การใช้และการบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพ

กล้องดิจิทัลแม้จะมีหลักการทำงานคล้ายกับกล้องใช้ฟิล์มคือแสงแผ่นเลนส์ ผ่านรูรับแสงและม่านชัตเตอร์ ไปตกกระทบกับเซ็นเซอร์ภาพ(ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ CCD) ก่อนกดชัตเตอร์กล้องจะปรับโฟกัสและวัดแสง หรือจะปรับตั้งเองก็ได้เพื่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ แต่ด้วยความที่เป็นดิจิทัล ทำให้ ปรับแต่ง ฟังก์ชั่นหรือลูกเล่นต่างๆ ได้มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในกล้องใช้ฟิล์ม จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและ ทำความเข้าใจให้ดี จึงจะใช้กล้องดิจิทัลได้อย่างคุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพและได้ประโยชน์สูงสุด

1. ปิดสวิตซ์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน กล้องดิจิทัลมีระบบการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ทำให้สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากควรปิดสวิตซ์ทุกครั้งที่เลิกใช้งาน จะช่วยให้คุณถ่ายภาพได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยๆหากมีฟังก์ชั่น Auto off ให้ตั้งเวลาปิดอัตโนมัติเมื่อไม่ได้ใช้งาน 30 หรือ 60 วินาที

2. ใช้แบตเตอรี่ชาร์จดีกว่า กล้องดิจิทัลหลายรุ่นใช้แบตเตอรี่แบบ AA อัลคาไลน์ โดยแถมมาให้ด้วย 2 หรือ 4 ก้อน แต่เราอาจตกใจเมื่อใส่แบตเตอรี่ใหม่เข้าไป กดชัตเตอร์ถ่ายไป 20-30 ภาพ โดยเปิดดูภาพ จากจอมอนิเตอร์ และใช้แฟลชถ่ายภาพแบตเตอรี่ก็หมดเสียแล้วขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ แบบ นิเกิล-เมทัลไฮไดร์ ( NiMH) ซึ่งชาร์จไฟเพิ่มได้ ราคาก้อนละ 100-150 บาทเลือกแบบที่ให้กำลังไฟ 1000-1500 มิลลิแอมป์จะถ่ายภาพได้นานขึ้น ถ้าหมดก็ชาร์จใหม่ ซื้อเผื่อไว้สัก 2-3 ชุดก็จะดีส่วนกล้องที่แถมแบตเตอรี่ NiMH หรือ Li-ion มาให้อยู่แล้ว อาจซื้อเพิ่มอีกสักหนึ่งชุดเผื่อฉุกเฉิน

3. ดูภาพในช่องมองออฟติคัลในกล้องใช้ฟิล์มแบบ SLR หรือ คอมแพค เราจะมองภาพจากช่องมองซึ่งกล้องดิจิทัลก็มีเช่นกัน เรียกว่าช่องมองภาพออฟติคัล ออกแบบให้สัมพันธ์กับทางยาวโฟกัส ของเลนส์ทุกช่วงซูม และยังดูภาพจากจอมอนิเตอร์แบบ LCD ทางด้านหลังได้ด้วย ทำให้ผู้ใช้นิยมดูภาพจาก มอนิเตอร์แทนแต่วิธีนี้แบตเตอรี่จะหมดเร็วมาก ควรใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเช่นการถ่ายภาพมาโครระยะใกล้ๆ ซึ่งจะให้มุมภาพ ที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงถ้าถ่ายภาพไกลๆ ซัก 5 เมตรขึ้นไปให้ดูจากช่องมองภาพแบบออฟติคัลแทน

4. เปลี่ยนไปใช้การ์ดความจุสูงการ์ดจัดเก็บภาพมีหลายแบบ เช่น CF, Microdrive, Smart Media, Memory Stick,SD, MMD เป็นต้น ปัจจุบันมีความจุสูง และราคาที่ลดลง ปัจจุบัน Card มีความจุหลายขนาดตั้งแต่ 4GB,8GB,16 GB,32GB ให้เลือกใช้เมื่อเทียบกับขนาดความจุแล้วถูกกว่ามากทีเดียว ระวังอย่าให้ตกหล่นจะเสียหายได้ง่าย เมื่อการ์ดมีความจุสูงก็จะช่วยให้ถ่ายภาพได้มากขึ้น ในบางครั้งเมื่อไม่แน่ใจเรื่องสภาพแสงอาจถ่ายภาพคร่อม เผื่อไว้หลายๆ ภาพ แล้วค่อยมาเลือกภาพที่ดีที่สุดภายหลัง

5. อย่าใส่การ์ดขณะเปิดสวิตซ์กล้อง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ควรใส่การ์ดขณะที่สวิตซ์กล้องถูก เปิดอยู่ และควรใส่การ์ดด้วยความระมัดระวังให้ใส่การ์ดเข้าไปตรงๆ ในด้านที่ระบุไว้ในคู่มือ หากใส่ผิดด้านจะใส่ไม่ได้อย่าไปฝืนโดยเด็ดขาด หากจะให้ผู้อื่นยืมไปใช้ควรอธิบายให้เข้าใจด้วยทุกครั้ง

6. ใช้แฟลชภายนอกกล้องบางรุ่นสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ โดยเสียบเข้ากับฮอทชู หรือสายซิงค์แฟลช วิธีนี้ทำให้ได้ภาพที่ดีขึ้นและใช้งานได้ไกลกว่าแฟลชขนาดเล็ก( FlashPop up )ที่ติดอยู่บน ตัวกล้อง การใช้แฟลช ที่มีกำลังไฟสูงภายนอก ทำให้ใช้รูรับแสงแคบได้ส่งผลให้ภาพมีระยะชัดลึกมากขึ้นและ ประหยัดแบตเตอรี่ที่ตัวกล้อง เพราะไม่ต้องใช้แฟลชที่มีอยู่ในตัว

7. ล็อคภาพสำคัญเอาไว้กล้องบางรุ่นมีฟังก์ชั่นล็อคภาพ ป้องกันการลบโดยไม่ตั้งใจเพราะส่วนใหญ่เน้นให้ลบภาพทิ้งได้ง่ายๆ เพื่อถ่ายภาพใหม่ต่อไปทำให้เผลอลบภาพสำคัญทิ้งไป ดังนั้นหลังจากถ่ายภาพจนได้ภาพที่พอใจแล้วควรกดปุ่มล็อคภาพทุกครั้ง

8. จัดเก็บภาพด้วยซีดีรอมหลังจากถ่ายภาพจนการ์ดเต็มแล้ว เรามักถ่ายโอนภาพทั้งหมด ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาพจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าฮาร์ดดิสก์ของเราจะมีมากแค่ไหน แต่ถ้าเกิดปัญหาเสียขึ้นมา ภาพที่เราอุตส่าห์ถ่ายมาทั้งหมดก็จะสูญหายไปทันทีเพื่อความปลอดภัย ควรบันทึกภาพลงแผ่นซีดี-รอม ซึ่งมีความจุ 650-700 MB ต่อแผ่น ควรเลือกแผ่นซีดี ที่มีคุณภาพเช่น Kodak Fujifilm หรือ Sony ซึ่งมีความคงทนเก็บรักษาได้ยาวนานหลายสิบและควรเขียนแผ่นซีดีไว้สองแผ่น เก็บรักษาไว้โดยไม่นำมาใช้งานหนึ่งแผ่นอีกแผ่นสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป ถ้าแผ่น ซีดีเสียหายหรือสูญหายยังมีต้นฉบับอีกแผ่นนำมาก๊อปปี้เพื่อใช้งานได้อีก

9. ซูมขยายภาพดูความคมชัด ฟังก์ชั่นดิจิทัลที่ผมใช้บ่อยคือหลังจากถ่ายภาพไปแล้ว ให้กดปุ่มซูมขยายภาพขึ้นมาดู โดยซูมให้มากที่สุดจากนั้นเลื่อนดูส่วนต่างๆของภาพว่าคมชัดเพียงพอหรือไม่ บางครั้งการถ่ายภาพด้วยช่วงซูมเทเลแล้วเปิดรูรับแสงกว้าง ระยะชัดลึกจะน้อยมาก ทำให้ความคมชัด มีเฉพาะบางส่วนเท่านั้นหากเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ต้องรอหลังจากล้างฟิล์มแล้ว ถึงจะรู้ว่า ภาพที่ได้ มีความคมชัดดีมากน้อยแค่ไหนนอกจากนี้ ในกรณีที่ถ่ายภาพ ด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ แล้วไม่มั่นใจว่าภาพจะคมชัดเพียงพอ สามารถซูมขยายภาพขึ้นมาดูได้เช่นกัน

10. ปรับความสว่างของจอมอนิเตอร์หากคุณถ่ายภาพโดยวัดแสงให้พอดี แล้วพบว่า ภาพที่ปรากฏ บนจอมอนิเตอร์ มืดเกินไปหรืออันเดอร์อย่าเพิ่งโทษว่าระบบวัดแสงผิดพลาด ลองโหลดภาพ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ แล้วเปิดภาพนั้นดูขอแนะนำให้ใช้ซอพท์แวร์เปิดภาพที่แถมมาพร้อมกล้อง ถ้าพบว่าภาพสว่างพอดี แสดงว่าจอมอนิเตอร์มืดเกินไป ให้เลือกเมนูปรับเพิ่มความสว่างจนเท่ากับที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์

11. ใช้กราฟฮีสโตแกรม กล้องดิจิทัลส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีฟังก์ชั่นแสดงกราฟฮีสโตแกรมบนจอมอนิเตอร์ ทำให้ทราบได้ทันทีว่า ภาพที่ถ่ายไปแล้วมีโทนภาพดีมากน้อยแค่ไหนหากส่วนที่เป็นชาโดว์ (โทนมืด) หรือส่วนที่เป็นไฮไลท์ (โทนสว่าง)ไม่ดีพอสามารถปรับแก้ไขโทน หรือ คอนทราสท์จากฟังก์ชั่นเมนูแล้วถ่ายภาพใหม่จนได้โทนภาพดีที่สุด แม้ว่าจะสามารถปรับแก้ไขโทนภาพจากซอพท์แวร์ตกแต่งภาพเช่น Adobe Photoshop ก็ตาม แต่การถ่ายภาพให้มีโทนภาพดีที่สุดโดยไม่ต้อง ปรับแต่งหรือ
ปรับเพียงเล็กน้อย จะให้ภาพที่ดีกว่า มีรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ส่วนสว่างที่สุด จนถึงมืดที่สุดในภาพ

12. เลือกใช้ฟอร์แมท RAW หรือ TIFF กล้องดิจิทัลมักมีฟอร์แมทภาพให้เลือกใช้ 2 อย่างคือ JPEG เป็นการบีบอัดภาพให้มีขนาดไฟล์เล็กลงเพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บภาพ มีข้อเสียคือคุณภาพลดลง การไล่เฉดสีไม่ดีพอเพราะแสดงดีได้เพียง 24 บิต หากต้องการภาพคุณภาพสูงสุดควรเลือกฟอร์แมท RAW หรือ TIFF ซึ่งจะไม่มีการบีบอัดข้อมูลอีกทั้งการ์ดจัดเก็บภาพในปัจจุบันมีความจุสูง และราคาที่ลดลงตามลำดับในอนาคตอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฟอร์แมท JPEG อีกต่อไปและฟอร์แมท RAW ยังสามารถ บันทึกภาพ ให้แสดงสีได้ 12 บิตต่อสีหรือ 36 บิต ( RGB) การไล่เฉดสีจึงดีเยี่ยมได้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับการใช้ฟิล์ม

การบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพขณะใช้ และหลังใช้งาน
กล้องถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการถ่ายภาพ การรู้จักใช้และเก็บรักษากล้องอย่างทะนุถนอมจะส่งผลให้ช่างภาพได้ภาพที่ดีใน บั้นปลาย การบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพควรจะต้องทำทั้งขณะใช้ และหลังใช้งานดังนี้
1. ควรทำความสะอาดเลนส์และตัวกล้องด้วยชุดอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดเลนส์โดย เฉพาะ เนื่องจากเลนส์เป็นส่วนประกอบที่บอบบางที่สุด ผิวหน้าเคลือบไว้ด้วยสารกันแสงสะท้อน เวลาทำความสะอาดเลนส์จึงควรใช้ลูกยางเป่าลมซึ่งมีแปรงขนอ่อนอยู่ที่ปลายด้าน ที่ลมออก (blower) ใช้ปัดและเป่าฝุ่นละอองที่ติดอยู่ที่ผิวออกเสียครั้งหนึ่งก่อน ควาใช้น้ำยาล้างเลนส์ (lens cleaning solvent) หยดลงบนกระดาษเช็ดเลนส์ 1-2 หยด แล้วเช็ดที่ผิวเลนส์โดยเช็ดวนไปทางเดียวแต่เบาๆ
2. หากไม่ใช้กล้องควรใช้ฝาครอบกล้อง และเก็บไว้ในกระเป๋ากล้องเสมอ จะช่วยป้องกันการกระแทก กระเทือนจากภายนอกได้มาก เวลาถ่ายภาพก็ควรใช้สายสะพายคล้องคอไว้เสมอ
3. เมื่อเลิกใช้กล้องให้ปิดสวิทซ์ทันที
4. เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเลนส์ ควรสวมแว่นกรองแสง UV filter หรือ Skylight filter ไว้ตลอดเวลา เพราะนอกจากจะให้ผลทางด้านกรองแสงอุลตร้าไวโอเลตแล้ว ยังสามารถป้องกันเลนส์จากฝุ่นละอองและความสกปรกต่างๆ ได้อีกด้วย
5. ควรเก็บกล้องและอุปกรณ์ไว้ในที่เย็น แห้ง และสะอาด และควรวางสารดูดความชื้นเช่น ถุงใส่สารซิลิกาเจล (silica gel) ไว้ใกล้ๆ เพื่อดูดความชื้น ป้องกันเชื้อราที่อาจเกิดขึ้นได้
6. ช่างภาพที่มีกล้องและอุปกรณ์หลายอย่าง ควรมีกระเป๋าใส่กล้องและอุปกรณ์ที่มีฟองน้ำหรือผ้าบุไว้เป็นช่องๆ สำหรับแยกเก็บอุปกรณ์เป็นส่วนๆ เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือน และความร้อนเมื่อนำไปใช้งาน
7. ไม่ควรเก็บกล้องและอุปกรณ์ไว้ในที่ร้อนชื้น เช่น ในรถยนต์ หรือในตู้เสื้อผ้าเพราะจะทำให้เลนส์เสื่อมคุณภาพ และมีผลเสียต่อฟิล์มที่อยู่ในกล้องด้วย
8. ควรตรวจสอบกล้องของท่านและทำความสะอาดกล้องทุกครั้งโดยสม่ำเสมอหลังจากใช้ งานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อไปเที่ยวชายทะเลกล้องจะถูกกับไอเค็ม ให้ทำความสะอาดตัวกล้อง เลนส์ ก่อนเก็บ
9. อย่าพยายามซ่อมกล้องของท่านด้วยตัวเอง หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้องชำรุด ขัดข้อง จึงควรส่งให้ช่างผู้ชำนาญและเชื่อถือได้ตรวจซ่อมให้

แหล่งที่มา: http://variety.mcot.net/inside.php?docid=2800

http://e-learning.yru.ac.th/e-learning/mod/resource/view.php?inpopup=true&id=1159