“อรนลิน ปานาที: ลูกพ่อไทยที่ต้องตกเป็นคนไร้สัญชาติมากว่า 19 ปี”

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และกลไกการทำงานเครือข่ายด้านสถานะบุคคลและสิทธิเพื่อการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ

ในแต่ละวันที่ห้องทำงานของอาจารย์แหวว[1] ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มักจะมีคนที่มีปัญหาด้านสิทธิและสถานะบุคคลเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือโดยเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 1 ราย ไม่ว่าจะเป็นทางอีเมล ทางจดหมาย หรือมาด้วยตัวเองเลยก็มี 

อรนลิน ปานาที หรือ ‘น้องหญิง’ สาวน้อยวัย 19 ปี ก็เป็นอีกคนที่ติดต่อเข้ามาหาอาจารย์แหววทางอีเมล เธอเล่าให้ฟังเบื้องต้นว่าเธอมีพ่อเป็นคนสัญชาติไทยโดยกำเนิดแต่แม่เป็นคนที่อพยพมาจากประเทศลาว เธอเข้าใจว่าการที่แม่เธอไม่มีสัญชาติไทยอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอก็ยังไม่สามารถได้สัญชาติไทยเช่นเดียวกัน

“แต่ทำไมน้องชายและน้องสาวของหนูซึ่งเกิดจากพ่อและแม่คนเดียวกันถึงมีสัญชาติไทย แต่หนูต้องตกเป็นคนไร้สัญชาติเล่า ??”

นี่เป็นสิ่งเดียวที่เธอข้องใจ และเธอขอให้เรา[2]ช่วย

28 พฤษภาคม 2553 เป็นวันที่เราตัดสินใจเดินทางไปหาเธอและครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ภายในห้องเช่าเล็กๆ ของโรงงานผลิดโลหะแห่งหนึ่งในย่านนิคมอุสาหกรรมอมตะนคร อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

เมื่อเดินทางมาถึง เราถึงกับชะงักเล็กน้อย มองไปรอบๆ แล้วคาดคะเนด้วยสายตา ขนาดของห้องที่พวกเขาอยู่ไม่น่าจะถึง 28 ตารางเมตร ห้องเดี่ยวโล่งมีแค่ตู้เก่าๆ สองใบเอาไว้กั้นพื้นที่ให้ดูเป็นสัดเป็นส่วนขึ้นมาอีกหน่อย พื้นที่ด้านหน้าใช้เป็นทั้งที่นอน ที่นั่งเล่น ที่เขียนหนังสือ และที่กินข้าว อีกส่วนหนึ่งด้านหลังเป็นห้องครัว ห้องน้ำ และมีมุมเล็กๆ เพื่อเอาไว้เปลี่ยนเสื้อผ้า และภายในห้องเช่าเล็กๆ นี้เองที่ครอบครัวปานาทีทั้ง 5 ชีวิต พ่อ แม่ และลูกๆ อีก 3 คน อาศัยอยู่รวมกันอย่างเบียดเสียด แต่ความรู้สึกที่ผู้มาเยือนได้รับกลับเป็นความอบอุ่นที่ไม่น่าอึดอัดแต่อย่างใด

และแล้วเรื่องราวของน้องหญิงและครอบครัวก็ได้ถูกเปิดเผยที่นี่อย่างละเอียด..

.....................................................

ย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว (8 เมษายน 2534) ณ โรงพยาบาลแม่และเด็ก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ลูกสาวคนโตของครอบครัวปานาทีได้ถือกำเนิดขึ้น จาก ‘นางชมพู่ บุรีรมณ์’ ผู้เป็นแม่ซึ่งอพยพมาจากประเทศลาว และในขณะที่ให้กำเนิดน้องหญิง แม่ชมพู่ก็ยังไม่มีเอกสารอะไรเลยที่ออกให้จากรัฐบาลไทย ส่วนพ่อ คือ ‘นายปรีชา ปานาที’ นั้นเป็นคนไทยสัญชาติไทยมาตั้งแต่กำเนิด

เมื่อตอนน้องหญิงเกิด ทางโรงพยาบาลก็ออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ให้ตามปกติประเพณีของโรงพยาบาลซึ่งมีหน้าที่ต้องออกให้กับเด็กทุกคนที่เกิดในสถานพยาบาลโดยไม่ต้องคำนึงว่าพ่อแม่ของเด็กจะมีสถานะอะไร หลังจากที่ได้ ท.ร.1/1 มาแล้ว พ่อปรีชาก็ทราบดีว่าจะต้องนำเอกสารชิ้นนี้ไปที่เทศบาลนครเชียงใหม่ซึ่งเป็นสำนักทะเบียนในท้องที่ที่น้องหญิงเกิด เพื่อขอให้นายทะเบียนออกสูติบัตรให้กับน้องหญิง จากนั้นจึงดำเนินเรื่องเพื่อเพิ่มชื่อน้องหญิงเข้าทะเบียนบ้านเดียวกับตนผู้เป็นพ่อซึ่งมีทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) อยู่ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เรื่องราวไม่ง่ายดายอย่างที่คิด เพราะเมื่อน้องหญิงอายุได้ 2 เดือน (5 มิถุนายน 2534) พ่อปรีชาได้นำ ท.ร.1/1 ของน้องหญิงไปแจ้งเกิดเพื่อขอรับสูติบัตรและเพิ่มชื่อ แต่ทางสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่กลับออก ‘สูติบัตรสำหรับบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือในลักษณะชั่วคราว (ท.ร.3 ตอน 1)’ ซึ่งในนั้นระบุในช่องสัญชาติว่า ‘ไม่ได้สัญชาติ’ และกำหนดให้น้องมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 7 ซึ่งหมายความถึงลูกของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย

เหตุผลเดียวที่ทางเทศบาลไม่ออกสูติบัตรสำหรับบุคคลที่มีสัญชาติไทยให้กับน้องหญิงและตอกย้ำว่าน้องหญิงไม่มีสิทธิในสัญชาติไทย นั่นคือ “เพราะแม่ยังไม่ได้สัญชาติไทย”

แม้พ่อปรีชาจะไม่รู้เรื่องกฎหมายเท่าไรนัก แต่ก็รู้สึกกังขากับเหตุผลที่ทางอำเภอบอกไม่น้อย 

“แล้วพ่อที่มีสัญชาติไทยจะไม่มีสิทธิอะไรในตัวลูกเลยหรือ.. !?!”

3 เดือนถัดมา เมื่อทางรัฐบาลไทยได้เปิดให้มีการสำรวจและจัดทำทะเบียนให้แก่คนที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วประเภท ‘บุคคลบนพื้นที่สูง’ ในเขตจังหวัดเชียงราย พ่อปรีชารีบพาแม่ชมพู่ไปรับการสำรวจในทันที เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2534 แม่ชมพู่จึงได้มีบัตรบุคคลบนพื้นที่สูงไว้เป็นบัตรในการแสดงตน

ภายหลังจากที่แม่ชมพู่ได้มีบัตรประจำตัวแล้ว พ่อปรีชาก็ทดลองไปที่อำเภอเวียงป่าเป้าอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อที่จะดำเนินเรื่องให้น้องหญิงได้สัญชาติไทยเหมือนกับตนให้ได้ แต่คำตอบที่ได้จากอำเภอทุกครั้ง ก็คือ “รอไปก่อน”

4 ปีต่อมา (8 กันยายน 2538) ณ โรงพยาบาลเดียวกัน (โรงพยาบาลแม่และเด็ก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) ‘พสิษฐา ปานาที’ ลูกชายคนที่สองของครอบครัวปานาทีได้ถือกำเนิด แต่เรื่องราวกลับดำเนินไปคนละทิศคนละทาง เมื่อลูกชายคนนี้ได้รับสูติบัตรสำหรับบุคคลที่มีสัญชาติไทย (ท.ร.1 ตอน 1) จากสำนักทะเบียนเดียวกับน้องหญิงผู้เป็นพี่สาว (สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่) และได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านในสถานะของคนสัญชาติไทย (ท.ร.14) ที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตามนายปรีชาผู้เป็นพ่อภายในไม่กี่วันถัดมา

“น้องหญิงไม่มีทางที่จะไม่มีสัญชาติไทยในเมื่อน้องชายที่เกิดห่างกันเพียง 4 ปี เกิดที่โรงพยาบาลเดียวกัน เกิดจากพ่อแม่คนเดียวกัน ยังได้สัญชาติไทยเลย” ผู้เป็นพ่อมั่นใจยิ่งขึ้นว่าต้องมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นในกรณีของน้องหญิงแน่ๆ

ต้นปี 2540 พ่อปรีชาผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจขายบ้านที่อำเภอเวียงป่าเป้าและพาทั้งครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยความหวังว่าในเมืองอุตสาหกรรมเช่นนี้ น่าจะสามารถหางานทำได้ง่ายขึ้นและน่าจะสามารถหาเงินได้มากขึ้นเพื่อเลี้ยงครอบครัว

หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่สมุทรปราการไม่นานนัก อีกหนึ่งสมาชิกของครอบครัวปานาที ‘กนกรัชต์ ปานาที’ ลูกสาวคนสุดท้องได้ถือกำเนิดขึ้น (17 มีนาคม 2540) ณ โรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ลูกสาวคนเล็กก็เช่นกัน เธอได้รับสูติบัตรสำหรับบุคคลที่มีสัญชาติไทย (ท.ร.1 ตอน 1) และได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านในสถานะของคนสัญชาติไทย (ท.ร.14) ที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมิได้มีปัญหายุ่งยากแต่ประการใด และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้พ่อปรีชายิ่งมั่นใจว่าอย่างไรลูกสาวคนโตน่าจะมีสัญชาติไทยเช่นเดียวกัน

พ่อปรีชาไม่ละความพยายามที่จะติดต่อกลับไปยังอำเภอเวียงป่าเป้าเสมอๆ เพื่อถามเรื่องสัญชาติไทยให้แก่ลูกสาว แม้ว่าทุกครั้งจะได้คำตอบเหมือนเดิมว่าให้รอไปก่อนก็ตาม

7 ปีต่อมา (ปี 2547) น้องหญิงอายุครบ 15 ปีแล้ว จากเด็กน้อยเริ่มเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น พ่อปรีชาเริ่มคิดหนัก เพราะนี่หมายความถึงบัตรประชาชนของลูกสาวที่ควรจะได้เหมือนเพื่อนๆ ในปีนี้ พ่อรู้ดีว่าอย่างไรตอนนี้น้องหญิงก็ยังทำบัตรประชาชนไม่ได้ 

“แล้วถ้าลูกถามจะตอบลูกว่าอย่างไร.. !?!”

พ่อปรีชาเริ่มกังวลไปต่างๆ นานา กลัวเหลือเกินว่าการที่ลูกสาวยังไม่มีสัญชาติไทยและไม่มีบัตรประชาชนจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของลูก

พ่อปรีชาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปที่อำเภอเวียงป่าเป้าอีกครั้ง ตั้งใจว่าอย่างไรก็จะต้องไปติดต่อดำเนินเรื่องสัญชาติไทยให้น้องหญิงให้ได้ และในคราวเดียวกันนี้เองพ่อปรีชาและแม่ชมพู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย (27 กรกฎาคม 2547) ณ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ด้วยความหวังว่าอาจจะทำให้เรื่องของน้องหญิงง่ายขึ้นมาบ้าง 

“แม่ต้องมีสัญชาติไทยก่อน ลูกถึงจะได้สัญชาติไทย” ทางอำเภอยังพร่ำบอกเงื่อนไขที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลเช่นเดิม 

“แล้วทำอย่างไรเมียผมถึงจะได้สัญชาติไทย ผมจะขอให้เมียผมและจะขอให้ลูกด้วยเลยวันนี้” ครั้งนี้พ่อปรีชายังตื้อต่อไป จนกระทั่งทางอำเภอได้ยื่นเอกสารให้ทั้งแม่ชมพู่และน้องหญิงนำไปเขียนรายละเอียดเพื่อร้องขอสัญชาติไทย

แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลและเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกลับแจ้งแม่ชมพู่และน้องหญิงว่าไม่สามารถยื่นขอสัญชาติไทยได้..!!!

ความหวังที่เลือนลางแทบจะดับลงในทันใด..

ไม่ง่ายเลยกว่าที่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างพ่อปรีชาจะสะสมเงินให้ได้สักก้อนเป็นค่าเดินทางกลับขึ้นไปเชียงรายทั้งครอบครัวเพื่อไปจัดการเรื่องราวต่างๆ  

“เวลาจะขึ้นไปเชียงรายทีหนึ่ง เราก็ต้องหอบกันไปทั้งหมดครับ ลูกผมยังเล็กไม่มีใครดูแล แล้วที่เสียทุกครั้งมันไม่เฉพาะค่ารถนะ ค่ากินอยู่ แล้วผมก็ต้องให้ทางผู้ใหญ่บ้านเขาบ้าง เขาบอกว่าเป็นค่าดำเนินการ ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร”

แต่คำตอบสุดท้ายที่ได้มาทำให้ครอบครัวปานาทีเกือบจะเลิกล้มความตั้งใจ

ปี 2550 ครอบครัวปานาทีย้ายที่อยู่อีกครั้งจาก อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มาอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าเล็กๆ ของโรงงานผลิดโลหะในย่านนิคมอุสาหกรรมอมตะนครซึ่งเป็นสถานที่ทำงานใหม่ของพ่อปรีชา

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ชีวิตของครอบครัวปานาทียังดำเนินไปตามปกติ

พ่อปรีชา.. ทำงานในโรงงานผลิตโลหะตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ และมักจะทำงานล่วงเวลาทุกวัน กว่าจะได้กลับบ้านก็เกือบ 2 ทุ่มเห็นจะได้

แม่ชมพู่.. ขายอาหารในโรงงานเดียวกันกับพ่อเพื่อช่วยหารายได้อีกทาง

น้องหญิง อรนลิน.. กลางวันเรียนหนังสือ ตกเย็นประมาณ 6 โมง ถึง 2 ทุ่ม จะไปทำงานพิเศษที่ร้านอินเตอร์เน็ตแถวๆ บ้าน เพื่อหาเงินมาช่วยที่บ้าน

ปลายปี 2552 ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังนั่งกินข้าวหน้าโทรทัศน์เช่นทุกวัน แต่รายการโทรทัศน์ที่ได้ดูในวันนั้นทำให้ครอบครัวปานาทีเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

“หนูเองก็เพิ่งกลับมาจากร้านอินเตอร์เน็ตพอดี รายการที่เราดูกำลังอยู่ในช่วงการพูดคุยกับแขกรับเชิญ คืออาจารย์แหวว แล้วอาจารย์แหววก็ได้ให้คำแนะนำกับคนที่ประสบปัญหาไร้สัญชาติ หนูฟังแล้วรู้สึกว่าเหมือนปัญหาที่หนูเจอเลย คืนนั้นในหัวของหนูมีแต่ชื่อของอาจารย์แหวววนเวียนไปมาตลอด หนูหารือกับพ่อว่าจะลองหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตดู”

น้องหญิงจึงได้เริ่มติดต่อเข้ามาทางอีเมลและทำให้เราต้องเดินทางมาพบเธอกับครอบครัวในวันนี้..

.......................................................

ภายหลังเมื่อเราเริ่มทำความรู้จักอรนลินและครอบครัว รวมทั้งทำความเข้าใจในเอกสารของพวกเขามากขึ้น จึงทำให้สามารถสรุปสถานะทางกฎหมายของอรนลินได้ว่า..

“อรนลินย่อมได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา 11 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535  ทั้งนี้เพราะพ่อของอรนลินเป็นคนสัญชาติไทย แม้จะมิใช่พ่อที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม  แต่การมีพ่อเป็นคนสัญชาติไทยทำให้อรนลินไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 7 ทวิ วรรค 1 จึงมีผลทำให้อรนลินกลับมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนเพราะเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย การปฏิรูปกฎหมายสัญชาติใน พ.ศ.2535 จึงทำให้อรนลินได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นมา อันทำให้ความไร้สัญชาติโดยข้อกฎหมายสิ้นสุดลง เหลือเพียงความไร้สัญชาติโดยข้อเท็จจริง เนื่องจากการเพิ่มชื่อของอรนลินในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยอันเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนราษฎรยังไม่เกิด[3]

เราจึงเริ่มแนะนำพ่อปรีชาย้ายชื่อของตัวเองและลูกที่มีสัญชาติไทยแล้วอีก 2 คน จากทะเบียนบ้านที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มาอยู่ที่ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โดยการแจ้งย้ายปลายทาง เพื่อสะดวกต่อการดำเนินการลงรายการสัญชาติไทยให้แก่อรนลินที่อำเภอพานทองโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปถึงเชียงรายอีก

เมื่อได้ทำการย้ายทะเบียนบ้านจาก อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มาที่ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เรียบร้อยแล้ว พ่อปรีชาและน้องหญิงไม่รอช้าที่จะไปติดต่อขอยื่นเรื่องลงรายการสัญชาติไทยตามที่เราได้ให้คำแนะนำไว้

“เพิ่งเคยเจอกรณีแบบนี้ ขอทำความเข้าใจข้อกฎหมายก่อนแล้วจะติดต่อกลับไป” ประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ที่ทางอำเภอบอกกับพ่อปรีชาและน้องหญิง

วางสายจากน้องหญิงซึ่งโทรมาบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอให้ฟัง.. เราถึงกับต้องมานั่งทบทวนเรื่องราวอยู่นาน..

จะว่าไปนี่ก็เกือบจะ 20 ปีแล้วที่พ่อสัญชาติไทยต่อสู้เพื่อให้ลูกสาวสามารถใช้สิทธิในสัญชาติไทยได้เช่นเดียวกับตน แต่ไม่ว่าจะ อำเภอเวียงป่าเป้า หรือ อำเภอพานทอง ก็ได้แต่พูดประโยคเดิมว่า รอไปก่อน

“หรือประชาชนที่เดือดร้อน เช่น อรนลิน จะต้องรอให้อำเภอค่อยๆ ทำความเข้าใจและเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบเสียก่อนหรือนี่..??”

.................................................

-- เก็บตกจากการติดตามความคืบหน้า --

(16 มกราคม 2554)

จากวันที่ปลัดคนก่อน บอกว่า "ขอทำความเข้าใจในข้อกฎหมายอันเกี่ยวข้องกับกรณีน้องหญิงก่อน" จนถึงวันนี้ ก็ปาเข้าไป 7 เดือน กับอีก 16 วัน แล้ว เรายังไม่พบความคืบหน้า

จนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 มกราคม 2554) ปลัดคนใหม่ย้ายเข้ามาแทนปลัดคนเก่า ก็ได้โทรมาหาน้องหญิงและพูดประโยคเดียวกัน

"พอดีเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ อย่างไรจะขอทำความเข้าใจเอกสารและข้อกฎหมายสัก 1 อาทิตย์ก่อน"

แต่ปลัดท่านนี้ยืนยันว่าจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดและมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือน้องหญิง แต่ท่านแจ้งว่าพอเรื่องมาถึงท่าน ท่านก็ไม่เห็นคำร้องที่น้องหญิงยื่นเพื่อขอลงรายการสัญชาติเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 แล้ว

โชคดีที่เราให้น้องหญิงเก็บสำเนาคำร้องเอาไว้..

อาทิตย์หน้าเราบอกให้น้องหญิงยอมหยุดเรียนสักหนึ่งวัน เอาไปยื่นให้ท่านอีกรอบด้วยตัวเอง

ถึงวันนั้นเราคงจะได้รู้กันถึงความจริงใจของท่านปลัดอำเภอพานทองคนใหม่..!!

แล้วจะมาเล่ารู้กันฟังอีกทีค่ะ..

 

 

 


[1] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิก (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งเป็นที่รวมตัวของบรรดาอาสาสมัคร นักศึกษาเพิ่งจบปริญญาตรี หรือนักศึกษาปริญญาโท ที่มีความสนใจศึกษางานด้านสถานะและสิทธิบุคคล และงานหนึ่งที่คณะทำงานฯ ได้ทำมาโดยตลอดจนเป็นปกติประเพณี คือ การให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่คนที่มีปัยหาสถานะบุคคลที่เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[3] ตัดตอนและเรียบเรียงมาจาก “กรณีศึกษานางสาวอรนลิน ปานาที: จากคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยจากบิดาตามข้อเท็จจริงสัญชาติไทย สู่คนสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 และคนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551” โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เริ่มเขียนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2552 เขียนเสร็จในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน "BKK Legal Clinic"



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

420644

เขียน

16 Jan 2011 @ 13:15
()

แก้ไข

23 May 2012 @ 16:53
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
อ่าน: คลิก