จะดูให้เป็นหนังตลกก็ได้ หนังชีวิตก็ได้ หนังอาร์ตก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นความรู้ประสบการณ์ในแต่ละบริบทของคนดู

 

หนังเรื่องนี้ เข้าฉายในโรงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เฉพาะ เครือ APEX และ SF World Cenimaตาม Rate และประเภทเค้าจัดไว้ว่าเป็นหนัง Rate “R” (สำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป) ประเภท Drama/Comedy เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่ประสบมรสุมรุมเร้าชีวิต (อ่านเรื่องย่อทั้งหมดได้ที่ http://www.siamzone.com/movie/m/5698/synopsis ) จากความรู้สึกที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมมองว่าหนังเรื่องนี้สามารถตีความได้หลายอย่าง จะดูให้เป็นหนังตลกก็ได้ หนังชีวิตก็ได้ หนังอาร์ตที่ต้องปีนบันไดดูก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นความรู้ประสบการณ์ในแต่ละบริบทของคนดูครับ ในบันทึกนี้ผมขอตีความหนังเรื่องนี้ตามความคิดของผม ซึ่งผมจะมองไปในเรื่องของ ปรัชญาชีวิต สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การแก้ปัญหาและตัดสินใจ และยังมีเรื่องของจิตวิทยาการสอนสำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วย 

 

ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Aseriousman.jpg

 

หนังเปิดตัวด้วยเรื่องราวของชาวยิว 2 ผัวเมีย ในหมู่บ้านเล็กๆเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ใช้เวลาไปประมาณ 7 นาที ซึ่งเนื้อหาไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักเลย แต่ผู้กำกับอาจจะตั้งใจให้ผู้ชมได้ปูพื้นฐานสร้างความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นยิวก็ได้ ในมุมมองของผมกลับมองตีความในเนื้อหาภายใน 7 นาทีนี้ไปในเรื่องของการพิพากษาทางความคิด ของตัวละครที่ตัดสินด้วยข้อมูลและความคิดของตนเองที่ปักใจเชื่อไว้แล้วตามความรู้สึกของตัวเอง หนังอาจสื่อให้คนดูครุ่นคิดต่อไปว่าเราควรจะเชื่อและทำอย่างไรต่อไปดี เพราะในส่วนนี้ในอารมณ์มีเหตุผล และในเหตุผลก็มีอารมณ์ผสมปนเปกันไป ผมในฐานะผู้ชายก็แอบเชียร์ผู้ชายในเรื่องเหมือนกันที่ค่อนข้างหนักไปในทางเหตุผลที่มีอารมณ์ความกังวล ความสงสาร เพื่อนมนุษย์เป็นฐานคิดอยู่ อย่างไรก็ตามสำหรับการจัดการกับเรื่องนี้ ถ้ามองในมุมมองของชาวพุทธก็น่าจะมีการจัดการด้วยพุทธวิธีดังนี้ คือ การใช้หลักกาลามสูตรที่อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ทั้ง 10 ประการ ต่อด้วยการคิดแบบโยนิโสมนสิการ ที่คิดชอบ คิดถูก คิดเป็นลำดับขั้นตอน คิดมีเหตุผล และคิดเป็นกุศล

 

ภาพจาก http://www.facebook.com/ASeriousMan#!/album.php?aid=108731&id=62761686932

 

ฉากที่เปิดตัวเรื่องจริงๆ เป็นฉากห้องเรียนที่มีบรรยากาศการสอนที่น่าเบื่อ ซึ่งในฉากนี้ผมคิดว่าท่านที่มีอาชีพเป็นครูและเป็นครูมืออาชีพคงจะอึดอัดกับการสอนของครูคนนี้เป็นอย่างมาก จากความรู้สึกผม ผมคิดว่าเขาไม่ได้สอนอะไรหรือทำอะไรที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เลย เพราะเขาเพียงแต่อ่านให้ฟังและหันหน้าเขียนกระดานโดยไม่สนใจว่าผู้เรียนจะเข้าใจหรือสนใจหรือไม่ ยิ่งเรื่องที่สอนเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออยู่แล้วยิ่งทำให้ผู้เรียนเบื่อเข้าไปใหญ่ กรณีนี้ ผู้สอนต้องหามุกมาเล่นกันผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกันการเรียนรู้ครั้งนี้ การสื่อสารต้องสื่อสารทั้งสองทางให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น ผู้สอนคอยถามคำถาม Feedback ด้วยคำถามปลายเปิด และอย่าครอบงำความคิด พยายามให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละเนื้อหาที่ได้วางไว้ ต่อด้วยฉากที่เสียดสีและตอกหน้าความคิดของผู้สอนและอาจารย์ฝ่ายปกครองคือฉากที่ครูไม่รับฟังความเสียงของเด็ก ไม่ยอมแม้กระทั่งให้เด็กได้พูด จุดนี้ทำให้เด็กไม่มีทางออก ครูก็ไม่รู้ปัญหาของเด็ก คิดว่าเด็กเลว พิพากษาความคิด เอากรอบของตัวเองเป็นหลัก วิธีการนี้ผู้ใหญ่คิดว่าอาจจะได้ผลในแง่ของการสอนเรื่องระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรมบ้าง แต่ผมเชื่อว่าระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรม ไม่ได้เกิดจากการสอนสั่งบังคับ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดจากความรู้สึกชอบและเต็มใจทำ ครูต้องหามุกให้เด็กเกิดความชอบและเต็มใจทำให้ได้ ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง มากกว่าการบังคับ 

 

ภาพจาก http://www.facebook.com/ASeriousMan#!/album.php?aid=108731&id=62761686932

 

ฉากที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่ตัวเอกของเรื่องเจรจากับนักศึกษาเรื่องคะแนน จะเห็นว่าเขามีความเป็นครูที่มีคุณธรรมจริยธรรมสูงพอสมควร เข้าใจระบบการศึกษาที่มองแบบองค์รวมเชื่อมโยงความรู้ การที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ นั้นต้องสามารถเชื่อมโยงเหนี่ยวนำความรู้จากองค์ความรู้อื่นๆแล้วนำมาปฏิบัติใช้งานจริงให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ การเรียนการสอน การเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อสอบเอาคะแนนในแต่ละวิชาเพื่อให้ผ่านแล้วก็จบกัน จากตัวอย่างลูกศิษย์หลายคนที่ผมได้มีโอกาสสอนพบว่าตอนอบรมให้ห้องเรียนทำคะแนนได้ดีมาก แต่พอไปทำงานจริงกลับไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้แต่ละส่วนมาบูรณาการเพื่อทำให้งานสัมฤทธิ์ผลได้ ดังนั้นหลังจากที่มีการอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการฝึกงานในสถานที่จริงให้สัมผัสกับสถานการณ์เหตุการณ์บรรยากาศจริงๆ ด้วย เพราะความรู้ที่อบรมมาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัตินั้น เป็นเพียงแค่แนวทางเบื้องต้นในการทำงานเท่านั้น ในชีวิตการทำงานจริงอาจมีบริบทที่แตกต่างกันไป จึงต้องอาศัยการเรียนรู้จากรุ่นพี่ในส่วนที่เป็น Tacit Knowledge ที่หน่วยงานด้านฝึกอบรมไม่สามารถทำได้ จากนั้นจึงนำมาวัดและประเมินผลกันต่อไปด้วยการสังเกตพฤติกรรมการสัมภาษณ์ และติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ภาพจาก http://movie.sanook.com/story_picture/show/movie/16685/2-7/6

 

ฉากอื่นๆ ของหนังก็จะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ให้ผู้ชมครุ่นคิดหลายเรื่อง เปรียบเทียบกับตัวเองว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร ทั้งเรื่อง งาน ครอบครัว สังคม ในเรื่องนี้ผมคิดว่าเขาใช้เวลากับงาน ครอบครัว และสังคมไม่ถูกที่ถูกเวลา สลับสับสนปนเปกันไปหมด เวลาที่จะให้ครอบครัว กลับไปทำงาน เวลาที่จะทำงานกลับต้องมีเรื่องยุ่งยากใจกับครอบครัว ทำให้ไม่มีสติ สมาธิในการดำเนินชีวิต ในหนังพูดถึงเรื่องสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจก็คือเรื่องของศาสนาด้วย ซึ่งหนังก็มีเจตนาดีในการนำเสนอ และพยามบอกผู้ชมว่าการเข้าถึงศาสนาที่แท้จริงนั้น จะทำให้เรามีกำลังสติปัญญาสมาธิในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ในเนื้อเรื่อง ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมคิดว่าตัวละครในเรื่องเขายังเข้าไม่ถึงแก่นของศาสนาอย่างแท้จริง เพราะยังยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างอยู่ ยิ่งแก้ยิ่งแย่ เหมือนกับแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง ก็ไปพบปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าผู้สร้างพยายามจะสอนในเรื่องการปล่อยวางเพื่อให้จิตว่าง จะได้มีสติ สมาธิในการแก้ปัญหาต่อไป จากตัวอย่างเรื่องปริศนาที่นักบวชยิวยกตัวอย่างเรื่องของหมอฟันชาวยิวไปพบตัวอักขระในฟันของคนนอกศาสนา แล้วเกิดความกังวลใจว่าพระเจ้าจะให้ทำอะไรกันแน่ แต่ผลสุดท้ายหมอฟันคนนี้ก็ปล่อยวางเรื่องดังกล่าวได้ และความทุกข์ความกังวลใจก็หมดไป ในมุมมองของชาวพุทธ ผมคิดว่าถ้านำเรื่องการปล่อยวางตามหลักศาสนาเข้ามาจับ ในเรื่อง ของความไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป และทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น ก็คงจะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่นักบวชชาวยิวคนนั้นได้สอนไว้เช่นเดียวกัน

 

ภาพจาก http://movie.sanook.com/story_picture/show/movie/16685/2-7/7

 

ความจริงหนังเรื่องนี้มีฉากสำคัญๆ อยู่หลายตอน แต่ละตอนก็ชวนให้ครุ่นคิดและตีความไปในเรื่องต่างๆ ได้มากมาย ยิ่งดูแล้วนำไปครุ่นคิด ขบคิด ตีความ หรือ Discuss ถกเถียงกัน ก็ยิ่งจะได้อรรถรสมากขึ้น นอกจากนี้ผมคิดว่าหนังเรื่องสามารถนำไปใช้สำหรับการอบรมในเนื้อหาด้าน Soft Skill ได้อย่างมากมาย เช่น เรื่องการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ การคิดเป็นระบบ ภาวะผู้นำ การจัดการบริหาร จิตวิทยาการสอน จิตวิทยาการเรียนรู้ โดยการให้ผู้เข้าอบรมได้ดูในแต่ละฉากทีละฉากแล้วแสดงความคิดเห็นตามกรอบวัตถุประสงค์ที่เราวางไว้ ว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร เพราะอะไร หรืออาจจะมีการตั้งวงคุยกันแบบ AAR หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบในแต่ละฉากก็ได้