วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

ขอโอกาสเริ่มต้นจากจิตของตนเองที่โง่ “ไม่รู้จักเตือนและตรวจสอบตนเองอย่างแท้จริง” มาถึงตอนนี้นึกย้อนถึงจดหมายมากมายก่ายกองที่เขียนถึงครู  ครูคงจะแสนเหนื่อยกับ “ความงี่เง่าของลูกศิษย์คนนี้” ใช่แหละค่ะคำนี้ชัดเจนที่สุด คิดแบบความใจแคบของติ๋วเอง “หากมีลูกศิษย์ที่ทำตัวแบบที่ผ่านมา คงจะตัดหางปล่อยวัดแน่ ๆ เลยค่ะ” แต่ด้วยความเมตตาอย่างไม่มีประมาณของครูทำให้ “ติ๋วยังพอมีโอกาส”

ยิ่งเห็นความชั่วของตนเองมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่า "ครูมีเมตตาและอดทนกับศิษย์มากเท่านั้นเจ้าค่ะ"

มารู้ซึ้งกับตนเองวันนี้ว่า แท้ที่จริงครูเมตตาให้ keyword (คำสำคัญ) ตั้งแต่เจอกันวันแรก และแทบจะได้ยินทุกครั้งที่ได้คุยกับครู หรือทุกครั้งที่ คร่ำครวญ หรือ จนตรอกจนต้องพึ่งครู คือ “หายใจ อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย หายใจปุ๊บก็ดับปั๊บเลย” ต่างกรรมต่างวาระ แล้วแต่ความเมตตาของครู แต่โดยรวมที่สรุปกับตนเองคือ “มีสติกับลมหายใจ” ด้วยความด้อยปัญญาทำให้ “ดีแต่คิดฟุ้งซ่านแต่ไม่ทำ” จากเหตุแห่งการคิดส่งผลให้เกิดสภาวะฟุ้งซ่านดังจดหมายหลายฉบับที่ปรากฏ เกิดความคิดปรุงแต่ง คร่ำครวญ เสียอกเสียใจ ดิ้นรน แทนที่จะทำ ดันมัวแต่ คิด แล้วก็คร่ำครวญ แต่วันนี้ด้วยอานิสงส์ขององค์พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ติ๋วได้รับโอกาสให้ขับรถพอครอบครัวไปพักภาวนาทำบุญใหญ่ที่วัด ที่หนองบัวลำภูโดยการนำของหลวงปู่จากหนองคายที่ทางบ้านอุปฐาก และขนข้าวเปลือกไปร่วมงานประทายข้าวเปลือกที่วัดป่าบ้านตาด กราบสักการะสังขารและสถานที่ละสังขารขององค์พระหลวงตา เราไปกันสามคัน รถคันที่หลวงปู่นั่งมีสัมภาระ ส่วนคันที่ติ๋วขับไม่มีจึงจอดข้างนอกแล้วเดินเข้าไป

ตอนขึ้นไปกราบสังขารหลวงตาจึงมี แม่ พ่อ น้องตั้ม น้องตาล ป้านาจและป้าพร กราบเสร็จเดินลงมาโทรหาพี่ตุ๊ก จึงได้ข้อมูลว่า หลวงปู่พาไปกราบที่กุฏิหลวงตา ห้องที่ท่านละสังขาร รู้สึกดีใจมากเลยค่ะครู คาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาส พี่ตุ๊กจึงเดินย้อนกลับมาพาเราทุกคนไปกราบ ณ ขณะที่ก้มลงกราบหน้ากุฏิขององค์พระหลวงตา อธิษฐานขอขมาและขอความเมตตาให้ท่านชี้แนะข้อบกพร่อง ในการปฏิบัติภาวนา รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาปริ่มลูกตาเลยค่ะครู

เราออกจากวัดประมาณบ่ายโมง เราไปกันทั้งหมดสามคัน แต่คันที่พี่เขยขับมีหลวงปู่  พ่อ น้าราญ พี่สาวจะไปส่งหลวงปู่ที่หนองคาย ส่วนติ๋วขับรถพาแม่ ป้าและเด็ก ๆ กลับบ้าน รถเพื่อนพ่ออีกคันก็กลับบ้านเช่นกัน ระหว่างขับรถรู้สึกเหนื่อยและง่วงมากค่ะครู สัมผัสถึงความหงุดหงิดที่พร้อมจะดันขึ้นมา ณ ขณะที่ความหงุดหงิดปรากฏขึ้น ไม่มีปัญญาทำอะไรได้แต่ อดทนแล้วก็จอดพัก นั่งนิ่ง ๆ ชงโกโก้ดื่ม แล้วค่อยเดินทางต่อค่ะ พอมานั่งเขียนเห็นว่า “ความหงุดหงิดสร้างความกังวลให้เพื่อนร่วมทางศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย การที่สภาพคนขับดูเหนื่อยส่งผลถึงผู้โดยสารชัดเจนค่ะ” ตอนนั้นไม่มีปัญญาที่จะทำอะไร เป็นอาการดิ้นรนอยู่ภายใน พูดน้อย รู้สึกไม่ค่อยมีสติ หาวบ่อยมาก ๆ โทษว่า “เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ” แต่พอได้พักรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ขับมาถึงบ้านประมาณห้าโมงเย็นได้ค่ะครู รู้สึกหมดแรงร่างกายอ่อนล้า แต่ได้สัญญากับน้องว่า “จะรอรับน้องกลับประมาณเที่ยงคืนที่ขอนแก่น” เป็นความเข้าใจผิดในเรื่องของแผนการเดินทาง ทำให้น้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ค่ะครู สิ่งที่เป็นที่พึ่งกับตนเอง ณ ขณะนั้นคือ ฟื้นฟูร่างกายโดยการ detox พอได้ทำ รู้สึกร่างกายมีพลังขึ้นมา อาบน้ำ เปลี่ยนชุดแล้วก็ลาญาติ ๆ ขับรถกลับขอนแก่น เสียบหูฟังฟังเทศน์ เหมือนรู้สึกเหนื่อยมาก ๆ ค่ะครู จึงบอกกับตนเองว่า “เอาวะ ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เริ่มต้นใหม่ สมาธิก็ไม่มี ปัญญาไม่ต้องพูดถึง งั้นมาเริ่มฝึกใหม่ เอาตั้งแต่หัดหายใจไปนี่แหละ” แรก ๆ เหมือนจิตบังคับจ่อที่ลมหายใจเลยค่ะ รู้สึกอึดอัดมาก ๆค่ะครู แว๊บคิดไป ดึงกลับมาใหม่ ตั้งสติพร้อม ๆ กับการขับรถไปด้วย บอกตนเองว่า “หายใจอย่างเดียวพอ คิดมามากแล้ว” นานแค่ไหนไม่รู้ แต่ก็ดูลมไปเรื่อย ๆ ความอึดอัดมันเบาลง ทำอยู่ต่อเนื่องเกือบ ๆ สองชั่วโมงกว่า มารู้สึกโล่งแถว ๆ เชียงยืน จะเลี้ยวเข้าจอดปั้มแก๊ส ความรู้สึกเบาปรากฏแว๊บนึกถึงที่ครูสอนว่า “เออแบบนี้แหละ” มันเป็นแบบนี้ค่ะครู ครานี้เป็นความรู้สึกรู้ลมอยู่เบา ๆ แต่รู้สึกเป็นกว้าง ๆ ไม่แคบเหมือนตอนเริ่มหายใจแรก ๆ เหมือนได้คำตอบกับตนเองว่า “ก็ที่ผ่านมาไม่ทำ” จากการฟังเรื่องราวที่ท่านเจ้าอาวาสวัดเล่าให้ฟังเรื่องการดูแล “ฟาน กว่า ๒๐ ตัว” ที่วัด ติ๋วได้ข้อคิดจากคำสอนของหลวงปู่ว่า “การภาวนาคือ การทดลอง” ค่ะครู แล้วก็มีเสียงซ้อนขึ้นมาภายในว่าใช่ “ธัมมวิจยะ” เหมือนติ๋วเองฟังครูมาตลอด แต่อ่อนการปฏิบัติ เหมือนฟังทฤษฎีแล้วก็ เอาไปคิด ๆ ๆ กลัวว่า “ทดลองแล้วจะไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ลองนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหมาย แล้วก็มาคร่ำครวญกับครู แล้วก็ไม่ทำต่อ” รู้สึกละอายย้อนหลังจังเลยค่ะครู มองย้อนรู้สึกว่า “ศีลด่างพร้อย เพราะขาดสติ พอไม่มีสติแล้ว ศีลทั้งห้าข้อ ดูจะด่างพร้อยได้ง่ายมาก”

กราบขอบพระคุณครูค่ะ.......เจ้าติ๋ว.....ลูกศิษย์

ปล. สารภาพเพิ่มเติมค่ะครู

ใจนี้มันแปลก...........อยากให้ครูมาอ่านมาตอบ

แต่ทุกครั้งที่เห็นว่ามีความคิดเห็น

มันก็กลั๊ว กลัวค่ะครู ยังเป็นอยู่ตั้งแต่วันแรก ๆ มาจนถึงทุกวันนี้เลยเจ้าค่ะ