ความรักในวัยเรียน


ความรักก่อนวัย

ทำไมผู้ใหญ่ถึงห้ามวัยรุ่นมีความรัก? ผู้ใหญ่คงจะไม่ได้ห้ามเรื่องความรัก แต่คงจะห้าม "ความรักก่อนวัย" และ "ความรักที่ไม่ปลอดภัย" เสียมากกว่า ผู้ใหญ่ทุกคนไม่ว่าพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์นั้น รักวัยรุ่นทุกๆ คน เพียงแต่ว่าบางครั้งผู้ใหญ่ยึดถือสุภาษิต "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" เลยดุมากไปหน่อย เด็กๆ ก็เลยกลัวไปเอง ความรักในวัยเรียนนั้น ถ้าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ เกิดขึ้นแล้วช่วยเหลือกันเรียน คิดถึงอนาคต มุ่งที่การศึกษา รักกันด้วยใจ ชวนกันไปในทางที่ถูก รักแบบนี้ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนห้ามหรอกครับ จะห้ามก็เพราะผู้ใหญ่กลัวว่ารักแล้วจะชักชวนกันไปทำสิ่งที่ผิดที่ไม่เหมาะสม ไปมีความสัมพันธ์ทางกายก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากกว่า ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ในวัยเรียน เด็กควรทำอย่างไร? นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่นักเรียนนักศึกษาเขียนมาถามขึ้นมาในขณะไปบรรยายเรื่องเพศศึกษาตามสถานที่ต่างๆ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ใหญ่ห้ามวัยรุ่นให้มีความรักในวัยเรียน เพราะบางครั้งวัยรุ่นยังไม่รู้จักคำว่า "ยับยั้งชั่งใจ" ยังไม่รู้จักกับคำว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" ไม่รู้ว่า การมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนเวลาอันควรนั้น มีความเสี่ยง นอกจากจะเสี่ยงที่จะติดโรคร้ายแรงที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วยังอาจเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา หรือไม่ได้วางแผนมาก่อนด้วย ลองคิดดูซิครับว่า ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ในวัยเรียนขึ้น ทางออกแต่ละทางที่เป็นไปได้นั้นมันน่าที่จะเป็นไปไหม ลาออกไปเลี้ยงลูก เป็นอันว่าจบอนาคตในการศึกษาไปนะครับ เพราะพอลูกเกิดมา แค่ต้องดูแลเลี้ยงดูลูกก็หมดเวลาแล้ว จะเอาเวลาไหนไปเรียนอีก พอลูกโต จะไปเรียนนอกเวลา ส่วนหนึ่งก็จะอายนะครับ แล้วถ้าท้องตอนอายุน้อยกว่า 13 ขวบ ว่าที่สามีในอนาคตยังต้องมีธุระไปติดคุกอีกด้วย... จะให้ใครเป็นพ่อของเด็กดี ขอพักการเรียนไว้ก่อน รอคลอดลูกแล้วกลับมาเรียนใหม่ ถ้าครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ใจดี ก็ต้องทำแบบนี้ แต่พอลูกเกิดมาแล้วใครจะช่วยเหลือลูกละ เป็นปัญหาอีก ไปทำแท้ง จะหาหมอฝีมือดีๆ ที่ไหนที่จะยอมมากระทำการแบบนี้ให้ หรือโชคร้ายอาจเจอหมอเถื่อน อันตรายมากมาย ตั้งแต่ตกเลือดเสียชีวิต ติดเชื้ออักเสบ เป็นมากอาจเสียชีวิต เป็นน้อยก็อาจจะมีลูกยากหรือเกิดการท้องนอกมดลูกได้ในอนาคต... น่ากลัวทั้งนั้น คำตอบจึงเป็นที่ว่า รักในวัยเรียนน่ะได้อยู่หรอก แต่อย่าให้มีกามารมณ์มาเกี่ยวข้องเท่านั้น ปัญหาย่อมไม่เกิด จริงไหมครับ รักกันแบบ พลาโตนิค เฟรนด์ชิฟ กันก่อน ไว้พร้อมแล้วค่อยแต่ง ถ้าผู้หญิงจะบอกรักผู้ชายก่อน จะมีผลอะไรไหม ? มานั่งนึกๆ ดูนะครับว่า ทำไมผู้ชายต้องบอกรักผู้หญิงก่อน ทำไมผู้ชายต้องเป็นช้างเท้าหน้า -เป็นเพราะผู้ชายถูกสอนว่าต้องเกิดมาเป็นผู้นำหรือ บางคนก็ว่าการที่ผู้ชายบอกรักก่อน เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานในการเจริญเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ เพราะฮอร์โมนเพศชายในตัวเองที่กระตุ้นให้ไปเสนอสาวคนรักว่ารักเธอ และอยากเป็นของเธอทั้งกายและใจ เมื่อเธอยอมรับรักก็จะยอมเป็นของเขาในที่สุด แต่ความรักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่แค่ความต้องการทางเพศหรือกามารมณ์เสมอไป ใครจะบอกรักใครก่อน จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรในยุคโลกาภิวัตน์นี้ เรื่องนี้นะครับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ไม่ว่าวัยรุ่นหรือวัยไหนๆ ขอให้จำไว้นะครับว่า "ผู้ชายแท้ๆ และผู้ชายดีๆ" ในสมัยนี้ น่าจะหายากนะครับ ถ้าคุณพบแล้วและแน่ใจแล้วว่ารักเขาจริง รวมทั้งเขาก็มีทีท่ารักชอบเราอยู่ ควงคู่กันอยู่นานจนคนรู้กันหมดแล้วว่าเป็นแฟนกัน แล้วเขาไม่ยอมบอกสักทีว่า "ผมรักคุณ" แล้วละก็ ถามเขาไปตรงๆ เลยว่า "คุณรักฉันไหม" ถ้าไม่รักฉันจะได้ไปหาคนอื่น เพียงแต่วิธีการพูดที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์หน่อยนะครับ การที่มีความรักในวัยเรียนจะต้องบอกพ่อแม่ไหม - ถ้าพ่อแม่รู้แล้วกีดกัน ควรจะทำอย่างไร - ถ้าบอกพ่อแม่ ควรจะบอกวิธีใด - ถ้าเราคิดจะคบกับใครสักคน เราควรทำอย่างไรถึงจะแสดงให้เขาเห็นว่าเราคิดจะคบกับเขา - ถ้าเราอยากให้ความรักกับใครสักคน เราควรทำใจให้รู้สึกกับเขาอย่างไรถึงจะเหมาะสม คำถามเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาคาใจของวัยรุ่นหญิงแล้วไม่รู้จะไปปรึกษาใคร คุณผู้อ่านลองสมมุติตัวเป็นคุณพ่อ คุณแม่ดูซิครับ ว่าถ้านั่นเป็นปัญหาของลูกสาวเราแล้ว เราควรจะทำอย่างไร ความจริง พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกๆ เป็นที่พึ่งในด้านต่างๆ ของลูกอยู่เสมออยู่แล้ว พ่อแม่ทุกๆ คนรักลูก และพ่อแม่ทุกๆ คนต้องรู้ด้วยนะครับว่าลูกเขาก็รักพ่อแม่ ลูกทุกคนก็อยากจะเป็นคนดีเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนหวังเช่นกัน ทำอย่างไรจะพบกันครึ่งทาง... เป็นปัญหามาในทุกยุคทุกสมัย ยิ่งในยุคสมัยนี้วัยรุ่นมีอิสระในการคบเพื่อนต่างเพศมากขึ้น โอกาสเกิดความรักก็มีมากขึ้น "ความรักที่ปลอดภัย" เท่านั้น ที่จะนำพาให้ทุกคนไปประสบความสำเร็จในชีวิต บอกคุณพ่อคุณแม่ไปเถอะครับว่า คุณมีความรักแล้ว รับฟังความรักของลูกสาวบ้างซิครับคุณพ่อคุณแม่อย่ากีดกันเขา ให้เขารักกันโดยที่มีเราเป็นเพื่อนที่ปรึกษา ดูความก้าวหน้าของชีวิตเขา ดูต้นไม้แห่งความรักที่เขาจะรดน้ำพรวนดินร่วมกัน ดูให้เขาเข้าใจในความรัก และดูแลเขาไม่ให้ล่วงล้ำอธิปไตยซึ่งกันและกัน ความรัก วัยรุ่น และธรรรมะ “คำเพียงคำเดียวมันลึกซึ้งมากมายขนาดนี้ คำเพียงคำเดียวมากมายด้วยความหมาย เพราะรักคำเดียวให้ฉันแปรเปลี่ยนความแห้งแล้งภายในใจให้เย็นและชื่นฉ่ำ” “เพราะรักแล้วช้ำรักมันทำลาย ทำลายจิตใจให้เราเป็นบ้า เพราะรักแล้วเสีย เสียทั้งน้ำตา ที่เราไม่เคยเสียให้ใคร” ความรักเป็นสิ่งที่มีอานุภาพมากสำหรับมนุษย์ เพราะความรักเพียงสิ่งเดียวสามารถนำมาซึ่งความสุขและความทุกข์ ยกตัวอย่างในตอนต้น ในท่อนหนึ่งของเพลงสองเพลงสามารถบอกถึงอานุภาพของความรักในเพลงแรกชื่อว่า “ฝน” ของลีโอ พุฒ กับอีกเพลงหนึ่งของวง วายน๊อตเซเว่น ชื่อเพลงว่า “ทิ้งรักลงแม่น้ำ” ซึ่งถ้ามองดีๆแล้วเราจะเห็นได้ว่า โลกนี้ไม่เคยเว้นว่างจากเพลงรัก ต่างกันตรงที่ว่าต้องการจะสื่อให้เห็นความรักใสรูปแบบใด เพราะเหตุใดเล่าความรักมันถึงได้มีอานุภาพต่อชีวิตเรามากมายขนาดนี้ ความรักคืออะไร โกวเล้งเคยได้เปรียบเทียบความรักของบุรุษและสตีไว้ว่าเปรียบเสมือนกับเม่น เม่นมีขนเต็มตัว แต่ขนของมันก็หาได้ให้ความอบอุ่นแก่มันไม่ เมื่อมันต้องการความอบอุ่น เม่นสองตัวก็จะมาเบียดชิดกันขนของมันก็จะทิ่มแทงกันเองทำให้เจ็บปวด ลองย้อนกลับมาดูตัวเองถ้าเราเป็นเม่นเราจะเลือกสิ่งใด ระหว่างปวดเจ็บกับเหน็บหนาว สำหรัยวัยรุ่น เป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่อยากให้เรามีรักในวัยเรียน แต่พอมาคิดดูแล้ว จริงๆแล้วผู้ใหญ่ไม่ได้ห้ามไม่ให้เรามีรักในวัยเรียน แต่ผู้ใหญ่ห้ามปัญหาที่จะตามมาต่างหาก จริงๆแล้วข้อดีของความรักก็มีอยู่มากมาย เช่น เป็นนันทนาการ เป็นกิจกรรมที่มีความสุข ทำให้รู้สึกดี วัยรุ่นที่มีความรักจะสดใส(ในบางช่วง)กว่าวัยรุ่นทั่วไป แล้วยังเป็นการฝึกกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ฝึกความอดทน ฝึกการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และอื่นๆอีกมากมาย ความรักจะสวยงามและมีประโยชน์ หากเรารู้จักรัก แต่ทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายเป็นเพราะเราไม่รู้จักรักนั่นเอง ffice:smarttags" name="PersonName"> ดร.ชัย ณ พล แบ่งความรักออกเป็นสามระดับ 1. รักเทียม เมื่อความรักชนิดนี้เกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ ปรารถนาทีจะได้มาเป็นเจ้าของ เป็นความรักที่เกิดจากการเห็นแก่ตัว ให้ผลเป็นความทุกข์มากกว่าสุข 2. รักธรรมดาทั่วไป เมื่อความรักชนิดนี้เกิดขึ้นจะมีความรู้สึกอยู่สองอย่างคือ อยากได้เป็นเจ้าของ และอยากให้ อยากเสียสละ อยากให้คนที่เรารักมีความสุข ความรักประเภทนี้จะให้ทั้งความสุขและความเศร้าคละเคล้ากันไป 3. รักแท้ เมื่อความรักชนิดนี้เกิดขึ้น ก็จะมีความรู้สึกอยากจะให้ อยากเสียสละอยากให้คนรักมีความสุข โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพียงแค่ได้รักก็มีความสุขแล้ว ถือเป็นความรักบริสุทธิ์ เป็นความรักชั้นสูง ความรักประเภทนี้เกิดแก่ใครจะทำให้ผู้นั้นมีความสุข แต่ถ้าเรามีความรักในวัยที่ไม่พร้อม แน่นอนความรักที่จะเกิดขึ้นคือรักเทียม และจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพื่อนๆของผมหลายคนที่มีความรักแบบหนุ่มสาว พอเจอะเจอปัญหาด้านความรัก ก็นำมาซึ่งความทุกข์ ขากสมาธิ ผลการเรียนตกต่ำ ใจลอยขาดสติ นำมาซึ่งความเสียใจ แต่ไม่ใช่ของเขาเพียงคนเดียว ยังมีคนที่เสียใจยิ่งกว่าคือ พ่อ แม่ของเขาเอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความไม่พร้อม ทั้งทางด้านอารมณ์ และเหตุผล จึงไม่สามารถประคองรักให้ไปรอดได้ ถ้าเปรียบเป็นเรือ เรือลำนี้ออกเดินทางไปในท้องทะเลเพื่อหาความสุขของชีวิต แต่อนิจจา กลับถูกคลื่นพายุร้ายถาโถมเข้าใส่ ซ้ำร้ายคนขับก็ขาดความรู้ขาดประสบการณ์ที่จะนำเรือให้ไปต่อได้ เรือจึงล่มเสียที่กลางทะเล คนรู้ธรรมะมักจะชนะคนอื่น แต่คนมีธรรมะมักจะชนะตัวเอง รักและผูกพัน ความรักไม่ใช่หลักประกันว่า เราจะมีความสุขชั่วนิรันดร์ แต่ความรักก็มีส่วนช่วยให้เรามีโอกาสที่จะพยามใช้ศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนที่เราหลงรัก ช่วยให้เรารู้จักใช้ความอดกลั้น รู้จักควบคุมอารมณ์ รวมทั้งมีโอกาสได้พัฒนาทักษะในการสื่อสาร คนที่มีวุฒิภาวะจะเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ของตนเอง มีความเชื่อมั่นและมีความไว้วางใจ ดังนั้น แม้ว่าเราจะมีความคิดฝังใจว่า ความรักนั้นให้ความสุขสำราญใจเสมอ ในขณะเดียวกันก็ขอให้ตระหนักไว้ด้วยว่าบ่อยครั้งที่ความรักนำมาซึ่งความเจ็บปวด และมีแต่การเรียกร้อง รักในแง่คิดของมาสโลว์ นักจิตวิทยาชื่อ อับราฮัม มาสโลว์ ได้พูดถึงเรื่องความรักไว้ว่า • คนเราต้องการความรักที่มั่นคง แต่คนที่เปลี่ยนไปรักคนใหม่อยู่เรื่อยๆ หรือตกหลุมรักบ่อยๆ เป็นเพราะต้องการรักษาความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจให้คงอยู่ • ความรักมักจบลงเพราะความโกรธและความเบื่อหน่าย เนื่องจากเมื่อเกิดความรู้สึกดังกล่าว จะทำให้คนเราลืมคิดถึงใจเขาและเลิกพยายามที่จะยอมรับอีกฝ่ายหนึ่ง • องค์ประกอบของความรักจะต้องมีมิตรภาพ มีการแบ่งปัน ให้ความนับถือต่อกัน การยอมรับกันและมีความยืดหยุ่น • ความรักที่มีคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับความคิด และความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่จะต้องการมีการตัดสินใจ ควรระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างกันได้ และสิ่งที่ควรระวังก็คือ อย่าตัดสินใจแบบเผด็จการ เนื่องจากจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกกดดันและเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองคับข้องใจ ความเป็นส่วนตัว การเป็นคู่รักกันมิใช่ว่าจะต้องคิดเหมือนกัน มีความรู้สึกเหมือนๆกันหรือทำอะไรร่วมกันอยู่ตลอดเวลา เพราะคนเราทุกคนย่อมมีความคิด ความรู้สึกเป็นของตนเอง การพยายามให้อีกฝ่ายคิด รู้สึกหรืออยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา อาจกลายเป็นเครื่องบั่นทอนความสัมพันธ์ให้สะบั้นลง ไม่ก็กลายเป็นการทำลายความรักให้หมดสิ้นไป เนื่องจากทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจได้ง่าย เพราะการที่ต้องยอมตาม หรือเห็นด้วยกับอีกฝ่ายในทุกเรื่อง ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น การจะพูดอะไรต้องเคารพและรับผิดชอบต่อความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายมีความเป็นตัวของตัวเอง การที่แต่ละฝ่ายมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าอยากใช้เวลาอยู่ร่วมกันนั่นหมายถึง ต่างก็มีความต้องการเช่นนั้น มิใช่ทำเพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ หรือเพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีต่างฝ่ายควรมีช่วงเวลาที่จะแบ่งปันให้กับเพื่อนฝูง กิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ตนเองสนใจบ้าง แล้วนำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่พบเห็นมาเล่าสู่กันฟังในภายหลัง จะให้สรชาดที่แปลกออกไป ชีวิตมีสีสันขึ้นและไม่น่าเบื่อหน่าย โดยธรรมชาติ คนที่เริ่มรักกันใหม่ๆ มักต้องการเวลาอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา แต่พอนานไป ความต้องการแบบนี้ก็จะลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น ถ้าต้องการให้สัมพันธ์รักมั่นคง ทั้งคู่ก็ควรมีเวลาส่วนตัวที่เป็นของตัวเอง การยึดติดหรือพึ่งพาอาฝ่ายตลอดเวลาจะไม่ช่วยพัฒนาความรักให้ดีขึ้น หรือเป็นความรักที่มีวุฒิภาวะได้เลย เมื่อความรักยุติลง มิใช่ว่าความรักของคู่รักทุกคู่จะสมหวังเสมอไป หลายคู่จบลงด้วยการหันหลังให้แก่กันแบบทางใครทางมัน บางคู่ก็รู้สาเหตุของการแยกทางกัน แต่บางคู่ก็ไม่รู้กระจ่างชัดนักว่าเลิก เพราะสาเหตุใดกันแน่ แต่ที่แน่นอนก็คือ เมื่อความรักจบสิ้นลงก็ย่อมมีความเจ็บปวดรวดร้าวเกิดขึ้น จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเหตุการณ์และ แต่ละบุคลิกภาพของบุคคล มีคนไม่น้อยที่ตำหนิว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางออกที่ใช้เพื่อบรรเทาความรู้สึกเศร้าและโกรธ ที่จะเกิดตามมาคือ ความว้าเหว่ ว่างเปล่าและความรู้สึกหมดหวัง แต่อารมณ์เหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไปนานขึ้น หรือเมื่อเราสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนใหม่ได้ ซึ่งเป็นกระบวนการปรับตัวของคนเรา การเปิดโอกาสตัวเองให้กับคนใหม่ๆ ลดความว้าวุ่น ก้าวร้าวให้เบาบางลง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องยอมรับว่ารักเก่ากับคนเก่านั้นจบลงแล้ว และแม้จะยังสับสนจนหนทางไม่รู้จะจัดการกับตัวเองอย่างไรดีก็ตาม แต่ก็ต้องมุ่งมั่นและย้ำกับตนเองเสมอว่า ชีวิตของเราต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ว.วชิรเมธี เตือนวัยรุ่นรักด้วยสมอง มีให้เลือก 4 แบบ กลัวตาย-ใคร่-เมตตา-ให้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย เตือนเด็กและเยาวชนในวันวาเลนไทน์ว่า ความรักเป็นได้ทั้งความสุขและความทุกข์ เป็นทั้งความหวังและสิ้นหวัง เป็นทั้งอนาคตและมืดมิด ถ้ารักด้วยสมองความรักจะนำสิ่งดี ๆ มาให้ ถ้ารักจนขึ้นสมอง ความรักจะนำสิ่งเลวร้ายมาให้แก่เรา ดังนั้น ความรักจะเป็นสิ่งที่ล้ำเลิศหรือความทุกข์ตรมขึ้นอยู่กับว่ารักด้วยสมอง หรือรักแบบขึ้นสมอง และต้องไม่ยึดติดว่าความรักมีเพียงมิติเดียว คือความรักเชิงชู้สาวเท่านั้น แต่ความรักมีหลายมิติ เปรียบเสมือนบันไดต้องเดินขึ้นไปทีละขั้น จนถึงความหมายของความรัก นั่นคือความสุข ถ้ารักแล้วมีความทุกข์พัฒนาการของความรักยังไม่สมบูรณ์ สำหรับความรักมี 4 แบบ คือ 1. รักตัวกลัวตาย รักชนิดนี้ถ้ามีมาก ๆ จะทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว 2. รักใคร่ปรารถนา อิงกับสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ ความรักชนิดนี้จะทำให้เกิดความลุ่มหลง กามารมณ์ หนุ่มสาวจะยึดความรักชนิดนี้เป็นที่พึ่งของชีวิต ยึดติดความใคร่มาใช้ในนามของความรัก จนกลายเป็นความโลภ คือ อยากจะครอบครองใครสักคนให้อยู่ในความควบคุมของเรา พอควบคุมไม่ได้ความรักก็กลายเป็นความร้ายเป็นโศกนาฏกรรม เช่น ทำร้ายคนรัก เผยแพร่คลิปคนรัก สาดน้ำกรดคนรัก เป็นต้น 3.รักเมตตาอารี ให้เห็นคนทั้งโลกว่าเป็นมิตรแก่เรา และ 4.รักมีแต่ให้ คือเป็นผู้ให้ รักปัญญาชนไม่คิดจะทำร้ายใคร ไม่หวังผล และพัฒนาจนปลายทางของความรักแท้ ทั้งนี้ เนื่องในวันวาเลนไทน์ ขอให้เยาวชนคนไทยทั้งหลายยึดความรักที่ถูกที่ควร เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ไปจมติดกับความรัก ประวัติวันวาเลนไทน์ วันวาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยัง สืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการ ที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญ "วาเลนไทน์" ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองท่าน นักบุญ วาเลนไทน์ และนักบุญ มาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ ทำไมจึงชื่อ " วันวาเลนไทน์ " วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษ ทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ”และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน? นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) เป็นสงฆ์คาทอลิกองค์หนึ่งที่ได้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน เกลาดิอุส ที่ 2 ( Clanoius) โดยแท้จริงแล้วท่านนักบุญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการเลือกคู่ หรือหาคู่ หรือหาแฟน หรือความรัก ความสนใจระหว่างหนุ่มสาว ท่านก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเลือกนักบุญองค์นี้มาเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับผู้ที่กำลังหาคู่ เลือกคู่หรือเลือกแฟนกันได้เล่า ? เหตุผลที่ค้นพบได้ก็คือ ที่มาของวันวาเลนไทน์ ไม่ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ แต่ขึ้นอยู่กับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประเพณีเลือกคู่ หรือหาคู่นี้มีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกชาติ ดูเหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ว่าได้ ประเพณี วาเลนไทน์ นี้ก็มีต้นเหตุหรือ ที่มาสมัยที่จักรวรรดิโรมันแผ่อิทธิพลไปทั่ว ชาวโรมันสมัย โบราณมีการฉลองเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ ลูแปร์คูส (Lupercus) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นการฉลองใหญ่ ส่วนหนึ่งของการฉลองใหญ่นี้ก็จะเป็นการจัดงานหาคู่ของพวกหนุ่มสาว ซึ่งจัดขึ้นในวันก่อนวันฉลองใหญ่ 1 วัน คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะถือโอกาสให้พวกหนุ่มสาวเสนอตัวเป็นคนรักกันชั่วระยะเวลา 1 ปี ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วงทดลองมิตรภาพเพื่อดูว่าทั้งคู่จะมีนิสัยใจคอเข้ากันได้หรือไม่ ชาวโรมันเป็นคนศรัทธาในเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็มีความเชื่อกันว่าพวกตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเขาขอให้เป็นผู้ดูแลความรักของเขาในระหว่างช่วงระยะเวลาการทดลองเป็นคู่รักกัน 1 ปี นั้น เทพเจ้าองค์นี้เป็นหญิงชื่อเทพธิดา Juno Februata ซึ่งตาม เทพนิยายของชาวโรมันเป็นมเหสีของ Jupiter องค์มหาเทพเจ้าทั้งหลาย ครั้นต่อมา เมื่อชาวโรมันส่วนใหญ่กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 4 ) ประเพณีของหนุ่มสาวที่จะหาคู่เพื่อทดลองเป็นคนรักกัน เพื่อจะแต่งงานกันในเวลาต่อไปนั้นก็ยังนิยมทำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นคริสตชนแล้วก็ตาม ฉะนั้นเขาก็ยังรักษาประเพณีการเลือกคู่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นอยู่ตลอดมา เพียงแต่ว่าหนุ่มสาว โรมันชาวคริสต์ได้หันมาเปลี่ยนตัวผู้อุปถัมภ์องค์ใหม่ เพราะคริสตชนไม่นับถือเทพเจ้าหรือเทพธิดาอย่างกาลก่อน เขาจึงหันมาเลือกหานักบุญในคริสตศาสนาที่มี วันฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็มี นักบุญวาเลนไทน์องค์นี้เอง จึงขอยืมชื่อท่านมาเป็นองค์อุปถัมภ์แทนเทพเจ้าเดิมของชาวโรมัน เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้ ฉะนั้นถ้าท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ท่านอาจรู้สึกงงงวยในตำแหน่งที่หนุ่มสาวได้เลือกตั้งและแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องทางโลกของหนุ่มสาวด้วยเลยแม้แต่น้อย ความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นอาจจะเผชิญกับอันตรายบางอย่าง และอาจจะเป็นโอกาสให้พลังและความรักนั้นทำลายความสัมพันธ์อันสูงส่งระหว่างหนุ่มสาวนั้นเอง ความหมายของการมี วันวาเลนไทน์ นี้ก็คือการช่วยหนุ่มสาวหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใจบริสุทธิ์ ความหมายเห็นได้ชัดในคำว่า “You are my Valentine” ที่มักจะเขียนลงในบัตรส่งใจถึงกันและกัน ประโยคตามความหมายเดิม หมายถึงว่า “ข้าพเจ้าขอเสนอตัวเป็นเพื่อนสนิทของท่านในช่วงเวลา 1 ปี และข้าพเจ้าพร้อมที่จะตกลงแต่งงานกับท่าน ถ้ามิตรภาพของเรานี้เป็นสิ่งที่ยืนยง” ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในความรักที่แท้จริงนั้น ก็ควรจะประกอบด้วย 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้ 1. ให้รู้จักกันทั้งในด้านดี ในด้านเสีย และข้อผิดพลาดซึ่งต่างก็มีอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันในข้อเหล่านั้น 2. ให้เคารพและเห็นใจกัน โดยเสียสละต่อกันเพื่อให้คนรักของตนได้รับความดี และความสุขใจในทางที่บริสุทธิ์งดงาม 3. ให้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนนิสัยของตนในส่วนที่บกพร่อง เพื่อจะอยู่กันด้วยความสุขในอนาคต ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวา ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวาเลนไทน์หรือสำหรับกลุ่มที่นิยมประเพณีต่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับทุกคู่ที่แสวงหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอัน จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและยั่งยืนชั่วชีวิต .. คิวปิด .. คนทั่วไปรู้จัก คิวปิด ในภาพของเด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศรและมีชื่อเสียงในเรื่องการยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศรรักของ คิวปิด หมายถึงความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิด จะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกัน คิวปิดมักจะมีบทบาทในการเฉลิมฉลองความรัก ในกรีกโบราณ คิวปิด เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เอโรส ลูกชาย แอฟโพไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงามแต่สำหรับพวกโรมัน เขาคือ คิวปิด และแม่ของเขาคือ วีนัส มีเรื่องน่าสนใจพอสมควรเกี่ยวกับ คิวปิด และ ไซคี เจ้าสาวของเขาในเทพนิยายโรมัน ผมขอแนะนำผู้อ่านให้รู้จักคู่รักของ คิวปิด สักนิดนะครับว่าเธอเป็นเทพธิดารูปงามในนิยายกรีกโบราณมีปีกเป็นผีเสื้อ และเพราะความงามนี้เองที่ทำให้ วีนัส อิจฉา นางจึงได้สั่ง คิวปิด ให้ลงโทษว่าที่ลูกสะใภ้เสีย แต่ คิวปิด ตกหลุมรักเธอเกินกว่าที่จะทำตามความต้องการของแม่ ดังนั้น แทนที่จะลงโทษเธอ คิวปิด กลับเอาเธอเป็นภรรยาเสียเลย แต่เนื่องจากไซคี มิได้เป็นอมตะเธอจึงถูกห้ามมิให้มองเขา (ตรงนี้ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ได้เธอเป็นภรรยาแล้วภรรยามองไม่ได้แต่อย่าไปคิดอะไรมากนะครับ เพราะเทพนิยายฝรั่งก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากละครน้ำเน่าบ้านเรา) หลังจากตกเป็นภรรยาของ คิวปิด แล้ว ไซคี ก็มีความสุขเรื่อยมา (ก็แหงละ) จนกระทั่งพี่สาวของเธอได้รบเร้าให้เธอมอง คิวปิด ทันทีที่เธอมอง คิวปิด คิวปิด ก็ลงโทษเธอด้วยการทิ้งเธอไปทันที พร้อมกันนั้นปราสาทและสวนอันสวยงามของเธอก็ต้องมลายหายไปด้วย หลังจากนั้นไซคี ก็พบว่าตัวเองอยู่ตามลำพังในทุ่งโล่งแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือ คิวปิด ปรากฏให้เห็นเลย ในขณะที่เธอออกเดินทางค้นหาคนรักของเธอนั้น เธอก็มาถึงวิหารของ วีนัส โดยบังเอิญ เมื่อ วีนัส เทพธิดาแห่งความรักพบว่า ไซคี ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ปราถนาที่จะ ทำลาย ไซคี ด้วยการให้งานที่หนักและอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานสุดท้ายที่ ไซคี ได้รับมิใช่งานขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดครับ หากแต่เธอได้รับกล่อง ใบหนึ่งมาและได้ถูกสั่งให้ลงไปยังใต้โลกเพื่อเอา ความงามของ โพรเซอร์พีน ภรรยาของ พลูโต ใส่กล่องใบนี้มา ในระหว่างที่เธอเดินทางอยู่นั้น เธอก็ได้รับคำแนะนำให้รู้จักการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอาณาจักรแห่งความตาย นอกจากนั้นแล้ว เธอยังได้ถูกเตือนมิให้เปิดกล่องใบนั้นอีกด้วย แต่เพราะ ทนไม่ไหวหรือเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรืออะไรก็ไม่ทราบ เธอได้เปิดกล่องใบนั้น แต่แทนที่จะพบกับความงาม เธอกลับต้องหลับเป็นตาย ต่อมา คิวปิด ได้มาพบร่างอันไร้ชีวิตของเธอบนพื้นดิน เขาจึงได้นำเอาอาการหลับเป็นตายออกจากร่างของเธอและนำมันไปเก็บไว้ในกล่อง หลังจากนั้น คิวปิด ก็ได้ให้อภัยเธอเช่นเดียวกับ วีนัส เมื่อเทพเจ้าทั้งหลายเห็นความรักที่เธอมีต่อ คิวปิด จึงได้ตั้งให้เธอเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ปัจจุบันนี้รูป คิวปิด แผลงศรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ผู้คนมักนิยมใช้กัน และเมื่อศรรักของ คิวปิด พุ่งโดนหัวใจหนุ่มสาวคนใดในวันวาเลนไทน์ หนุ่มสาวคนนั้นก็จะออกอาการ "สติวปิ้ด" จากศรรักของ คิวปิด ขึ้นมาทันที อาการนี้จะเห็นได้จากการส่งดอกกุหลาบสีแดง ส่งช็อคโกแล็ต การส่งบัตรอวยพรและอื่นๆ อีกครับ หมายเหตุท้ายบท : "สติวปิ้ด" เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า "โง่" ครับ เหมือนคำบางคำที่เราอาจเคยได้ยินว่า "ความรักบางครั้งก็ทำให้คนตาบอด และ มองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนที่เรารัก"อ่านตำนานของเทพ อีรอส(Eros) หรือคิวปิด(Cupid)ฉบับเต็มได้ที่นี่ดอกไม้ " วันวาเลนไทน์ " ..มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลาย รูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น กุหลาบดำ หมายถึง ความรักนิรันดร์ กุหลาบแดง (red rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ" การให้ดอก กุหลาบแดงกับคนที่รักความ หมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดง จึงมักจะเป็นดอกไม้ ที่ชายหนุ่มให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน กุหลาบขาว (white rose) : สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธ์ กุหลาบขาวจึงแทนความหมาย แห่งความรักอันบริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสามารถใช้แทนความรัก ของคนต่างวัย ความรักต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือคนที่เรารู้สึกดีด้วยอย่าง บริสุทธิ์ใจได้ กุหลาบชมพู (pink rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หา ต่อกัน การให้ดอกกุหลาบสีชมพูสามารถแสดงถึงความรัก ที่กำลังเริ่มงอกงามในใจ และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้ กุหลาบเหลือง (yellow rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส กุหลาบสีเหลืองถูก ใช้สำหรับแทนความรักแบบเพื่อน และความ สนุกสนานรื่นเริงจึงมักจะนำมันมา ประดับตะกร้าสำหรับเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อทำให้คนป่วยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้นนั่นเอง สำหรับดอกไม้อื่น ๆ ที่ถูกมาใช้แทนความหมายแห่งความรักก็มี ดอกทิวลิบ สีแดง (red tulib) ชาวตะวันตกใช้มันแทนการประกาศความรัก อย่างเปิดเผย คล้าย ๆ กับดอกกุหลาบแดง ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู (pink carnation) ใช้สื่อความหมายว่า "ถึงอย่างไร ผมก็ยังรักคุณ" หรือ "คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ" ดอกลิลลี่สีขาว (white lilly) แสดงความรักแบบบริสุทธ์ เช่นเดียวกันกับดอก กุหลาบขาว นอกจากนั้นลิลลี่สีขาวยังแสดงถึงความรักแบบอ่อนหวานจริงใจ และเทอดทูน และ มักถูกใช้ แทนประโยคที่ว่า "ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้ได้รู้จัก และอยู่ใกล้คุณ " สำหรับดอก forget-me-not มีความหมายตรงตัวคือได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืม

หมายเลขบันทึก: 425282เขียนเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2011 15:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 06:55 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี