วันวาเลนไทน์ มิใช่ เอกลักษณ์ไทย

โดย อรุณ เวชสุวรรณ

                หลักจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งให้ยกเลิกวันปีใหม่ของไทย ที่ตรงกับ “วันสงกรานต์” ให้ใช้วันปีใหม่ตามแบบฝรั่งแล้ว คนไทยก็ถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันละเล่นตามประเพณีเท่านั้น และวันปีใหม่แบบสากล ก็ได้รับความนิยมจากคนไทยด้วยดี เพราะโดยปกติแล้วคนไทยทั่ว ๆ ไป ก็นิยมจารีตประเพณีแบบฝรั่งอยู่แล้ว มีประเพณีชนิดหนึ่งเพิ่งแพร่หลายเมื่อไม่นานมานี้ ประเพณีที่ว่า คือ “วันวาเลนไทน์” โดยฝรั่งถือเอาวันนี้เป็น “วันแห่งความรัก” ตามคตินิยมแห่ง คริสต์ศาสนา

             วัยรุ่นคนไทยจำนวนมากที่นิยมประเพณีวันวาเลนไทน์นี้ โดยไม่ทราบประวัติความเป็นมา มาก่อน เขาว่าไทน์ก็ไทน์ด้วย เขามีการ์ดขาย ก็ซื้อมาส่งให้กัน ด้วยคิดว่าเป็นสิ่งที่โก้เก๋ ทันสมัย ทำความร่ำรวยให้แก่ผู้ผลิตการ์ดไปตาม ๆ กัน เพราะพอถึงวันงาน ผู้ขายการ์ดจะขายแพงกว่าทุนมากมาย ผู้ได้รับก็ไม่รู้จะเอาไปไหนนอกจากเก็บไว้รกบ้านรกช่องเปล่า ๆแบบเดียวกันกับบัตรคริสตมาสที่คนไทยลอกเลียนแบบมาเป็นบัตร ส.ค.ส. ปีๆหนึ่งได้รับกันมากมาย รับแล้วไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้           

             สมัยที่ผู้เขียนทำงานหนังสือพิมพ์ เป็นหัวหน้าข่าว ปีใหม่ครั้งหนึ่ง ได้รับ ส.ค.ส. หนักเป็นกิโลกรัม ตู้ลิ้นชักทำงาน ๒ ชั้น เต็ม ไม่มีที่เก็บ คำอวยพรที่ให้กันมา ก็ไม่เห็นว่าจะมีความสุขอะไร บางปีมีความทุกข์มากซึ่งตรงกันข้ามกับคำอวยพรเสียด้วยซ้ำ         

              วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ของทุก ๆ ปี เป็นวันวาเลนไทน์ของฝรั่ง วันแบบนี้มีบัตรแบบเดียวกับบัตร ส.ค.ส. หรือบัตรคริสตมาส ต่างแต่เราเอาชื่อวาเลนไทน์มาทั้งดุ้น คนบางคนก็ไม่รู้ว่าวันนี้สำคัญอย่างไร รู้แต่ว่ามันเป็นวันแห่งความรัก ก็เอาความรักเที่ยวหอบไปให้กัน หรือส่งให้กันทางไปรษณีย์ หรือนำส่งให้กันด้วยตนเอง                                              เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อสมัย “อาณาจักรโรมัน” เฟื่องฟู ชาวโรมันมีงานรื่นเริงกัน ในระยะกลางเดือนกุมภาพันธ์ เรียกกันว่า “ฉลองเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์” และในงานรื่นเริงนี้ หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน จะเขียนสารรักกันทุก ๆ คน และนำมารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน โดยใส่ไว้ในแจกัน หรือคนโท ให้ชายหนุ่มที่ต้องการเนื้อคู่จับสลาก ชายหนุ่มคนใดจับได้สารรักของผู้หญิงคนใด ก็ควงคู่กับสาวคนนั้นได้ตลอดงานฉลองรื่นเริงนั้นเรียกว่า ประเพณีฉลองเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์ “คนมันจะสืบพันธุ์กัน ว่างั้นเถอะ”                    ต่อมาเมื่อคริสต์ศาสนาเริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวตะวันตกเรื่อย ๆ ก็ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อว่า “มร.วาเลนไทน์” โดยชายหนุ่มผู้นี้ได้ช่วยเผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปด้วย เป็นที่นิยมชมชอบของคริสต์ศาสนิกชนในสมัยนั้นเป็นอันมาก ทำให้ชาวโรมันในสมัยนั้น ไม่พอใจนายวาเลนไทน์นี้เป็นอันมาก เพราะนายคนนี้ เที่ยวเผยแพร่ศาสนาคริสต์ให้แพร่หลายออกไป ซึ่งชาโรมันสมัยนั้น ยังต่อต้านศาสนาคริสต์กันอยู่               

              ชาวโรมันจึงจับตัวนายวาเลนไทน์ไปขังคุก ในระหว่างที่กำลังจะถูกประหารชีวิต และถูกคุมขังอยู่นั้นบุตรสาวตาบอดของผู้คุมได้ช่วยปฏิบัติวัตรฐากช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ พอก่อนถูกประหารชีวิต ๑ วัน คือวันที่ตรงกับวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ นายวาเลนไทน์นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์คนนั้น ก็เขียนจดหมายถึงลูกสาวผู้คุม ขอบใจในน้ำใจไมตรีต่าง ๆ นานา และเอาเลือดจากตัวเอง (แหม......ตอนนี้คล้าย ๆ หนังจีนกำลังภายในเชียว...) เขียนข้อความว่า “ฟรอม ยัวร์ วาเลนไทน์” ซึ่งแปลว่า “จาก....วาเลนไทน์....ของคุณ” แต่บางแห่งกล่าวว่า บุตรสาวของผู้คุม เป็นผู้เขียนให้นายวาเลนไทน์ว่า “ทู มาย วาเลนไทน์” ซึ่งแปลว่า “แด่....วาเลนไทน์....ของฉัน” ว่ากันมาอย่างนั้น เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเรื่องสมัย ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว                                                                                           จนกระทั่งต่อมา ชาวคริสต์ได้เอาวันฉลองเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์ มาจัดร่วมกับวันระลึกถึงวาเลนไทน์ฉลองกันมาเรื่อย ๆ และวิวัฒนาการเป็นบัตรวาเลนไทน์ และอื่น ๆ เป็นการแสดงความหมายตามแบบเดิม คือฉลองเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์                                 คนไทยนั้น ไม่มีเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์ บรรพบุรุษไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกับนายวาเลนไทน์ ฉะนั้นวันวาเลนไทน์ จึงเป็นวันสำคัญย่อย ๆ ของศาสนาคริสต์เท่านั้น คนที่ไม่ได้ถือคริสต์ จึงไม่น่าเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็เหมือนวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ไม่เห็นคริสต์ศาสนิกชนเขามาเกี่ยวข้องอะไรด้วย มันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของศาสนาคริสต์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยส่วนใหญ่ที่ถือศาสนาพุทธเลย                                 

                เทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์นั้น คนไทยไม่มี จะมีก็แต่ที่หนังสือพิมพ์เรียกกันว่า “เจ้าโลก” เท่านั้น และเจ้าโลกของคนไทยไม่ต้องฉลองอะไรกัน ก็ใช่สืบพันธุ์ได้ แต่ถ้าหนุ่มสาวจะมีคู่ โดยอาศัยวันวาเลนไทน์ เป็นข้ออ้างเพื่อจะส่งความรักอะไรกันนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้เข้าใจว่า วันเช่นนี้ “ไม่เอกลักษณ์ไทย”

               คนไทยไม่เคยมีเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์ และไม่ต้องเที่ยวบอกกันว่า “....หน้านี้....ฤดูนี้.......ฉันจะสืบพันธุ์กันละนะ...”

…………………………………

(จากหนังสือสารคดีชุด “เอกลักษณ์ไทย” หน้า ๑๘๓ – ๑๘๗ โดย อรุณ เวชสุวรรณ)

อภินันทนาการ จาก พันเอกชัยณรงค์ จันทสิริพงศ์