ร่างกายที่ผอมดำหม่น นอนแกร่วอยู่บนเตียงไม้ ที่ชานบ้านทำจากไม้ไผ่ ผนังและพื้ันทำจากไม้ไผ่สับเป็นซี่วางชิดกัน..

               อัลบั้มรูปเก่าที่อาตมาเคยเปิดดูในเล่ม ของญาติโยมในสายตระกูล ทำให้ย้อนวัย ย้อนเวลาในช่วงขณะจิตหนึ่ง ระหว่างที่สนใจในภาพนั้น มันช่างน่าอัศจรรย์อะไรมากมายขนาดนี้..

าพญาติพี่น้องทั้งฝ่ายโยมพ่อและโยมแม่ จะเรียบเรียงคนละอัลบั้ม มีภาพต่างๆ มากมายซึ่งย้อนบรรยากาศได้ทุกครั้งเมื่อเห็น  รวมถึงภาพบุคคลที่เรานึกถึงนั้นสร้างความคำนึง จิตนึกเป็นห่วงใย หรือส่งใจไปให้เป็นการอุทิศส่วนกุศลเพื่อแผ่เมตตา.. เมื่อคนเหล่านั้นจากไป..

ปีก่อนนี้อาตมาได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้านเกิดของท่าน.. ยิ่งนานนับวัน ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาในการใช้ชีวิตเหลือน้อยเต็มที จึงรู้สึกเฉยๆ กับบรรยากาศรอบด้านในหมู่บ้านของโยมที่เคยมาเที่ยวเมื่อครั้งเยาวัย  อาจจะเป็นเพราะว่าสรีระร่างกายและ เราอยู่ต่างจากคฤหัสถ์ หรือคนธรรมดา พูดไม่ออก ต้องนิ่งเสีย แต่อาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนนิ่งเฉยก็เป็นได้  ถึงไม่รู้สึกร่ำไรอะไร..

     หลังจากกิจนิมนต์ที่เชียงใหม่ ทำให้ได้แวะกลับไปโปรดโยมแม่ สร้างความประหลาดใจให้ท่านอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะมาเยี่ยม ไม่มีข่าวคราวล่วงหน้ามาก่อน ระยะเวลา 5 วันที่ได้นอนในวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน.. จึงได้ทราบข่าวคราวความเป็นไปของญาติพี่น้องและสังคมในหมู่บ้านหมดสิ้น ได้แต่นิ่งเฉย เพราะเราไม่ได้ผูกพันธ์กับกลุ่มคนในชุมชนนี้ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่รู้สึกสะท้อนใจในวิบากกรรม...

  บัญเย็น..พี่สาวในสายโลหิต เป็นลูกของป้าคนโตในสายตระกูลฝ่ายโยมแม่ที่ตายไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนด้วยมะเร็งในโพรงมดลูก และตัวของบัญเย็นเองผู้เป็นลูกสาวคนแรกก็ได้เคยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง.. ในอาการของมะเร็งในมดลูกและโรคไต  สภาพร่างกายผิดไปจากเดิมคนละคน ผอมเกร็ง ดำ ผมร่วง ไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงาน  เธอมีลูกสองคน ลูกชายเป็นคนโต  อายุประมาณยี่สิบกว่า ส่วนลูกสาวยังเรียนไม่จบมัุธยมปลาย.. บุตรทั้งสองตัวเล็กกว่าเด็กธรรมดาทั่วไป อาจจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์ของทั้งฝ่ายพ่อและแม่..

เมื่อยังสาวรุ่น บัญเย็น เป็นคนรับใช้อยู่บ้านคหบดีแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตอุปกรณ์คุมกำเนิดและเผยแพร่เรื่องการคุมกำเนิดให้มีขึ้นในประเทศ.. ทำให้ได้รับชื่อเสียงเป็นอย่างดี  เจ้าของบ้านที่บัญเย็นเข้าทำงานด้วย ใจดีมาก ดูแลเหมือนลูกทุกอย่าง ในสมัยนั้นตัวของบัญเย็นเอง มีโรคไต..ประจำตัว ต้องกินยาวันละเม็ดซึ่งราคาแพงมาก แต่เจ้าของบ้านมีความเมตตาจึงจัดการเป็นเจ้าภาระโดยการจ่ายให้ทั้งหมด เพราะสนองตอบคุณความดีในการช่วยดูแลบ้านทั้งหลังให้เรียบร้อยปกติสุข..

ไม่กี่ปีต่อมาบัญเย็นจึงได้ลานายจ้างกลับมาบ้านเพื่อแต่งงานกับแฟนหนุ่ม  อยู่กินกันแบบชาวบ้านเรียบง่าย และมีบุตรด้วยกันสองคน ฐานะของทั้งสองไม่ค่อยดี เอนไปทางลำบากและยากจนที่สุด สามีดื่มเหล้าสูบบุหรี่ค่อนข้างจัด เพราะเศร้าใจในสุขภาพของคู่ชีวิตเกี่ยวกับมะเร็งร้าย และอายุขัยเมียของตน

          เมื่อได้ค่าจ้างแรงงานไม่เคยแบ่งบัญเย็น  มีเพียงแต่เกี่ยวข้าวไร่ เอามาไว้กิน ส่วนกับข้าวไปหาเอาตามชายทุ่งหรือรั้วบ้าน บางทีอาจจะได้แบ่งปันจากญาติพี่น้อง หรือญาติผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ยามเมื่อท่านกลับมาเยี่ยมบ้าน

ครัวเรือนของบ้านนี้ไม่มีความเจริญต่อยอดมาแต่อย่างใด จนเมื่อลูกชายเริ่มโตเป็นหนุ่ม ด้วยการช่วยกันดูแลของบรรดาญาติผู้ใหญ่ และติดสอยห้อยตามญาติพี่น้องเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ขยันทำการงาน เที่ยวขอเงินในหมู่ญาติจนสร้างความรำคาญให้พี่น้อง..และในที่สุดก็กลับบ้านไปทำงานรับจ้างเหมือนที่พ่อทำ เพราะตนเองเรียนไม่จบมัธยมต้น..

ไม่นานนักบัญเย็นเริ่มมีอาการของโรคมะเร็งที่มดลูก  ไปหาหมอบ้างเป็นบางครั้งถ้าญาติพี่น้องหรือผู้ใหญ่ให้เงินค่าเดินทางไปรักษา เพราะำลำพังจะรอสามีคงไม่มีหวังตั้งแต่ทราบข่าวเรื่องอาการป่วยน้อยครั้งที่จะกลับบ้าน  ส่วนใหญ่นอนเมาอยู่ริมศาลากลางทาง ริมถนนใหญ่เข้าหมู่บ้าน  หลายคนในตำบลเสียดายความฉลาด ความรู้ของบัญเย็นมาก เพราะเป็นคนทันสมัย ไม่น่าปลงใจมาอยู่กินกับชายหนุ่มผู้ไร้ปัญญาอย่างนี้เลย...

ไม่นานเท่าไหร่นัก  ชีวิตของบัญเย็นก็พลิกผันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสามีของตนประสบอุบัติเหตุ เมาเหล้าแ้ล้วขับรถชนรถขนเสาไฟฟ้าของทางการไฟฟ้าจังหวัด..ดับคาที่ บัญเย็นและลูกทั้งสองเสียขวัญกำลังใจยิ่งนักเป็นยิ่งนัก  แต่ทางการไฟฟ้าเห็นใจ จึงช่วยค่าทำศพและรับบุตรชายมาร่วมทำงาน เพื่อจะได้มีเงินจุนเจือครอบครัว  ต่อมาเมื่อเบิร์ทผู้เป็นลูกชายคนโตได้เข้าทำงานในการไฟฟ้าแล้ว พอมีเงินเดือนก็เดินตามรอยพ่อ..ทุกอย่าง เหมือนกับผู้เป็นพ่อมอบทรัพย์พินัย ให้กับสายตระกูล  เบิร์ทเมาทุกวัน ไม่มีสติ ไม่กลับบ้านดูแลแม่ซึ่งป่วยนอนอยู่บนเตียงเก่าคร่ำ..

ร่างกายที่ผอม ดำ หม่น นอนแกร่วอยู่บนเตียงไม้ ที่ชานบ้านทำจากไม้ไผ่ ผนังและพื้นทำจากไม้ไผ่สับเป็นซี่วางชิดกัน.. ในตัวบ้านทั้งหลัง รกไปด้วยข้าวของใช้ที่วางระเกะระกะ ไม่มีรูปแบบหรือความเรียบร้อย.. บนที่นอนมีซองยาทัมใจ ยาดม และขันน้ำเก่าๆ มีตะกอนนอนก้นอยู่.. สภาพของบัญเย็นนอน ตะแคง เอามือแนบหู นอนนิ่ง สายตาเยือกเย็น... ขวดน้ำวางหน้าตู้เย็นเก่า ๆ เปิดอ้าทิ้งไว้ แต่ยังมีแสงไฟอยู่.. รูปถ่ายเมื่อสมัยยังสาวติดอยู่กับกระจกบานใหญ่ที่เต็มไปด้วยหยากไย่วางอยู่อีกมุมหนึ่ง.. ท้ายบ้านเป็นครัวและห้องเก็บของ  ไม่สามาถเดินเข้าไปได้ มีแต่ถุงข้าวสารวางซ้อนกับถุงปุ๋ยหลายใบ กั้นด้วยถังแก๊สสีส้มใบน้อย.. กลิ่นขี้หนูและเยี่ยวแมวเหม็นคลุ้ง...

บรรยากาศรอบบ้านด้านล่าง เป็นเพียงลานโล่ง ลมโชยเอื่อย มีหญ้าขึ้นเตี้ย ๆ เต็มบริเวณใต้ทุน  เสียงลมพักผ่อนสังกะสีที่ปะด้านข้าง ลมดันประตูจนเสียงดังสลับกับสายลม... ด้านหลังบ้านเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ชายทุ่งมีดอกหญ้าขาว เหมือนอยากจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ของบ้านนี้ให้อาตมาได้รับฟัง...

เรไร..หญิงสาวตัวเล็กลูกสุดที่รักของบัญเย็น ไม่เข้ามาเยี่ยมแม่ หรือดูแลป้อนข้าวน้ำเลย.. ไม่มีแม้แต่ชุด เสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเรไรในบ้านเก่าๆ หลังนี้.. มีเพียงแต่รูปถ่ายหมู่ของครอบครัวนี้ที่อาตมาเป็นผู้ถ่ายไว้ให้เมื่อร่วมสิบห้าปีก่อน...อาตมาบรรจงหยิบขึ้นมาดู พร้อมกับแลมองญาติผู้พี่กำลังนอนรอวันตายบนเตียงเก่า...

หลังจากที่อาตมากลับมาถึงวัดที่พำนักอาศัยปฏิบัติธรรม  ไม่กี่วันก็ได้ทราบถึงการจากไปของญาติผู้พี่ท่านนี้..น่าอดสูแท้...

เสียงบรรเลงเพลงพื้นเมืองเจื้อยแจ้วมาจากกุฏิอื่น อารมณ์ไหนนะ..ถึงได้เปิดตอนนี้?  คำถามในใจ ทำให้อดนึกถึงบัญเย็น ญาติผู้พี่คนนี้ขึ้นมา... เมื่อเธอได้ลาโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่ได้ข่าวคราวของลูกสาวอีกเลย... มีเพียงแต่ลูกชาย ที่ไม่สนใจชีวิตเท่าไหร่ไปทำงานเหมือนไม่มีจิตวิญญาณ ทำตามหน้าที่แล้วก็สำราญกับการดื่ม... 

สองพี่น้อง..จะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไรน้อ..อย่างที่เค้าพูดกันบ่อยว่า ขาดพ่อเหมือนคอขาด... ขาดแม่เหมือนแพแตก  แสดงว่าเด็กสองคนนี้คอขาดและอาศัยอยู่บนแพแตก ที่กำลังเวียนวนอยู่กลางมหานทีใหญ่  ไร้จุดหมาย... เมื่อมีธรรมะมาโปรด หรือให้แง่คิด ก็ไม่สามารถที่จะรับฟังหรือเรียนรู้ได้แม้จะปรับหรือพัฒนา.. ตรงกันข้ามเหมือนกับเสียงของปีกแมลงวัน..แว่วดังฟังข้างหูเท่านั้น...

อนิจจา..ชีวิต..ที่ไม่ได้เลือก..