เค้าเรื่องจาก สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิริน ฯ
หน้าหนาวที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไทยนั้น หนาวมากลมพัดแรงมาก น้ำค้างก็ลงจัด ท้องฟ้าสูงแจ่มใสปราศจากเมฆ เป็นสีน้ำเงิน ทำให้น้ำในหนองในบึงมีสีน้ำเงินไปด้วย ในท้องนาเหลืองอร่ามไปด้วยรวงข้าวที่สุกควรแก่การเก็บเกี่ยว นาบางแปลงก็เหลืองไปด้วยซังข้าวที่ได้เกี่ยวข้าวไปแล้ว มีเวลาลมพัดมาบางครั้งก็ได้กลิ่นอายของซังข้าว ตามหนองคลองบึงก็มีปลาเล็กปลาน้อย มีกุ้งฝอย มีคนซ้อนเอาไปทำปลาจ่อม (ส้มปลาน้อย) มีนกนานาชนิดบินว่อนอยู่ทั่วไป
บนท้องฟ้าก็มีว่าวมากมายหลากหลายชนิดและมีเสียงธนูที่ติดบนหัวว่าวเวลาปะทะกับลมบนก็ส่งเสียงดู๋ดู่ ดู๋ดู่ บางครั้งก็คล้ายกับเป็นเสียงดนตรีอะไรซักอย่าง ฟังดูก็ไพเราะไปอีกแบบ เด็กลูกชาวนาบางคนยากจนมาก มีเสื้อผ้าน้อย ไม่มีเสื้อกันหนาว ก็ได้อาศัยกองฟางที่เขานวดข้าวแล้วกองไว้ เป็นที่ซุกตัวนอนเพื่อจะได้อบอุ่น โดยไม่รู้สึกเคืองระคายอะไรเลย ดูแล้วกลับมีความสุขเสียอีก
เด็กเหล่านี้ผิวแห้งแตกเป็นระแหง ริมฝีปากแตกเป็นสะเก็ด บางคนก็ใช้มือแกะริมฝีปาก มองดูก็เห็นเลือดซึมออกมานิดๆ ซึ่งนี่ก็เป็นธรรมดาของเด็กในชนบทภาคอิสานที่ยากจน เรื่องเครื่องสำอาง ประทินผิว สิ่งเหล่านี้เด็กไม่รู้จักเลย ส่วนคนแก่ก็จะมีสิ่งที่เรียกกันว่านวด ที่หุงจากน้ำมันมะพร้าว แล้วเอาทาริมฝีปากเพื่อให้มีความมันและชุ่ม จะได้ไม่แตก เวลาที่อากาศหนาว
แม้จะมีความหนาวเหน็บอย่างนี้ ในตอนเช้า หมอกก็ยังไม่จืดจางไป ก็จะปรากฏเห็นภาพพระภิกษุสามเณรผู้ทรงศีลอุ้มบาตรเดินเป็นแถวยาวด้วยอาการสงบตามแบบอย่างของสมณะ เที่ยวบิณฑบาตโปรดสัตว์ไปตามละแวกบ้านนั้น ๆ ตามแบบอย่างอริยประเพณี ไม่แสดงอาการว่ารู้สึกหนาว ไม่แสดงอาการว่าเจ็บ เพราะต้องเดินด้วยเท้าเปล่าเหยียบบนหินลูกรังก้อนเล็กก้อนน้อย ยังคงมีตาทอดลงต่ำห่างตัวเพียงชั่วแอกไถนา ก่อนตักบาตร พ่อออกแม่ออก (ญาติโยมผู้ชาย-ผู้หญิงที่มีอายุ เรียกว่าพ่อออก-แม่ออก) ทายกผู้มีศรัทธาก่อนจะใส่บาตรได้ยกขันข้าวขึ้นจบเหนือหัว พลางกล่าวพึมพรำเป็นคำบาลีที่จำต่อ ๆ กันมาว่า
อิทํ วต เม อาสวขยาวหํ โหตุ ขอทานของข้าพเจ้านี้ จงนำมาซึ่งความสิ้นอาสวกิเลสเถิด แล้วพ่อออกก็โค้งตัวลงบรรจงวางอาหารลงในบาตร วางขันข้าวบนแป้นสำหรับตักบาตร แล้วยกมือขึ้นไหว้และเสยผม ทำอย่างนี้กับพระเณรทุกรูป ส่วนแม่ออกจะนั่งคุกเข่า หรือบางท่านก็นั่งพับเพียบ นั่งในท่าเทพธิดา วางอาหารลงในบาตร วางขันข้าวลงในแป้น แล้วยกมือขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำอย่างนี้กับพระเณรทุกรูป เช่นเดียวกัน
พระเณรเหล่านี้ เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะเปลื้องจีวรออกผึ่ง สรงน้ำ แล้วนั่งบนอาสนะประจำที่เป็นแถว วางบาตรไว้เบื้องหน้าพิจารณาอาหารบินฑบาตรก่อนแล้วจึงฉัน พิจารณาด้วยบท ตงฺขณิก ปจฺจเวกฺขนปาฐ โดยความก็คือพิจารณาเห็นว่า ข้าพเจ้าฉันอาหารนี้ เพียงเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ มิใช่เพื่อรสอร่อยเป็นต้น พระเณรเหล่านี้ฉันหนเดียว และฉันในบาตร ฉันรวม คือรวมของคาวของหวาน ของน้ำของแห้ง ข้าวปลาปนกันหมดแล้วฉัน เสร็จแล้วอนุโมทนา ล้างบาตร เช็ดบาตร ผึ่งบาตรให้แห้งด้วยแดดลม เพื่อป้องกันความอับชื้น และช่วยในการดับกลิ่น เพื่อป้องกันบาตรมีโทษ เกิดเป็นสนิม เกิดเชื้อโรค ซึ่งการทำอย่างนี้ก็เป็นวิธีการรักษาบาตรที่ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต
นมัสการค่ะท่าน'มหาวินัย'
อ่านแล้วมองเห็นภาพยามหน้าหนาว...เป็นมุมมองหนึ่ง
อากาศหนาวน่าจะดีว่าอากาศร้อนนะคะท่าน
อาจารย์ ดร.มาตอนไหนนี่ ขอให้มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง.
อาจารย์อยู่ต่างประเทศนานคงจะชินกับความหนาว พอมาอยู่บ้านเราเลยรู้สึกร้อน ขอบคุณที่อาจารย์มาเยี่ยมชม ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้มาดูบันทึกนี้ เลยต้อนรับขับสู้มิทันท่วงที