สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Fishy diet comes with lower risk of stroke' = "อาหารหนักปลาลดเสี่ยงสโตรค (stroke = สโตรค / กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต), ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ [ Reuters ]
.
การศึกษาจากสวีเดนพบว่า คนที่ชอบกินปลา (fish-lovers) หรือกินมากกว่า 3 หน่วยบริโภคหรือเสิร์ฟ (1 เสิร์ฟ/หน่วยบริโภค หรือ serving ของเนื้อ = 80 กรัม = 0.8 ขีด) ลดเสี่ยงสโตรค (stroke) 16% เมื่อเทียบกับคนที่กินปลาน้อยกว่า 1 เสิร์ฟ/สัปดาห์
.
ปลาที่ดีกับสุขภาพสมองได้แก่ ปลาที่มีน้ำมันปลาชนิดโอเมกา-3 สูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ทูนา ฯลฯ (พบบ่อยในปลากระป๋อง)
.
อ.ดร.ซูซานนา ลาร์สซัน หัวหน้าคณะนักวิจัย จากสถาบันคาโรลินสกา สตอกโฮล์ม สวีเดนกล่าวว่าน้ำมันดีๆ จากปลาช่วยลดเสี่ยงสโตรค โดยการลดความดันเลือด และไขมันในเลือด (ไตรกลีเซอไรด์)
.
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า คนวัยกลางคนและสูงอายุที่กินปลาทุกวัน ลดเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และสโตรค
.
การศึกษาใหม่ทำในกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง อายุ 49-83 ปี 34,670 คน ติดตามไป 10 ปีพบว่า สโตรค 78% (ประมาณ 4/5) เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน ส่วนน้อย (ประมาณ 1/5) เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก
.
การศึกษานี้พบว่า คนที่กินเกลือมากเพิ่มเสี่ยงสโตรค
.
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงปลาทะเลที่มีการสะสมของสารพิษ หรือสารปนเปื้อน (pollutants) สูง เช่น ปลาฉลาม หูฉลาม ปลาฉนาก ฯลฯ
.
อ.ลาร์สซันแนะนำว่า ปลาทะเลยังมีดีอย่างอื่นอีก เช่น วิตามิน D สูง ฯลฯ
.
ปลาที่ดีกับสุขภาพสมองจริงๆ ควรเป็นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากการทอดจะทำให้โอเมกา-3 ในเนื้อปลาซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดซึมเข้าไปในเนื้อปลา
.
ปลาที่ดีไม่ควรเป็นปลาเค็ม เนื่องจากปลาเค็มมีเกลือโซเดียมสูง เพิ่มเสี่ยงความดันเลือดสูง และสโตรค (จากเกลือ)
.
การกินปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอดพร้อมกับผัก หรือผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ชมพู่ แอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้ม ส้มโอ ฯลฯ จะทำให้โอเมกา-3 ถูกทำลายจากออกซิเจนในร่างกายน้อยลง (โอเมกา-3 ไม่ทนความร้อนสูง และไม่ทนออกซิเจน)
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ที่ มา
-
Thank [ Reuters ] & [ Reuters Linkage] > Am J Clinical Nutrition.
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 5 มกราคม 2554.
-
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>