บทนำ
ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรอบการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ แต่ละแผนพัฒนาฯ มีระยะเวลาประมาณ ๕ ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ โดยทั่วไปเนื้อหาสาระของแผนพัฒนาฯ จะบ่งบอกถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน ท้องถิ่น ชุมชน นำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนพัฒนาระดับต่างๆ ทั้งที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการประจำปี เช่น แผนยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน แผนยุทธศาสตร์กระทรวง แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศไทยของหอการค้าไทย และแผนชุมชน เป็นต้น
ผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑-๗ สรุปได้ว่า เศรษฐกิจก้าวหน้า สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืนทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและกระบวนการวางแผนในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ จากการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ มาเป็นการเน้นให้ผลการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อตัวคน หรือ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” พร้อม ทั้งเปลี่ยนวิธีการวางแผนจากต่างคนต่างทำ เป็นการร่วมมือร่วมใจกัน เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งยึดพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการพัฒนาต่อเนื่องมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งในด้านกฎ กติกาใหม่ของโลก การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบหลายศูนย์กลาง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันในทุกภาคส่วนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสามารถปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทัน
กรอบทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถือเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนเช่นเดียวกับนานาประเทศ ประเทศไทยได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ซึ่งคณะรัฐมนตรีในคราวประชุม เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ได้รับทราบความก้าวหน้าการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความก้าวหน้าการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
๑. การเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙)
การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ยึดหลักการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนและการศึกษาวิจัยเชิงลึกเฉพาะด้านในมิติต่างๆ โดยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาเพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ สามารถกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ชัดเจน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
๒. ความก้าวหน้าการเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
๒.๑ การจัดทำวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว ๒๐ ปีได้ดำเนินการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ และกำหนดเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศระยะ ๒๐ ปี รวมทั้งการจัดประชุมระดมความคิดเห็นหลายเวทีตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับพื้นที่
๒.๒ การจัดทำร่างแนวคิดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ เป็นการประเมินผลการพัฒนาโดยได้วิเคราะห์สภาวะแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๒.๓ การพัฒนากรอบแนวคิดและร่างทิศทางการพัฒนาในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ โดยการจัดประชุมระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการประชุมระดมความคิดเห็นในการประชุมประจำปี ๒๕๕๓ ของ สศช. เรื่อง “ทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑” เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
๒.๔ การติดตามประเมินผลแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สศช. ได้ดำเนินการติดตามประเมินผลการพัฒนาในระยะ ๓ ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๒) ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ โดยสรุปผลการประเมินได้ ดังนี้
๒.๔.๑ การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ไปสู่การปฏิบัติ ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในภาคีการพัฒนาต่างๆ เป็นไปอย่างกว้างขวางและการบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติในภาคีการพัฒนาต่างๆ
๒.๔.๒ ผลการพัฒนาประเทศในระยะ ๓ ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ พบว่า การศึกษาด้อยคุณภาพ ประชาชนมีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นปัญหาสำคัญของพัฒนาศักยภาพคนไทย แต่มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตมากขึ้น เนื่องจากการขยายความคุ้มครองทางสังคมและการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ
๒.๔.๓ ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของคนไทยในช่วง ๓ ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ พบว่าใกล้เคียงกับเมื่อสิ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ คิดเป็นร้อยละ ๖๔ – ๖๖ อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง
๒.๔.๔ ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาที่ควรให้ความสำคัญในช่วงหลังของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ได้แก่
(๑) พัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
(๒) สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงของประเทศ
(๓) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุล ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น
(๔) พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ
(๕) เสริมสร้างธรรมาภิบาลในทุกระดับเพื่อการบริหารจัดการที่ดีของประเทศ
๓. สาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ประกอบด้วย
๓.๑ ปฐมบท :
ภูมิคุ้มกันกับการพัฒนาประเทศ
ผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ ๑ – ๗ สรุปว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมมีปัญหา
ส่งผลให้การพัฒนาไม่ยั่งยืนซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการวางแผนในช่วงของแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ ๘ โดยยึดตามแนวพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง”
และต่อเนื่องมาในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ และ ๑๐
โดยการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
สรุปในภาพรวม
สังคมไทยมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอต่อการวางรากฐานการพัฒนาให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้
จำเป็นต้องสร้างให้เข้มแข็งใน ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านวัตถุ ด้านสังคม
ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม
๓.๒ การประเมินสถานการณ์ : ความเสี่ยงและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ
๓.๒.๑ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ
๓.๒.๒ การประเมินความเสี่ยง
๓.๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ
๓.๒.๔ ประเด็นการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป
๓.๓ ทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
๓.๓.๑ หลักการ
มุ่งพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและขับเคลื่อน
ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกระดับ
โดยยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
ให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลในทุกมิติอย่างบูรณาการและเป็นองค์รวม
โดยยึดวิสัยทัศน์ ปี พ.ศ. ๒๕๗๐ เป็นเป้าหมาย
๓.๓.๒ วิสัยทัศน์
“สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม
และ
มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”
๓.๓.๓ พันธกิจ
(๑) สร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ควบคู่กับการสร้างสังคมคุณธรรม
(๒) พัฒนาฐานการผลิตและบริการให้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพบนฐานความรู้และความสร้างสรรค์ของคนไทย
(๓) สร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งสามารถป้องกันและรองรับผลกระทบและ ความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
๓.๓.๔ วัตถุประสงค์
(๑)
พัฒนาให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
และสังคม
มีธรรมาภิบาล
(๒) พัฒนาคน ชุมชน และสังคมให้มีความพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงและอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นสุข
(๓) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สังคมและการเมืองมีความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์ ประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓.๓.๕ เป้าหมายหลัก มีดังนี้
(๑) สังคมไทยมีความสงบสุข อย่างมีธรรมาภิบาลเพิ่มขึ้น
(๒) ประชากรไทยทุกคนมีหลักประกันทางสังคมที่มีคุณภาพที่ทั่วถึง
(๓) เพิ่มผลิตภาพการผลิตรวมและในแต่ละภาคการผลิต
(๔) โครงสร้างเศรษฐกิจมีความสมดุล เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้
(๕) ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
(๖) ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
๓.๔ ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่
๓.๔.๑ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม
๓.๔.๒ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน
๓.๔.๓ ยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุลและมั่นคงของอาหารและพลังงาน
๓.๔.๔ ยุทธศาสตร์การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และการสร้างปัจจัยแวดล้อม
๓.๔.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค
๓.๔.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
๓.๕ การบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ สู่การปฏิบัติ
๓.๕.๑ หลักการ : การบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จะต้องดำเนินการบนหลักการสำคัญ ๒ ประการ ได้แก่ ๑) การกำหนดบทบาทของภาคีการพัฒนาแต่ละภาคส่วนให้ชัดเจน และ ๒) บทบาทของแต่ละภาคีต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกันในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ สู่การปฏิบัติ
๓.๕.๒ แนวทางการขับเคลื่อนแผนฯ สู่การปฏิบัติ : มุ่งสร้างความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของแผนฯ ให้เกิดการยอมรับและผสมผสานและสอดแทรกไว้ในแผนปฏิบัติการต่างๆ พัฒนาวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการแปลงแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสม และจัดทำระบบการติดตามประเมินผลและสร้างตัวชี้วัดเพื่อการพัฒนาที่สามารถนำไปใช้กำกับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓.๕.๓ กระบวนการขับเคลื่อน : เป็นการแปลงแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การถ่ายทอดทิศทาง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ รวมทั้งการจัดทำตัวชี้วัดความสำเร็จลงสู่แผนระดับต่าง ๆ
๓.๕.๔ บทบาทภาคีการพัฒนา : มุ่งพัฒนาบทบาทของทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคีต่างๆ สามารถผลักดันและดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้อย่างเหมาะสม และสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินงานภายใต้บทบาทภาคีการพัฒนาต่างๆ เกิดการบูรณาการการพัฒนาในทุกระดับ
ความท้าทายของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
ความท้าทายของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ คือ การมีกลไกการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม มีความเชื่อมโยงกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและของประเทศในอนาคตอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ภายใต้แนวคิดในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วในปี ๒๕๖๓” โดยจะสามารถเพิ่มรายต่อหัวของประชากรให้เพิ่มเป็น ๓ เท่าจากปัจจุบัน (รายได้เฉลี่ยต่อคน ๑๕,๐๐๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๔๙๐,๐๐๐ บาทต่อปี) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อาเซียน ๒๐๒๐ เพื่อกำหนดเป้าหมายว่า ภายในปีค.ศ. ๒๐๒๐ (พ.ศ. ๒๕๖๓) อาเซียนจะเป็น (๑) วงสมานฉันท์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (๒) หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต (๓) มุ่งปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายนอก และ (๔) ชุมชนแห่งสังคมที่เอื้ออาทร โดยประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) จะประกอบด้วย 3 เสาหลัก (pillars) ได้แก่ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC)
การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี ๒๕๕๘ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ "การเป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตเดียวร่วมกัน จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานระหว่างประเทศในอาเซียนอย่างเสรี" นั่นคือ อาเซียน ๑๐ ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น การค้าขายสินค้าและบริการแต่ละประเทศสมาชิกจะขยายกว้างขึ้น แม้ภาพรวมไทยอาจจะได้ประโยชน์มากจากการเปิดเสรีภายใต้อาเซียน แต่ในอีกด้านหนึ่งบางภาคส่วนของสังคมไทย อาจจะต้องเสียประโยชน์จากการเปิดเสรี ดังนั้น ภาครัฐจะต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกของ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" อย่างเต็มตัว การเตรียมความพร้อมรับมือกับประเด็นดังกล่าว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
การจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญและควรดำเนินการ เพื่อที่จะทราบว่ายุทธศาสตร์ใดที่รัฐควรเร่งดำเนินการก่อนหลัง เพื่อให้เป้าหมายการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มีความชัดเจนในทิศทางที่จะก้าวเดินไป เช่นเดียวกับกรณีของต่างประเทศ อาทิ
-
มาเลเซีย กำหนดนโยบายประเทศระยะยาว (Vision
๒๐๒๐) ครอบคลุม ๓๐ ปี ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๒๐
มุ่งเน้นการทำประเทศให้มีความทันสมัย มุ่งสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วใน
ค.ศ. ๒๐๒๐ การขจัดความยากจน
การปรับโครงสร้างของสังคมเพื่อขจัดความไม่สมดุลในทางเศรษฐกิจและสังคม
ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค และระหว่างชุมชนที่สำคัญในประเทศ
โดยมีกลไกการติดตามและประเมินผลผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ
๕ ปี - เกาหลีใต้ แนวนโยบายของรัฐบาล มุ่งกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานไปพร้อมๆ กับการสร้างคุณภาพของแรงงาน สนับสนุนให้เกิดการเติบโตที่มีลักษณะฐานกว้าง และยั่งยืน โดยดำเนินนโยบายเชิงรุกที่มุ่งไปสู่ (๑) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (๒) การพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม (๓) การปฏิรูปกฎหมาย การยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น (๔) การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากการผูกขาดในแต่ละสาขาการผลิต (๕) การสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตและสนับสนุนกลุ่มคนด้อยโอกาส เกาหลีใต้มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ระยะ ๕ ปี ฉบับแรกเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๒ โดยในแต่ละแผนจะมีการเน้นสาขาการผลิตที่สำคัญไว้ด้วย
- สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งไดก้าวขึ้นมามีบทบาทสําคัญในเวทีโลก โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เปนอันดับ ๔ ของโลกรองจาก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุน และเยอรมนี ตามลําดับ ในการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๘) ของจีน เน้นการพัฒนา ๑๐ ด้านสำคัญ โดยมีการขยายการบริโภคภายในประเทศเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดลำดับแรก เนื่องจากในปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๓) ของจีน ได้เกิดวิกฤตการเงินโลกขึ้น และคาดการณ์ว่าวิกฤตครั้งนี้จะกินเวลาไปถึงช่วงต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ดังนั้น แผนกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงนี้จะขยายระยะเวลาไปถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ด้วย
แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทยังขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความทันสมัย จึงมีความสำคัญเป็นลำดับที่ ๒ ทั้งนี้ การพัฒนาการเกษตร ประกอบไปด้วยการสร้างสาธารณูปโภคในชนบท ให้เพียบพร้อมยิ่งขึ้น พัฒนาทุกสาขาอาชีพในชนบท พัฒนาการศึกษา การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และบริการสาธารณะพื้นฐานอื่นๆ ให้อยู่ในระดับเดียวกับตัวเมือง
เป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ของจีนเรียงลำดับตามความสำคัญ ดังนี้ (๑) ขยายการบริโภคภายในประเทศ (๒) ผลักดันการเกษตรสมัยใหม่ (๓) ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของโครงสร้างอุตสาหกรรม (๔) กระตุ้นให้มีการพัฒนาอย่างสอดคล้องกันในแต่ละพื้นที่ (๕) เร่งการปรับโครงสร้างสังคมให้เป็นแบบประหยัดพลังงาน (๖) ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (๗) พัฒนาระบบบริการสาธารณะพื้นฐาน (๘) พัฒนาด้านวัฒนธรรม (๙) พัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดในสังคมนิยมให้สมบูรณ์มากขึ้น และ (๑๐) ดำเนินยุทธศาสตร์ การเปิดประเทศที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ของประเทศไทย ควรมีการจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการ และการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ผลสำเร็จของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ไว้ในแผนด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะสามารถติดตามและประเมินผลสำเร็จของแผนได้อย่างเป็นระบบ และรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องนำแผนไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑
หลังจากจัดทำทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะเดินหน้าจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ขึ้น ๔ คณะ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ใน ๔ มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ สู่การปฏิบัติ พร้อมกับแต่ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ และคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ขึ้นเป็นกลไกภายใน สศช. ทำหน้าที่กำกับและเรียบเรียงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ในเบื้องต้นแล้ว สศช. จะจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกกลุ่มอาชีพในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วนำความคิดเห็นมาปรับปรุงร่างแผนพัฒนาฯ เสนอต่อ ครม. และส่งให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็น ก่อนที่จะนำมาปรับปรุง แล้วนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ (ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕)
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จึงจะเป็นแผนที่จัดทำขึ้นภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ภาค ไปจนถึงระดับประเทศในการยกร่างทิศทาง และรายละเอียดยุทธศาสตร์การพัฒนาจนถึงการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติที่มุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันและประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน มีการเชื่อมโยงการทำงานเกิดเป็นเครือข่ายการพัฒนา ซึ่งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จะเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาที่ทุกภาคส่วนสามารถใช้เป็นแนวทางกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งในระดับหน่วยงาน องค์กร ท้องถิ่น และชุมชนเพื่อร่วมผนึกกำลังในการพัฒนาประเทศให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถยืนหยัดอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมั่นคง สำหรับท่านที่ประสงค์จะติดตามความคืบหน้า และร่วมเสนอแนะในการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้ที่เว็บไซต์ สศช. www.nesdb.go.th
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๓). ทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ (ฉบับชุมชน). กรุงเทพฯ: สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสซิ่ง.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๓).
ทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๑. กรุงเทพฯ:
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
ประเทศไทยใช้แผนพัฒน์มาแล้วถึง9 ฉบับขณะนีเเราอยู่ในช่วงปลายของแผน 10 ซึ่งมีจุดเน้นคือสร้างสังคมไทยให้อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้หลักปรัชชญาเศรษฐกิจพอเพียง ...แต่จากการสังเกตุสภาพสังคมไทยที่เป็นอยู่ช่วงนี้รู้สึกจะไม่ค่อยอยู่เย็นสักเท่าไหร่ ระยะตั้งแต่ปลายแผน9ถึงแผน10เราอยู่ในท่ามกลางการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมที่มีความแตกแยกชนิดที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงเสียเอกราชให้กับพม่าเป็นครั้งที่3ไปแล้ว ....การศึกษาของเราก็ไม่ได้มีความทัดเทียมในเชิงคุณภาพกันเลยแม้เราจะกำหนดให้เด็กเรียน12ปีแต่คุณภาพเยาวชนเราที่เป็นผลผลิตที่ออกสู่สังคมรุ่นแล้วรุ่นเล่ากลับถูกตั้งข้อสงสัยในคุณภาพและคุณธรรมที่อ่อนลง.........???????