ครูของศิษย์ ครูเพื่อศิษย์

ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย เป็นประธานการสอบวิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มธ. สายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
      ประโยคนี้ "ครูของศิษย์ ครูเพื่อศิษย์" ไม่เคยทำให้ผู้เขียนอยากเขียนบันทึก แต่มีคุณครูท่านหนึ่ง ที่ทำให้ผู้เขียนเกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนบันทึกถึงคุณครูท่านนี้ เพื่อเป็นบันทึกแห่งความทรงจำที่เก็บร้อยความรู้สึกดี ๆ นี้ไว้ในบันทึกฉบับนี้เพื่อเอาไว้อ่านและระลึกถึงคุณครูเพื่อศิษย์คนนี้
      
       คุณครูท่านนี้คือ ศาสตราจารย์ คนึง ฦาไชย อายุประมาณ 87 ปี เป็นประธานการสอบ thesis ของผู้เขียนในปี 2553 ยอมรับว่า ครั้งแรกที่เห็น ขอเรียกว่า อาจารย์คนึงฯ ก็กลัวตามประสา เด็กผู้น้อย เนื่องจากอาจารย์คนึงฯ เป็นคนสูงตัวใหญ่ สง่า บุคลิกดีมาก นิ่ง ๆ เดินช้า ๆ เห็นแล้วกลัว โดยที่อาจารย์ยังไม่ทันเอ่ยวาจา
 
       ขณะที่สอบร่าง thesis อาจารย์ก็นั่งฟังผู้เขียนบรรยายไป ติดขัดตรงไหน อาจารย์ก็จะถามว่า อาจารย์เป็นห่วงนะว่าจุดนี้ หนูจะทำได้ไหมต้องพยายามนะจะได้ทำ thesis ได้ตรงกับโจทย์วิจัย คือ ตอน present งาน ยอมรับว่า ผู้เขียนยังตีโจทย์ของอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ตรงประเด็น ทำให้งานเขียนออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
 
       สุดท้ายเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตีโจทย์ของอาจารย์ไม่แตกสักที ก็เริ่มท้อและยิ่งจะหมดเวลาเขียนก็เริ่มทิ้ง เอาแต่นั่งท้อแท้กับชีวิตและเริ่มจะไม่เขียนงานต่อ จนวันหนึ่ง อาจารย์คนึงฯ โทร.มาหา และถามว่า วันทนา เขียน thesis ไปถึงไหนแล้ว ทันไหม แค่ได้ยินเสียงก็อึ้ง และประทับใจ จากที่นั่งถอดถอนใจก็หันมานั่งปั่นงานเขียนใหม่อีกครั้ง โดยรับปากกับอาจารย์คนึงฯ ว่า จะรีบเขียนงานส่งไปให้อาจารย์ดูใหม่อีกครั้ง
 
       วันนั้นถ้าไม่มีอาจารย์คนึงฯ ขอบอกว่า คงไม่มีวันนี้ เพราะผู้เขียนเริ่มทิ้งงานเขียน thesis แล้ว และเหมือนเป็นพลังและกำลังใจที่ทำให้ผู้เขียนลุกขึ้นมาสู้กับความเหนื่อยล้าอีกครั้ง ช่วงนั้นนอนวันละ 3 ชั่วโมง ไม่เคยอดนอนขนาดนี้ ยิ่งอาจารย์แหวว บอกว่า อาจารย์คนึงฯ เมตตาคุณมากนะ ขอให้เขียน thesis ออกมาให้ดี
 
        ไม่ว่าใคร ๆ โทร.มาหาผู้เขียนเพื่อให้กำลังใจ และสอบถามว่า ทำไมลางานหลายวันมาก ผู้เขียนก็จะบอกกลับไปว่า ขอลางานช่วงนี้ก่อนเพื่อเขียนงานออกมาให้ดี และจะเล่ากลับด้วยความภาคภูมิใจว่า อาจารย์คนึงฯ โทร.มาให้กำลังใจ เพราะฉะนั้นต้องไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง จนวันสุดท้ายที่เอาเอกสารไปให้อาจารย์คนึงฯ เซ็น อาจารย์จะคอยถามว่า ผมเซ็นครบไหม ก็ครบตามที่ผู้เขียนเข้าใจ แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของ มธ.บอกว่า ต้องเซ็นเพิ่มอีก ตอนหลังก็วิ่งอีกครั้ง แต่ก็จบลงด้วยดี
 
        โดยผู้เขียนได้รับปริญญาโท มธ. สมใจ เป็นปริญญาใบที่ 4 หลังจากที่ตัวเองจบปริญญาทางด้าน MBA มาแล้ว ก็มาต่อสายกฎหมายอีก ดังนั้น การจะจบกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อการทำงานในปัจจุบัน เมื่อพยายามแล้วทำไม่ได้ จึงจะตัดใจทิ้งปริญญาโทใบที่ 2 นี้ ช่วงนั้น จะมีน้อง มธ. อีกคนที่เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน คือ น้องนอต พวกเราจะคอยถามกันว่าเขียนถึงไหนแล้ว สู้นะ อีกนิดเดียว
 
          ช่วงนั้นหลานน้ำผึ้งต้องไปนอนเฝ้าผู้เขียนพร้อมน้องสาวและน้องเขย ที่หน้าบ้านอาจารย์แหววดึก ๆ ดื่น ๆ เพื่อรออาจารย์แหววตรวจงานให้ ซึ่งอาจารย์แหววก็เป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษา และเป็นกำลังใจเช่นกัน ต้องขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคนจริง ๆ
     
         เมื่อวาน (วันที่ 13 มกราคม 2554) เป็นวันเกิดอาจารย์คนึงฯ ผู้เขียนโทร. ไปขอแผนที่บ้านอาจารย์คนึงกับน้องไหม จากนั้นพอทำงานเสร็จช่วงเกือบ 4 โมงเย็น ผู้เขียนเดินจากกระทรวงการคลังไปตลาดราชวัตร โดยถือของขวัญที่ตัวเองเตรียมไว้ไปให้อาจารย์คนึง ก็เดินกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ และเอาแผนที่เดินสอบถามคนแถวนั้นไปด้วย ความจริงรถยนต์ตัวเองก็มี แต่ไม่ได้ขับไป เพราะไม่รู้ว่าบ้านอาจารย์อยู่ตรงไหน และแถวนั้นหาที่จอดรถยนต์ยาก จึงเดินไปดีกว่า
 
         กว่าจะหาบ้านอาจารย์คนึงเจอ ก็เริ่มกังวลว่า คงหาไม่เจอ สุดท้ายโชคดีที่อาจารย์เป็นที่รู้จักของเพื่อนบ้าน จึงหาไม่ยากเมื่อเดินเข้าไปในถิ่นของอาจารย์ กว่าจะเดินไป เดินกลับก็เป็นชั่วโมง ตอนที่ไปถึงบ้านอาจารย์ก็เดินจนลิ้นห้อยแล้ว หลายกิโลเมตรอยู่เหมือนกัน ประมาณเดินไปเกือบชั่วโมง เดินกลับอีกเกือบชั่วโมง
 
          ไปถึงบ้านอาจารย์ประมาณ 4 โมงกว่า อยู่เกือบ 5 โมงเย็นก็เดินกลับ เจอเพื่อนฝูงตามรายทาง แวะซื้อของกินแก้หิวที่ ทบ. สุดท้ายกว่าจะออกจากกระทรวงการคลังประมาณทุ่มกว่า นี่ยังไม่ได้ตัดสินใจขับกลับไปบ้านอาจารย์อีกครั้งนะ ยังตั้งทุ่มกว่าแล้ว ถ้าขับกลับไปอีกคงกลับถึงบ้านดึกแน่เลย
 
           แต่เมื่อวานประทับใจอาจารย์คนึงฯ ที่ลูบหัวแบบเอ็นดู ที่ผู้เขียนเดินทรหดจากกระทรวงการคลังไปหาอาจารย์ที่บ้าน กลัวนะ กลัวโจรชกกระเป๋าตังค์อยู่เหมือนกัน ตอนที่เดินบรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มองนะ คงคิดว่าผู้เขียนเป็นพนักงานขายของ เพราะเดินหิ้วของพะรุงพะรัง เมื่อวานบอกกับลูกสาวอาจารย์คนึงเหมือนกันว่า ของอาจไม่สวยงามเพราะเดินหิ้วของกลิ้งไปกลิ้งมา
 
           เฮ้อ! เงินก็มี รถก็มี แต่ก็ไม่ขึ้นรถอะไร ไม่ใช่ชอบเดินนะ แต่ขึ้นรถแท็กซี่ก็กลัว นั่งรถตุ๊ก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะบอกว่ายังไง สองขานี่ล่ะ ที่จะพาไปหาอาจารย์คนึงฯ
 
 
 ขอบคุณภาพจาก Archanwell - ไฟล์อัลบั้ม (หน้า 3)
 
 Large_kk2 
 
ประวัติ อาจารย์คนึง ฦาไชย
ดาวน์โหลด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กระถินริมรั้ว



ความเห็น (4)

น่ารักนะครับ อาจารย์ดีเป็นศรีแก่ศิษย์อิอิ

ขอบคุณค่ะ

ถ้าคุณโสภณฯ เห็นรอยยิ้มของอาจารย์คนึงฯ

จะประทับใจอาจารย์คนึงฯ เหมือนผู้เขียนแน่นอนค่ะ

เขียนเมื่อ 

"ครูเพื่อศิษย์" ตัวจริง เสียงจริง ;)

ขอแสดงความชื่นชมครับ

สวัสดีค่ะ คุณWasawat Deemarn

ขอบคุณแทนอาจารย์คนึงฯ ค่ะ