บรรยากาศในการที่จะเสวยกรรมเริ่ีมต้นขึ้นแล้ว วิบากแห่งกรรที่น้าชิตได้เคยทำ เริ่มจะเห็นผลจริง ๆ ดั่งที่อาตมาเคยคิดไว้

          เรือนแถวคล้ายทาวน์เฮ้าส์ในเมืองใหญ่ เรียงรายกันเป็นแถว หลายซอย ที่อยู่กันเงียบสงบ ท่ามกลางสนามฝึกทหารที่อยู่รั่้วในสุดของ "สถาบันแห่งรั้วของชาติ" ..

ที่สุดของชีวิตอีกเรื่องราวหนึ่งที่อยากจะเล่าถึงและแบ่งประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์เล่าสู่กันฟังกับเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมในโลกเบี้ยวใบน้อย..

อาชีพทหาร นับว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี สำหรับชายทั่วไปทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะบุคคลใด มีญาติ มิตร หรือผู้สืบวงศ์วานได้รับใช้ชาติ นับว่าเป็นผู้ที่มีจิตสูง รู้จักกตัญญูรู้คุณแก่แผ่นดิน  แต่ก็มีรูปแบบชีวิตหลายเรื่องราวใน "ค่ายทหาร" ที่ได้สัมผัสมา แล้วรู้สึกได้เลยว่า "คน" มีจิตใต้สำนึกเป็นของตัวเอง...มีจิตวิญญาณและความรู้สึกเป็นของตนเอง ที่จะรู้จัก บาป บุญ คุณโทษ หรือกุศลและอกุศล...

รูปแบบของการเป็นทหาร อาตมาไม่ทราบหรอกว่า สวัสดิการและความเป็นอยู่เป็นอย่างไร เพราะบรรดาญาติในสายเลือดทางฝั่งโยมแม่จะเด่นชัีดเรื่องการรับใช้ชาติมากกว่า แม้จะเป็นทหารเกณฑ์ก็ตาม  แต่ทุกคนที่ยังอยู่ หรือที่ลาจากไปก่อนวัยอันควร  อาตมาก็ได้เห็นบรรดาญาติพี่น้องเหล่านั้น ได้ใส่ชุดอันมีเกึียรติเหล่านี้เช่นเดียวกัน..

จิตใจอันงดงาม หากได้สวมใส่ ชุดอันมีเกียรติ มันดูล้ำเลิศอย่างบอกไม่ถูก มันน่าเกรงขาม ในความสง่า และทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทหารสามารถปกป้องประเทศชาติได้อย่างจริง และเขาก็ทำได้... จิตใจกับรูปกาย จะส่อเป็นบุคลิกออกมาว่า คนนั้น คิด พูด และทำ สิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่!!  ประกายตาที่ฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและศรัทธาในหน้าที่มีเพียงใด  เมื่อเข้ากับชุดสีต่าง ๆ แล้วเหมาะสมกันอย่างไร??  คนภายนอกที่มองอยู่ สัมผัสได้...

อาตมาเคยดูทีวีเมื่อหลายปีก่อน..เกี่ยวกับทหารรักษาพระองค์ หรือ ราชวัลลภ  และชุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสวมใส่  ซึ่งพระฉายลักษณ์ในปฏิทินปีหนึ่งของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งได้จัดทำและทูลเกล้าฯ ถวาย  พระมาลาทรงสูง  รูปแบบเสื้อเป็นสีแดงสด งดงาม และเป็นหนึ่งในชุดทหารรักษาพระองค์ที่สง่างาม น่าภาคภูมิใจ...

โฆษณาในยุคหนึ่งที่เป็นภาพของคุณแม่ ที่ภาคภูมิใจที่ลูกไปรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารเกณฑ์  เวลาได้รับชมทุกครั้งจะรู้่สึกกระดากอาย..เพราะว่าอาตมาเอง ได้รับการคัดเลือกเช่นเดียวกัน แต่จับใบดำได้ ดี ๑ ประเภท ๑  ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่บรรดาพี่เลี้ยงเป็นอย่างมาก  บรรยากาศในวันนี้ อาตมาจำได้แม่นยำ ภาพที่พ่อและแม่ยืนกอดกันเพื่อลุ้นลูกชายคนเดียวในการที่จะมารับใช้ชาติ..

ลูกชายคนเดียว... หากได้เป็นทหาร พ่อแม่จะอยู่กันอย่างไร?  ลูกจะเป็นอย่างไร?  ลำบากไหม?  แม้ขนาดลูกเองเคยขอให้เรียนรักษาดินแดนในหลักสูตรการศึกษา ผู้เป็นพ่อปฏิเสธทุกโรงเรียนที่มีการสอนแบบนี้ เพราะไม่ต้องการให้ลูกไปลำบาก!!!

การเรียนรักษาดินแดน  เรียนการเป็นทหาร จะสามารถสอนให้ชายไทย มีสามัญสำนึกที่ดีในการที่ช่วยเหลือสังคม  ช่วยเหลือประเทศชาติ ในยามคับขัน หรือยามที่ชาติไทยเราต้องการบุคคลากรในการปกป้องประเทศชาติ..  แต่หากถูกปฏิเสธอย่างนี้บ่อยครั้ง หรือหนีทหาร  ชาติไทยจะอยู่ได้อย่างไร?? ชายไทยจะมีน้ำใจในการปกป้องดูแลสถาบันชาติ และสถาบันครอบครัวได้อย่างไร?  นั่นคือความรับผิดชอบแบบง่ายๆ ต่อตนเองและต่อบ้านเมือง

แต่การบวชเป็นพระของอาตมา ได้ฝึกตนเอง ฝึกใจ ฝึกกายที่จะเรียนรู้ในการเสียสละ วิถีธรรมและพระวินัยเป็นรูปแบบ ทำให้อาตมาได้อาสาที่จะฝึกใจ กายตัวเอง ให้เลียบเคียงเฉกเช่นกับทหารที่เป็นรั้วของชาติ  ซึ่งภูมิใจไม่แพ้กันกับระเบียบข้อวัตรและข้อปฏิบัติ 

ครอบครัวหนึ่งที่อาตมาเห็นพัฒนาการความเป็นอยู่ในร่มเงาของรั้วของชาติ ทำมาหากินมากับอาชีพนี้  สามีเป็นคนที่รักภรรยาและบุตรมากที่สุด เบื้องหลังของสามี หรือเรียกว่า น้าชิต ฐานะในสายตระกูลที่น้องเป็นคนมี ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นคนไทเผ่าหนึ่งของสังคมชนบท

แรกเริ่มจากวัยหนุ่มที่รับใช้ชาติ อยู่ทางภาคเหนือตอนกลางและได้อยู่้กินกับภรรยา ซึ่งเริ่มตั้งหลักด้วยตนเองจากไม่มีอะไร  และเหมือนกับเป็นคนชอบย้ายถิ่นฐานที่อยู่บ่อย ด้วยผลประโยชน์ทางด้านการพักอาศัยหรือไม่ทราบ มีทั้งบ้านพักในค่าย และบ้านเช่าข้างนอกที่เช่าไว้  ด้วยภรรยาเป็นคนมีการศึกษาในระดับหนึ่งเป็นคนทางภาคเหนือ และเคยเรียน ทำงานในเมืองหลวง สามารถเก็บออมเงินที่ได้ปลูกบ้านไทยทรงภาคเหนือโบราณหลังใหญ่ให้แก่บุพการี..

วันเวลาผ่านไปนานนับยี่สิบปี ที่ได้ย้ายตัวเองหลายแห่ง และจบอยู่ที่จังหวัดแห่งหนึ่งเป็นเมืองที่น่าอยู่ เงียบสงบ ไม่ใช่ศูนย์ความเจริญ  เป็นเมืองผ่านเท่านั้น ในตัวจังหวัดยังไม่มีห้างสรรพสินค้าขายส่ง หรือขายปลีกใหญ่ๆ จึงทำให้ชีวิตมีความเรียบง่าย  มีสังคมเป็นของตัวเอง  ในยามค่ำบรรดาเหล่าทหาร จะพาครอบครัวจัดอาหารมานั่นทานข้าวริมบึงน้ำใหญ่เป็นประจำ ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่มีเสน่ห์ของคนในจังหวัดทีเดียว..

ครอบครัวของน้าชิต ตั้งหลักมั่้นยืนขึ้น หลังจากที่ตกลงจะยุติการโยกย้าย หรือการคิดต่างๆ แล้วตั้งรกรากในจังหวัดแห่งนี้  น้าชิต..เป็นคนสนุก เข้าสังคมได้ทุกประเภท ทหาร หรือพื้นบ้าน  งานกุศลและอกุศล น้าชิตไม่เคยขาด  หากไปอยู่ที่ไหน ครอบครัวนี้จะมีคนรู้จักเร็วมาก ด้วยอัชฌาสัยดี รู้จักให้ แบ่งปัน ในความคิดและคำพูดที่ดี  ถือได้ว่ามีการศึกษาเพียบพร้อม..

ในงานต่างๆ ที่น้าชิตไปร่วม หน้าที่โดยทั่วไปจะดูแลเกี่ยวกับพิธีกรรม สถานที่ และอาหาร  เพราะชายชาติทหาร ถ้าขึ้นชีื่อว่า "ขี้เหล้า" จะเก่งในด้านสำรับคับข้อน ฝีมือจะไม่เป็นรองใคร (อันนี้เห็นจะจริง)  จึงอาสาอยู่ทางฝ่ายอาหาร  ซึ่งฝ่ายชายจะต้องมีหน้าที่ล้มหมู (ฆ่าหมู) ล้มวัว (ฆ่าวัว) ซึ่งนับชีวิตสัตว์เหล่านี้มาไม่ถ้วน ที่น้าชิตเป็นคนบรรจงเอาขวานใหญ่ทุบไปที่หน้าผากของวัวควายเหล่านั้น.. และอีกหลายชนิดที่น้าชิตได้ทำลงไป...แม้กระทั่งแมว..

บรรยากาศในการที่จะเสวยกรรมเริ่มต้นขึ้นแล้ว  วิบากแห่งกรรมที่น้าชิตได้เคยทำ เริ่มจะเห็นผลจริง ๆ ดั่งที่อาตมาเคยคิดไว้...

บ่ายคล้อยวันหนึ่ง กับบ้านชั้นครึ่งที่น้าชิตและภรรยาเป็นผู้ออกแบบเอง ด้านล่างเป็นปูน ปลูกดูโอ่อ่า แม้จะไม่สวยมากมายอะไร แค่ฉาบฝาผนังธรรมดา และเอาปีกไม้ตอกแปะให้แปลก  ด้านบนเป็นบรรไดไม้สามขึ้น เป็นห้องสองห้องเล็กๆ ข้างนอกเป็นหิ้งพระ  ครอบครัวนี้รักสุขสบายมานาน  เงินทองในบ้านชักหน้าไม่ถึงหลังทุกเดือน แต่มีเรื่องอำนวยความสะดวกพร้อม ตั้งแต่เตาอบแก้ว  เครื่องซักผ้า เครื่องกรองน้ำ จักเย็บผ้าอุตสาหกรรม (ไม่ค่อยเห็นใช้) รถมอเตอร์ไซด์ใหม่ ๆ แต่สรุปสภาพคล่องในบ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มีของใช้ที่ตามระแวกบ้านมักอิจฉา..

น้าชิตนั่งปล่อยอารมณ์เพลินๆ กับใต้ถุนบ้าน หน้ากรงไก่น้อยที่เพิ่งต่อเสร็จ และซื้อลูกไก่น้อยมาเลี้ยงไว้ เหมือนที่เคยทำในบ้านหลังเก่า ๆ ที่เคยอยู่  ด้วยคิดว่าพอจะได้กิน ได้ขายตอนใกล้ตรุษจีนพอดี   เจ้าแมวน้อย..อายุไม่ถึงสองเดือน เดินมาเห็น และเข้ามาทักทายตามประสานิสัยขี้ประจบ  และเข้าไปจดจ้องอยู่ริมกรงไก่  เมื่อได้เห็นดังนั้น น้าชิตจึงจับอิฐแดงก้อนใหญ่ เหวี่ยงอย่างสุดแรงไปที่ลูกแมว..และเป็นไปตามนั้น ตามที่ทุกคนที่อ่านคิด... ซากแมวน้อยลงไปกองกับเศษหญ้าแห้ง รอเผาในอีกไม่นาน...

วันถัดมาเป็นแมวหนุ่มใหญ่ ของคนใกล้บ้าน สวย น่ารัก นิสัยดี  ด้วยนิสัยและความเคยชินในการชอบเที่ยวตามบ้านที่คุ้นเคย มาจึงมาเยี่ยม เพื่อทักทายเพื่อประจบ... ซ้ำรอยแมวตัวน้อยเช่นเดียวกัน  แต่อาวุธสุดท้ายในมือที่น้าชิตได้มอบให้ เป็นไม้หน้าสาม..โอ้หนอ... อาตมาเข้าใจในวันนั้นว่าแมวดิ้นตายเป็นอย่างไร..

ไม่นานนับเดือน.. น้าชิต มีอการของเส้นเลือดฝอยในสมองแตก..เป็นอัมพาต เดินไม่ได้ ต้องนอนเตียงพยาบาลที่บ้าน นานนับเกือบยี่สิบปี  ทุกข์โทมนัส ตกอยู่ที่ภรรยา วิบากกรรมตกอยู่ที่ตัวน้าชิตเอง  หลายๆ อย่างที่คาดหวังกับบุตรชายและบุตรสาว  ไม่เป็นไปอย่างที่คิด  ค่าใช้จ่ายของน้าชิตในการรักษาตัว หมดสิ้นไปตลอดปี และเมื่อมีการผ่าตัดใหญ่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ากรุงเทพฯ  ความเห็นแก่ตัว ความอยากได้ ยังไม่มีที่สิ้นสุด  บุญคุณหรือสิ่งใดที่เคยทำให้กับใคร ช่วยเหลือใครเอาไว้  น้าชิตและภรรยาจะตามไปขอความช่วยเหลือ  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะถูกด่าหยาบคาย เสียหายจนปัจจุบัน เพื่อนน้อยลง ไม่มีความนับหน้าถือตาทางสังคม  น้าชิตลาออกจากการราชการทหาร เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาบริหารบ้าน ส่งลูกเรียน และจุนเจือในครอบครัว..

น้าชิต ยอมรับตัวเองกับสภาพที่พิการ เดินได้ไม่สะดวก ต้องใช้วอร์คเกอร์ หรือบางทีถ้ามีอาการกำเริบจากพิษสุราที่ร่วมสังคม ก็จะเดินไม่ได้โดยสะดวก ภาพติดตลกในชีวิตช่วงที่พิการ  น้าชิตยอมรับทุกอย่างกับกรรมที่เคยทำมา แต่ไม่เคยขออโหสิกรรมกับใคร หรือสิ่งใดๆ เพราะไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้...ตรงกันข้ามกับศรีภรรยา.. ที่ทำบ้างแม้จะไม่เต็มร้อย...

เส้นทางชีวิตที่แต่ละคนได้ลิขิตเลือก เป็นธรรมดาของกรรม เพราะคนเรานั้น มีกรรมเป็นแดนเกิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  มีกรรมเป็นของตน  ทำสิ่งใดย่อมเป็นผู้เสวยผลแห่งกรรมนั้น... แม้เพียงแค่ความคิดก็ยังเป็นกรรมได้เหมือนกัน...