ร่วมพิธีถวายสักการะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วันที่  ๔  มกราคม  ๒๕๕๔

โดยมีนายวิทยา  ผิวผ่อง 

ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประธาน

 

อาจารย์วิมลมาศ   ทิพย์ประเสริฐสิน

และอาจารย์ฐิฎา  ทองเจริญ  วางพานพุ่มดอกไม้สด

หน้าอนุสรณ์สถานพระเจ้าตากสินมหาราช

 ความเป็นมา

อนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ประวัติความเป็นมาวัดพรานนก  และอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสิน

     วัดพรานนกตั้งอยู่เลขที่  166  บ้านพรานนก  ตำบลโพสาวหาญ  อำเภออุทัย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่  6  ไร่  3  งาน  40  ตารางวา   โฉนดเลขที่  8806  อาณาเขตทิศเหนือยาว  132  เมตร  ติดต่อกับลำรางสาธารณะ  ทิศตะวันตกยาว  60  เมตร  ติดต่อกับที่ดินเลขที่  53  และทางสาธารณะวัดพรานนกมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์  เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวบ้าน  และบุคคลทั่วไปในนามว่า“หลวงพ่อแดง” แกะสลักจากหินทรายแดงปางมารวิชัยพระเพลากว้าง  29  นิ้ว  สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นองค์เดียวที่รอดพ้นจากการถูกทำลายของข้าศึก

     วัดพรานนกสร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ประมาณ  พ.ศ. 2300  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย 

ต่อมาได้กลายสภาพเป็นวัดร้างเพราะเป็นทางผ่าน  และพักทัพของพระยาวชิรปราการ  (พระเจ้าตากสิน)  พร้อมสมัครพรรคพวกประมาณ  500  คน  ได้ตีฝ่าวงล้อมของพม่าข้าศึกออกมาจากพระนครศรีอยุธยา ทางค่ายวัดพิชัยแล้วมาตั้งพรรคพลเพื่อหาเสบียงอาหาร  ที่บ้านพรานนก  รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ขึ้น  5  ค่ำ    เดือนยี่  จุลศักราช  1128  ตรงกับวันที่  4  มกราคม  พุทธศักราช  2309  กองทหารพม่าประกอบด้วยพลม้า  30 ม้า พลเดินเท้าประมาณ  200  คน  ยกพลผ่านมาพบทหารไทยที่ออกไปหาเสบียงอาหาร  จึงเข้าไล่ต้อนจับคนไทย พระเจ้าตากสินเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น  จึงตัดสินใจโดยฉับพลัน   กระโดดขึ้นม้าพร้อมด้วยทหารคู่ใจอีก  4  ม้าขับม้าทะยานเข้าต่อสู้กับทหารพม่าข้าศึก 30  ม้า  พระเจ้าตากสินใช้ความห้าวหาญเข้ากระทำการรบบนหลังม้าด้วยความรวดเร็วรุนแรงยังผลให้ทหารพม่าถูกฆ่าตาย  และแตกพ่ายกระจัดกระจายไปสิ้น  นับเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาด  จากนั้นคนไทยที่รู้จักแต่คำว่า  “แพ้”  มาตลอดก็เริ่มฮึกเหิมรวมกำลังกันต่อสู้กับพม่าด้วยความเชื่อมั่นไม่เกรงกลัว  จึงถือได้ว่าแสงสว่างแห่งเอกราชได้เรืองรองขึ้นแล้ว  ณ  เวลานั้น  และเมื่อพระเจ้าตากสินได้กู้เอกราชคืนจากพม่าแล้วไม่สามารถบูรณะกรุงศรีอยุธยาให้กลับมาเหมือนเดิมได้  เพราะถูกทำลายจนเสีย-หายมาก  จึงได้ตั้งเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่ธนบุรี  และสถาปนาเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี  และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่บ้านพรานนกพระองค์จึงทรงให้ชาวบ้านพรานนกที่ตามไปช่วยกู้ชาติอยู่ที่กรุงธนบุรี  และให้ชื่อบ้านพรานนกจนถึงทุกวันนี้

        หมู่บ้าน  และวัดพรานนก  ได้ร้างตั้งแต่พระเจ้าตากสินมหาราช  ได้เดินทัพจากไปตีเมืองจันทบุรี  เพราะถูกทหารพม่าตามมาทำลายจนหมดสิ้น  และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ให้เป็นวัดมีพระสงฆ์อีกครั้ง  ในปี  พ.ศ. 2472  ชาวบ้านได้เรียกว่า  “วัดโพนทอง”  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพรานนก” ตามตำนานที่กล่าวมา  พรานทองคำ  ซึ่งเป็นพรานล่านกสมัยนั้น  ได้จัดหาเสบียงให้พระยาวชิรปราการ  เมื่อครั้งมาพักทัพยังบ้านพรานนกก่อนจะไปตีเมืองจันทบุรี

     เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษนักรบไทยอันเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไปเหล่าทหารม้าโดย  พลตรียุทธพันธ์  มกรามณี  ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าจึงได้ร่วมกับพระสงฆ์  ประชาชน  ชาวบ้านพรานนก  ตำบลโพสาวหาญ  อำเภออุทัย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  พร้อมใจกันสร้าง  อนุสรณ์สถานขึ้น  และได้อันเชิญ  พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับบนหลังม้าศึกพร้อมด้วยทหารเอกคู่พระทัย 4 ท่านคือ  หลวงพิชัยอาสา  หลวงพรหมเสนา  ขุนอภัยภักดี  และหมื่นราชเสน่หายืนรายล้อมอยู่ประดิษฐานบนเนินดินภายในเก๋งจีน  หกเหลี่ยมกว้าง - ยาว  8  เมตร ณ  วัดพรานนก ตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่  4  มกราคม  2534  และเมื่อวันที่  4  มกราคมของทุกปี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ข้าราชการ  พ่อค้า  ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสระบุรี  จะมาทำพิธีบวงสรวง  และวางพานพุ่มถวายสักการะตลอดมา