ยืนอยู่ด้วยกัน ถ้ามองคนละมุม บางทีก็ไปคนละทาง

สวัสดีปีใหม่ครับ . . .

เงาบนผนัง

ช่วงวันหยุดยาวข้ามปี ผมไม่ได้ไปเที่ยวตามแหล่งขึ้นชื่อที่ไหน แต่ได้เดินเตร่สะพายกล้องเป็นนักท่องเที่ยวซอกซอนไปตามซอกซอยในมหานครใหญ่ มหานครที่มีขนาดเมืองใหญ่เป็นอันดับต้นๆของเอเชีย

ไม่ต้องส่งรังสีความร้อนทางดวงตาอย่างนั้นหรอกครับ  

ยอมรับก็ได้ ! ผมเดินอยู่ในกรุงเทพฯ

ตามปกติผู้คนรถราจะแออัดหนาแน่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ในช่วงเทศกาลแบบนี้ก็เป็นไปตามปกติเหมือนกัน ที่ผู้คนจะแก่งแย่งแข่งกันหนีออกนอกเมือง เด็กเทพฯอย่างผมเลยสบโอกาสแปลงกายเป็นหนุ่มชาวญี่ปุ่น เดินเที่ยวไปในซอกมุมที่ยากจะได้พบเห็นในช่วงเวลาปกติ 

ตามตรอกซอยในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ ยังคงมีอาคารเก่าๆที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบคลาสสิคให้ได้ย้อนอารมณ์ ผนวกกับลมหนาวยังโชยพัดมา พาลให้คิดละเมอเลยเถิดไปว่า มาเดินอยู่บนถนนสายเล็กๆในปารีส  รู้ตัวอีกทีเมื่อคนข้างๆหันมามองเศษละอองขาวที่ร่วงกราวมาจากปอยผม

หิมะ ครับ หิมะ ไม่เคยเห็นหรือ ?

สถานที่ที่คุ้นเคย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป บางแห่งบางที่ไม่เคยคิดจะเยี่ยมชม แต่พอเปลี่ยนช่วงเวลากลับน่าค้นหา สนใจ  ชีวิตก็เช่นกัน !

“ลุง ! ซื้อดอกไม้ไหว้พระไหม ? “

ความรู้สึกเหมือนเครื่องยนต์สำลักน้ำมัน “พี่ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นเหรอ” ผมยังไม่ยอม

“โธ่ ! ลุง  อย่ามาแกล้งถามน่า จะซื้อดอกไม้ไหม ?”

ผมควักเงินให้ไปพร้อมกับรีบรับดอกไม้มา ยกขึ้นจรดหน้าผากพลางกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ  

“เด็กน้อยหนอ . . . น่าตบหนอ . . . “

ชีวิตก็แบบนี้แหละครับ  ไม่เพียงแค่ต้องจดจ่อกับตัวตน มันยังผสานอลวนกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

เวลา สถานที่และผู้คน เราไม่สามารถไปกำหนดกะเกณฑ์ให้อะไรและใคร เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้

เห็นอาคารบ้านเรือนที่คุ้นเคย นึกถึงสมัยเรียนจบออกมาทำงานใหม่ๆ ภาระยังไม่มี เงินเดือนเดือนแรกๆนี่ มีผลต่อเสื้อผ้าที่สวมใส่อย่างมาก อกมันเบ่งซะจนเสื้อคับ กางเกงก็รู้สึกกระเป๋าใหญ่จนจนน่าเกลียด

แต่แปลกแฮะ ! พอผ่านอาทิตย์แรกของเดือนก็หาย

วันหนึ่ง มีนัดดื่มกับเพื่อนที่เป็นลูกนายทหารใหญ่ ตามประสาหนุ่มๆ (ดื่มกาแฟน่ะครับ ถ้าจำไม่ผิด? )  เจ้าเพื่อนผมคนนี้ ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะสาขาวิชาที่เรียนมา พ่อแม่ก็เบื่อหน่ายที่จะเคี่ยวเข็ญ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดเตลิดไปว่า เพื่อนคงยังต้องขอเงินที่บ้านใช้แน่ๆ ด้วยการงานที่มั่นคงกว่าของเรา เราต้องแสดงบารมีให้เพื่อนได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวซักหน่อย ผมจึงเอามือตบลงที่หน้าอกที่มันดันเสื้อจนอึดอัดพลางเสนอตัวว่า ขอจ่ายเองรอบนี้ จากนั้นถามไถ่ต่อว่า “ไง ! ได้ทำมาหากินอะไรบ้าง ?” ก็ไม่ได้คิดจะข่มเขิมอะไรหรอกครับ เป็นห่วง !

เจ้าเพื่อนผมก็ตอบเรียบๆกลับมาว่า ก็เรื่อยๆ สบายๆ ไม่มีงานในสายวิชาที่จบ แต่ได้มาสอนกีต้าร์อาทิตย์ละ 4 ชั่วโมง แกะโน้ตให้หนังสือเพลงอีกนิดหน่อย ที่เหลือรับงานเล็กน้อยๆไปตามเรื่อง รายได้บวกลบแล้ว . . . ตายละหว่า ! มากกว่าผมเกือบเท่า    จะถอนคำพูดก็เสียเชิงชาย สมองจึงรีบสั่งการด่วน ให้ปากเอ่ยคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรีว่า “จะเอาอะไรอีกไหม จะต้องรีบกลับ”

“O.K.มึงกลับก่อนได้เลย”  มันบอก “แต่ก่อนกลับ สั่งสิงห์มาอีกสองขวด” (กาแฟตราสิงห์นะครับ ถ้าจำไม่ผิด)

ใช่ครับ อย่างงี้มันต้องเอาทางพระเข้าข่ม กำหนดลมหายใจอีกครั้ง “เพื่อนหนอ . . . น่าตบหนอ . . .

วันนั้นมันทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องหนึ่งว่า การงานนั้นไม่ได้ผูกติดอยู่กับพื้นที่ แต่สามารถผันแปรไปตามวิธีการ

คนเรามักจะเคยชินโลกในมุมเดิมๆ คือมองตรงมาจากความคิดตัวเอง จากนั้นก็แช่แข็งภาพนั้นไว้ แล้วสื่อสารและเรียกร้องให้ผู้คนรอบตัว มองภาพนั้นๆเหมือนกับเรา หรือคิดให้ผู้อื่นใช้ชีวิตในภาพที่เราวาดขึ้น โดยลืมคิดไปว่า เราไม่สามารถแช่แข็งมุมมองหรือชีวิตทั้งของเราและของใครได้ เพราะ ชีวิตไม่ควรอยู่ในตู้เย็น หรือถ้าเราแช่แข็งได้จริง

“เราก็คงไม่อยากอยู่นอกตู้เย็น ... คนเดียว”

กลับมาที่เจ้าเพื่อนผมคนนี้ การบริหารชีวิตของมันก็ไม่ใช่จะชิล ชิล ไปได้ตลอด หญิงสาวที่คบหาดูใจมาเกือบสิบปี เกิดไปติดใจภาพในตู้เย็นรุ่นครอบครัวที่เน้น ความมั่งคง เป็นหลักเป็นฐาน มีอนาคตที่ฝากฝังเชื่อใจได้ ว่าเหมาะกับหญิงสาวเช่นเธอ ดังนั้นชีวิตหนุ่มขี้หนาวจึงต้องกลับมาเปล่าเปลี่ยว ด้วยเหตุผลมาตรฐานว่า “เราเข้ากันไม่ได้”

เวลายังคงทำงานตามหน้าที่ของมัน เมื่อแรกรัก สายตาเรามักจะสั้นและบอดสี

เห็นแต่หน้าคนที่เรารัก และ โลกถูกฉาบไปด้วยสีชมพู

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดเปลี่ยนแปลง  มุมมองก็เปลี่ยนตาม

ภาพที่ตามอง เริ่มกว้างและไกลมากขึ้น

สีหวานๆเริ่มซีดลงด้วยลมแห้งและแสง U.V.

ผมเองเมื่อรับรู้เรื่องราวก็ยังหัวเราะชอบใจ เรียกว่ายังไม่ทันซื้อหวยก็รู้ว่าถูก

ใช่ครับ ! มันเข้าทางที่ผมนึกไว้อยู่แล้ว เจ้าเพื่อนผมคนนี้ มันเป็นคนซื่อตรงกับชีวิต ถึงแม้จะมีระฆังวิวาห์กวัก

แกว่งไหวๆอยู่ข้างหน้า แต่ถ้าทางที่เดินผ่านไม่ใช่เส้นทางที่เลือก มันยินยอมสละหัวใจเพื่อรักษาชีวิต

เรื่องแบบนี้ ไม่มีใครผิดใครถูก มันขึ้นกับมุมที่มองอยู่และมุมที่อยากมอง

ความมั่งคงและอิสรภาพ บางทีอาจจะอยู่สุดสายปลายทางของหนทางสายเดียวกัน

ยืนอยู่ด้วยกัน ถ้ามองคนละมุม บางทีก็ไปคนละทาง

และเพื่อรักษาความเป็นวิญญูชน ที่ถือว่า แก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย เย็นนั้นผมจึงโทรหาเพื่อนเพื่อนัดดื่มฉลอง เอ้ย !

ปลอบใจทันที  เมื่อพบหน้า ผมก็แสดงทีท่าเห็นใจและเข้าใจในเหตุผลที่มันยอมสละหัวใจเพื่อรักษาชีวิต

“ไม่เป็นไร ! กูแค่ปิดหัวใจไปแค่ห้องเดียวเท่านั้นแหละ “

อูย ! ผมได้แต่ตาร้อนผ่าวๆด้วยความสงสาร

ขากลับ เดินผ่านสนามหลวงซึ่งรอบรั้วปิดซ่อมแซมอยู่ ด้วยความเป็นคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ จึงอยากรู้ว่า

 เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาของสนามหลวงจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลองก้มลงเอาตาแนบรูเล็กๆที่รั้วสังกะสี

ด้วยความมืด จึงไม่เห็นอะไร แต่ได้ยินเสียงห้าวๆทุ้มๆจากต้นมะขามใกล้ๆว่า

พี่ขา . . . ถ้าสนใจมุมแปลกๆ เชิญมาทางนี้ซิค่ะ .....บรื้อ !!!!!