องค์การและสภาพแวดล้อมขององค์การ
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการ
ความหมายของการจัดการ
นักทฤษฎียุคต้น มีมุมมองง่ายๆ ว่า การจัดการ หมายถึง ความสามารถในการทำงานโดยอาศัยผู้อื่นช่วยตามที่ต้องการ แต่แนวคิดด้านการจัดการร่วมสมัยกลับมองว่า การจัดการคือ การทำงานกับเครื่องไม้เครื่องมือและทรัพยากรต่างๆ จำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
นิยามของการจัดการในปัจจุบัน หมายถึง กระบวนการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การโดยอาศัยขั้นตอน
- การวางแผน (planning) หมายถึง กระบวนการในการกำหนดเป้าหมายและพัฒนาวิธีการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น
- การจัดองค์การ (organizing) หมายถึง กระบวนการกำหนดกรอบเพื่อที่จะไปสู่การพัฒนาและมอบหมายงาน การบริหารและจัดสรรทรัพยากร การประสานกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย
- การนำ (leading) หมายถึง กระบวนการในการใช้อิทธิพลและจูงใจผู้อื่นในองค์การให้ทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ
- การควบคุม (controlling) หรือการประเมินผล หมายถึง กระบวรการตรวจ ติดตาม และกำกับดูแลความก้าวหน้าของกิจกรรมต่างๆ ในองค์การว่าบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
โดยการใช้ทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ ได้แก่
- มนุษย์
- วัสดุอุปกรณ์
- เงินทุน
- สารสนเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายองค์การตามที่ตั้งไว้
ไม่มีผู้บริหารคนใดสามารถดำเนินงานให้สำเร็จเพียงลำพัง เพราะธรรมชาติของการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องและใช้คนเป็นกลไกสำคัญ
เป้าหมายขององค์การและการจัดการ
ผู้จัดการไม่ว่าองค์การประเภทใด มีภาระหน้าที่ด้านการจัดการและนำเอาเทคนิคการบริหารต่างๆ มาใช้อย่างเต็มที่เพื่อมุ่งสู่จุดมุ่งหมายขององค์การเป็นสำคัญ
แต่ผู้บริหารภาครัฐอาจจะมีภาระที่ยากกว่าของเอกชน เพราะเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนและต้องอยู่ภายใต้กฏระเบียบของราชการที่มากมาย
เรื่องที่ 1.1.2 หน้าที่และบทบาททางการจัดการ
ลักษณะของงานด้านการบริหาร
หน้าที่หลัก 4 ประการ คือ วางแผน จัดองค์การ นำพา และควบคุม
แต่ธรรมชาติที่แท้จริงหรือพฤติกรรมหรือกิจกรรมด้านการบริหาร จะมีเรื่องของการบริหารเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ลักษณะของงานบริหารจึงออกมาเป็น
- การตรากตรำทำงานหนักด้วยเวลาที่ยาวนาน ผู้บริหารระดับสูงมักทำงานหนัก
- การทำกิจกรรมหลากหลาย เวลาสั้น ไม่ต่อเนื่อง
- การประชุมและสื่อสารทางโทรศัพท์ เพื่อช่วยให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว
บทบาทการบริหารตามแนวคิดของ เฮนรี่ มินทซ์เบิร์ก
|
ประเภท |
บทบาท |
กิจกรรม |
|
บทบาทระหว่างบุคคล |
สัญลักษณ์หรือหัวโขน ผู้นำ
ผู้ประสานงานหรือผู้แทน |
ประธานงานพิธี หน้าที่เชิงสัญลักษณ์ จัดคนเข้าทำงาน ฝึกอบรม ประสานงาน จูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา พัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลนอกองค์การ หรือบทบาทด้านมนุษย์สัมพันธ์ |
|
บทบาทด้านสารสนเทศ |
ผู้ตรวจสอบติดตาม
ผู้เผยแพร่ข่าวสาร การเป็นโฆษกขององค์การ |
รวบรวมสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ เสาะหาข่าวสารข้อมูล เผยแพร่ข่าวสารสู่คนในองค์การ เผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณชน |
|
บทบาทด้านการตัดสินใจ |
ผู้ประกอบกิจการ
ผู้แก้ปัญหา จัดสรรทรัพยากร
นักเจรจาต่อรอง |
ริเริ่มสิ่งใหม่ หาโอกาสเพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์การ แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์การ พิจารณาจัดสรรทรัพยากรการบริหารแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์การ เจรจาต่อรองกับหน่วยงานภายนอกเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์การ ฯลฯ |
เรื่องที่ 1.1.3 ประเภทและทักษะของผู้บริหาร
ส่วนใหญ่ผู้บริหารจะใช้กระบวนการบริหารเป็นเครื่องมือนำพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายขององค์การ แต่งานด้านการจัดการก็มีธรรมชาติเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป สามารถจัดประเภทได้ 2 อย่างดังนี้
ประเภทของผู้บริหารตามขอบเขตความรับผิดชอบ
เราอาจเรียกชื่อผู้บริหารได้เช่น
- ผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในองค์การ เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์การมากมายหลากหลาย มีขอบเขตความรับผิดชอบกว้างขวาง
- ผู้บริหารตามหน้าที่ รับผิดชอบในฐานะผู้นำที่มีขอบเขตแคบ เช่น ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ
- ผู้บริหารโครงการ เน้นหนักด้านการประสานกิจกรรมและการทำงานต่างๆ กับบุคคลหลายฝ่ายในองค์การให้โครงการสำเร็จ ปกติไม่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในทรัพยากรของโครงการนั้นๆ
การแบ่งประเภทตามระดับการบริหาร
แบ่งออกได้ตามพื้นฐานของตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบในองค์การ ปกติในองค์การขนาดใหญ่ มักจะมีผู้บริหารหลายระดับชั้น ในสถานการณ์ปกติสามารถแบ่งผู้บริหารเป็น 3 ระดับ คือ
- ผู้บริหารระดับสูง มีจำนวนน้อยที่สุด อยู่ส่วนบนสุดของโครงสร้างการบริหารองค์การ มีหน้าที่บริหารใน ภาพรวมทั่วทั้งองค์การ เช่น ประธานกรรมการ, CEO, President, Vice President
- ผู้บริหารระดับกลาง หรือผู้จัดการระดับปฏิบัติ มีหน้าที่ปฏิบัติตามกลยุทธ์ของผู้บริหารระดับบนในลักษณะกว้างๆ และกำกับดูแลการทำงานของผู้จัดการระดับล่าง
- ผู้จัดการระดับต้น/ปฏิบัติ หน้าที่หลักคือประสานการทำงานของพนักงานที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ดูแลการทำงานประจำวันของพนักงาน
ทักษะของผู้บริหาร
- ทักษะด้านความคิด หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจภาพรวมของสภาพแวดล้อมองค์การว่าทุกส่วนมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกันอย่างไร และเมื่อตัดสินใจใดๆ แล้วก็สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ชี้บ่งถึงต้นเหตุของโอกาสหรือปัญหาใดๆ เพื่อกำหนดแผนการที่สอดคล้องกับเรื่องนั้นๆ ได้
- ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่น ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยสื่อสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ทักษะด้านเทคนิค คือ ความรู้ความชำนาญในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการและขั้นตอน
เรื่องที่ 1.1.4 ทฤษฎีการจัดการ
ทฤษฎีองค์การที่สำคัญ ได้แก่
- ทฤษฎีการจัดการแบบดั้งเดิม เน้นการศึกษาถึงองค์การโดยรวม และศึกษาถึงแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานด้วยการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ เน้นการศึกษางานโดยใช้หลักเหตุผลและวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาการทำงานของบุคคลากร เช่น แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับแรงงาน Frederick W. Taylor ศึกษาถึงเวลาและการเคลื่อนไหว เป็นการทดสอบและสำรวจถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายและเวลาที่ใช้ในการทำงานด้วยวิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ทฤษฎีการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ หมายถึงการจัดการที่มุ่งเน้นลักษณะและผลกระทบของแต่ละบุคคล และพฤติกรรมกลุ่มในองค์การ เป็นการจัดการที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะพฤติกรรมกลุ่ม และการใช้ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น การกระตุ้น การให้คำปรึกษา การชักนำ และการติดต่อสื่อสาร
- ทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ นำเทคนิคคณิตศาสตร์ สถิติและข้อมูลเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาการจัดการ การจัดการเชิงปริมาณประกอบด้วยศาสตร์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ
บริหารองค์การ
บริหารเชิงปฏิบัติ
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
- ทฤษฎีเชิงระบบ เป็นการผสมผสานทฤษฎีทั้งสามข้อข้างต้น โดยมององค์การเป็นระบบตามหน้าที่ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการจัดการ ในทฤษฎีนี้ ระบบเป็นกลุ่มของส่วนที่เกี่ยวข้องกันซึ่งต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน องค์การหนึ่งจะประกอบด้วย 4 ส่วนที่เกี่ยวข้องกัน คือ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการแปรสภาพ ผลผลักและการป้อนกลับ
- ทฤษฎีการจัดการเชิงสถานการณ์ มุ่งที่การปรับปรุงพฤติกรรมการจัดการตามสถานการณ์เฉพาะอย่างขององค์การ ประกอบด้วย เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมภายนอก และบุคคลขององค์การ ทฤษฎีนี้เป็นการผสมผสานทฤษฎีที่ 1-3 เช่นกัน
- ทฤษฎีการจูงใจ Abraham Maslow เสนอทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ ซึ่งเป็นความคิดที่ว่าบุคคลได้รับการกระตุ้นโดยความต้องการเพื่อให้ได้ตอบสนองตามลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ คือ
ความต้องการด้านกายภาพ
ความปลอดภัย
สังคม
การยกย่อง
ประสบความสำเร็จในชีวิต
Douglas McGregor ได้พัฒนาทฤษฎี X และทฤษฎี Y
ทฤษฎี X มีข้อสมมติฐานมองว่าพนักงานเกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้น ไม่ชอบงานและพยายามหลีกเลี่ยงงาน
ทฤษฎี Y มีข้อสมมติฐานมองว่าพนักงานมีความรับผิดชอบ มีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหาในการทำงานและไม่มีความเบื่อหน่ายในการทำงาน ซึ่ง McGregor พอใจทฤษฎี Y มากกว่า วิธีนี้จะมอบความไว้วางใจพนักงานและให้พนักงานมีส่วนร่วมในองค์การ
______________________________________________________________________________________
ตอนที่ 1.2 แนวคิดเกี่ยวกับองค์กร
เรื่องที่ 1.2.1 ความหมายและความสำคัญขององค์การ
ความหมายขององค์การ องค์การ หมายถึง กลุ่มคนจำนวนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มารวมกันเพื่อทำงานด้วยกันภายใต้โครงสร้างองค์การที่กำหนดไว้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งของกลุ่มที่ตั้งไว้
ความสำคัญขององค์กร
- ความสำคัญด้านการเมือง เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมและอยู่รวมกันเป็นชุมชน ย่อมต้องมีบุคคลหรือกลุ่มคนหนึ่งทำหน้าที่ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการบริหารประเทศ ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งองค์การการเมืองขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการบริหาร ให้บริการสาธารณะ
- ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานในปัจจัยสี่ จึงได้มีการจัดตั้งองค์การต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ และยังมีองค์การแบบใหม่ๆที่ตอบสนองความสะดวกสบาย ฯลฯ ที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่อีกด้วย
- ความสำคัญทางด้านความต้องการทางด้านสังคม เช่น องค์การที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล พิธีกรรม ฯลฯ
เรื่องที่ 1.2.2 ประเภทขององค์การ
ประเภทที่ 1 เกณฑ์จำแนกองค์การตามลักษณะของความสัมพันธ์ในองค์การ สมาชิกให้ความสัมพันธ์ในสมาชิกด้วยกัน แยกออกเป็น องค์การปฐมภูมิ (มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น ครอบครัว ) และองค์การทุติยภูมิ (เช่น สมาคม สโมสร บริษัท มูลนิธิ ฯลฯ)
ประเภทที่ 2 เกณฑ์จำแนกองค์การตามลักษณะทางโครงสร้างขององค์การ มีโครงสร้างองค์การชัดเจน อาจกำเนิดขึ้นโดยสมาชิกในองค์การสมัครใจ มีองค์การที่เป็นทางการ (เช่น พรรคการเมือง หน่วยราชการ บริษัท ฯลฯ ) และองค์การที่ไม่เป็นทางการ (เช่น กลุ่มเพื่อน ชมรม ฯลฯ)
ประเภทที่ 3 เกณฑ์จำแนกองค์การตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การ แบ่งประเภทได้เป็น
- องค์การทางการเมือง มีเป้าหมายแสวงหาผลประโยชน์/ครอบครอง และการใช้อำนาจรัฐ เช่น พรรคการเมือง รัฐบาล
- องค์การทางเศรษฐกิจ/การผลิตและการบริการ มีเป้าหมายแสวงหากำไร แล้วสมาชิกอาจนำมาแบ่งสรรกัน เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ บริษัท หจก.
- องค์การทางสังคม มีเป้าหมายแสวงหาหรือสนับสนุนการดำรงชีวิตที่ดีในสังคมเพื่อความสุขและประโยชน์ของสมาชิกในสังคม เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิ สถานีตำรวจ
- องค์การบริหารของรัฐ มีเป้าหมายเพื่อการบริการสาธารณะด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและบริการประชาชน เช่น กระทรวงทบวงกรม
- องค์การระหว่างประเทศ มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ เอเปค อาเซียน
(รายละเอียดการจำแนก ให้ดูที่ ตาราง 1.3 ประเภทขององค์การจำแนกตามเกณฑ์ต่าง หน้า 32 )
การแบ่งประเภทองค์การตามเกณฑ์ที่ 3 อาจแบ่งแยกได้อีกหลายรูปแบบ คือ
องค์การที่มุ่งแสวงหากำไรและองค์การที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร
องค์กรที่มุ่งแสวงหากำไร มีจุดมุ่งหมายเพื่อการทำกำไรหรือผลประโยชน์แก่เจ้าของหนือผู้ถือหุ้น
องค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร มีจุดมุ่งหมายดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของสังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง เช่น สหภาพแรงงาน สวนสัตว์ สถาบันศาสนา องค์การสาธารณกุศล ซึ่งอาจมีการหารายได้แต่ไม่มีเป้าหมายเพื่อทำกำไร
องค์การด้านเศรษฐกิจการผลิตและการบริการ
องค์การด้านการผลิต จะมีการใช้วัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าประเภทที่จับต้องได้
องค์การประเภทบริการ หน้าที่หลักคือเป็นผู้ให้บริการ เช่น การให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน การให้บริการทางการแพทย์ บริการทางกฎหมาย ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้
อย่างไรก็ตามหลายองค์การมักจะเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการควบคู่กันไป เพื่อความสะดวกและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน เช่น ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์มักจะมีบริการด้านการเงินแก่ลูกค้าด้วย
องค์การบริหารงานภาครัฐและภาคเอกชน
เป็นการแบ่งตามความเป็นเจ้าของ เช่น โรงเรียนรัฐบาล ห้องสมุดประชาชน เป็นหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่โรงงานผลิตหรือร้านจำหน่ายสินค้าทั่วไป เป็นของภาคเอกชน
เรื่องที่ 1.2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารกับองค์การ
ลักษณะของความสัมพันธ์
- การบริหารจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีองค์การ และองค์การจะไม่สามารถดำเนินการได้หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี
- การบริหารและองค์การจะต้องสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
- การบริหารมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การและเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหาร กล่าวคือ
ในแง่สิ่งแวดล้อมขององค์การเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน วัฒนธรรม เทคโนโลยี ต่างเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารองค์การ ดังนั้นผู้บริหารควรพิจารณาและวิเคราะห์ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของตนอย่างละเอียด และควรปรับเปลี่ยนการบริหารงานให้รวดเร็วเพื่อสอดคล้องและทันต่อสภาพการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ในแง่การบริหารขององค์การเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชื่อเสียงขององค์การ เช่น การก่อให้เกิดมลพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคม
______________________________________________________________________________________
ตอนที่ 1.3 สภาพแวดล้อมขององค์การ
เรื่องที่ 1.3.1 สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ
องค์การที่จะได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างยั่งยืน จะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การหรือสภาพแวดล้อมทั่วไป ประกอบด้วย
- แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ผู้บริหารในปัจจุบันจะต้องตื่นตัวและรู้เท่ากันความเป็นไปของเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพราะต้องอยู่ท่ามกลางการแข่งขันแย่งชิงลูกค้า ขณะที่ทรัพยากรต่างๆ ก็มีอยู่อย่างจำกัด
- แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่สามารถกำหนดได้จากทัศนคติ ความต้องการ ความคาดหวัง การศึกษา ความคิด ความเชื่อ ค่านิยมของผู้คนในสังคมนั้นๆ
- แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านกฎหมายและการเมือง หมายถึง กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อกำหนดและควบคุมการประกอบกิจการต่างๆ ส่วนปัจจัยด้านการเมืองคือ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มีต่อการประกอบกิจการของภาคเอกชน
- แรงผลักดันจากสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ไวมาก องค์การใดต้องการอยู่รอดและเพิ่มความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน จะต้องพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีเข้ามาใช้
- สภาพแวดล้อมอันเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เนื่องจากมีการทำลายทรัพยากรและสภาวะแวดฃ้อมทุกด้าน ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น องค์การธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว เพราะหากดำเนินการต่างๆ โดยขาดวิจารณญาณแล้ว อาจส่งผลเสียหายต่อองค์การทั้งทางกายภาพและด้านภาพลักษณ์ขององค์การ
เรื่องที่ 1.3.2 สภาพแวดล้อมภายในองค์การ
เป็นการมุ่งหาแนวทางหรือกระบวนวิธีที่จะบริหารและจัดการองค์การให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ผู้บริหารคือผู้มีหน้าที่หลักในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การ เพื่อให้ทราบจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค อย่างไรก็ตามแนวทางในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การอาจต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
- หลักการคัดสรรและตรวจสอบถึงสภาพแวดล้อม หมายถึง กลวิธีการค้นหาข้อมูล ข้อเท็จจริง นำไปสู่การแยกแยะและตีความหมาย เช่น คำถามเกี่ยวกับสถานภาพคู่แข่ง คุณภาพสินค้าของคู่แข่ง
- การคาดการณ์ถึงสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
- แนวทางการใช้วิธีเปรียบเทียบสถานะปัจจุบันขององค์กรกับคู่แข่ง
แนวทางในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การให้เห็นภาพอย่างชัดเจน อาจดำเนินตามหลักการวิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง, จุดอ่อน, โอกาส, อุปสรรค)
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้วยวิธีการเปรียบเทียบมาตรฐานกับคู่แข่ง หรือ Benchmarking หมายถึง วิธีหรือกระบวนการเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศขององค์การ โดยการวิเคราะห์แนวปฏิบัติของคู่แข่งอย่างละเอียด แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับองค์การของตัวเอง ซึ่งอาจเริ่มด้วยแนวทางต่อไปนี้
- การมุ่งเน้นไปที่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแล้วพยายามหาคำอธิบายหรือทำความเข้าใจปัญหาอย่างรอบคอบ
- รู้จักใช้ประโยชน์จากพนักงานของบริษัทซึ่งจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง
- การศึกษาถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน
- การหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน เช่น เรื่องราคา ข้อมูลสินค้าใหม่
- การรักษาความลับ
เรื่องที่ 1.3.3 แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
หมายถึง การบริหารและจัดการท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ของโลกยุคไร้พรมแดน ซึ่งน่าจะมีลักษณะการจัดการความหลากหลาย หรือ Managing Diversity
การจัดการความหลากหลาย หมายถึง กระบวนการในการวางแผนและการปฏิบัติตามระบบขององค์การและแนวปฏิบัติในอันที่จะจัดการผู้คนเพื่อก่อให้เกิดศักยภาพของความได้เปรียบที่แตกต่างหลากหลาย และเป็นโอกาสที่จะหาทางขจัดหนือลดศักยภาพที่เป็นความเสียเปรียบขององค์การให้เหลือน้อยที่สุด
รากฐานของสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
- กลุ่มคนผิวและชนกลุ่มน้อย
- เพศหญิง
- กลุ่มพนักงานที่มีอายุ
- กลุ่มคนพิการกลุ่มกำลังแรงงานที่เป็นพวกรักร่วมเพศ
อุปสรรคในการจัดการกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีความหลากหลาย
- คุณลักษณะเฉพาะและความมีอคติ ทำให้เกิดความลำเอียง
- มุ่งเฉพาะกลุ่มหรือพวกพ้องเดียวกัน ก็คือความลำเอียงสุดขั้ว
- การแบ่งแยก เป็นการลงมือกระทำในลักษณะขัดแย้งกับกลุ่มนั้นๆ
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการจัดการความหลากหลาย
หมายถึง ความพยายามที่จะดึงเอาศักยภาพซึ่งเป็นความได้เปรียบของความหลากหลายให้มากที่สุด หร้อมกับการหาทางลดอุปสรรคหรือปัญหาที่จะเป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานลง
พี่ให้คำตอบหนูกระจ่างมากเลยค่ะ ขอบคุณที่ทำประโยชน์ให้ทุกคนนะค่ะ หนูเข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ =) THANK YOU. (_/\_)
ขอบคุณค่ะ