจูงหรือทุจริตเลือกตั้ง  การทำผิดในการเลือกตั้งแม้จะมีบทลงโทษ อยู่บ้าง  แต่ก็ไม่มีหนทางใดเลยที่จะป้องกันการทุจริตเลือกตั้งไดทั้งหมด 

          วัฒนธรรมประชาธิปไตยในวันนี้  จึงอยู่ที่ประชาชนพร้อมใจเลือกตั้งกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ  เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงนั้น มีคุณค่า การตัดสินด้วยความเป็นธรรมและไม่เลือกข้าง  จึงมีความจำเป็นต่อการสร้างวัฒนธรรมของประชาธิปไตย    เพราะเป็นการยอมรับเสียงของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนมาก  ในทางกลับกันการต่อสู้ทางการเมืองที่ให้โอกาสฟ้องร้องกล่าวหากัน  มีผลที่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบจากการมพรรคการเมือง  และหากประชาชนรวมตัวร้องเรียนถอดถอนก็ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ  ประชาธิปไตยทุกวันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ   ที่ให้โอกาสประชาชนเฝ้าระวังดูแลและมีส่วนร่วมมากขึ้น 

         วัฒนธรรมของประชาธิปไตยวันนี้เริ่มห่างจากประเทศต้นแบบมากขึ้น...

หากยังให้การศึกษาไม่พอรู้พอใช้...ก็จะมีแตความเป็นครึ่งๆ  กลางๆ 

ที่มีพรรคการเมืองในรัฐสภา...ทำไม   ไม่คิดจะเลิกระบบพรรคการเมืองเสียหรือทำให้เกิดผู้แทนของประชาชนที่แท้จริงขึ้น

  จะได้พูดได้เต็มปากว่าเป็นผู้แทนของประชาชน  ไม่ใช่ผู้แทนของพรรคโน้นพรรคนี้...ทั้งๆ  ที่ประชาชนเลือกตั้งมากับมือ 

นักการเมืองทำหน้าที่ไม่โปร่งใสก็ใช้สิทธเรียกร้องได้กลางถนน  เป็นการแสดงออกและการมีส่วนร่วม จึงง่ายดีสำหรับวัฒนธรรม (ไร้) รูปแบบประชาธิปไตยไทยๆ 

 

 

    บทความจาก วารสารวัฒนธรรมไทย  ฉบับเดือน เมษายน 2552