ปลูกพืช หว่านผล

โอ้เตอะหมึ่ย
เกิดอยู่ รู้คุณป่า
เลี้ยงชีพมาแต่กาลเก่า
ปกาเกอะญอชื่อของเรา
ผู้แนบเนาเขาพงไพร
มกรามาถึงแล้ว
จับมีดแผ้วถางทำไร่
ไม้ใหญ่เหลือตอไว้
วันหน้าได้ให้ร่มเงา
จักจั่น ร้องหน้าร้อน
ตากไร่ก่อนรอการเผา
จนไม้แห้ง มาเถอะเรา
จุดไฟเผาเตรียมไร่นา
ฝนแรกหล่นโปรยปราย
เราหญิงชายไม่รอช้า
พี่ขุดหลุมให้น้องยา
หว่านข้าวไร่ลงดินเรา
เหนื่อยหนักก็พักก่อน
รอแดดร้อนผ่อนบรรเทา
เคี้ยวหมากมองไร่ข้าว
ใจก็ชื่นปริ่มปรีดา
แล้วเสร็จปลูกข้าวไร่
พวกเราไม่อยู่เฉื่อยชา
ฟักแฟงแลแตงกวา
ลงดินปลูกพร้อมเผือกมัน
ปลูกเดือยแลฝ้ายขาว
ให้สาวเจ้าไว้ทอปั่น
มองไปไร่เรานั้น
หลากพืชพันธุ์ดูงามตา
ลงแขกร่วมเกี่ยวข้าว
เมื่อลมหนาวพัดโบกมา
พี่น้องเราพร้อมหน้า
กินข้าวใหม่ ได้พบพาน
ข้าวใหม่หุงอ่อนนิ่ม
ปันกันชิมกับคาวหวาน
ปู่ย่าอธิษฐาน
ให้เราอยู่ดีกินดี
หมายเหตุจากบรรณาธิการ
วิธีการทำไร่ที่กล่าวถึงในบทกวีนี้ คือการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบดั่งเดิมของชาวปกาเกอะญอ อันแสดงให้เห็นภูมิปัญญาในการเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมแล้วกลับมาเป็นพื้นที่ป่าได้อีก
การเกษตรแบบหมุนเวียนจะเริ่มจากการเตรียมพื้นที่ด้วยการ ตัดไม้ ริดกิ่งไม้ ตามสมควร โดยจะตัดไม้ใหญ่ให้เหลือตอสูงท่วมหัวเพื่อให้ต้นไม้ผลิใบได้อีกครั้ง จากนั้นเกษตรกรจะจุดเผาไฟกิ่งไม้ ต้นหญ้าเฉพาะบริเวณที่หักร้าง การเผานี้นอกจากจะเป็นการเตรียมพื้นที่ว่างในการเพาะปลูก ยังได้ขี้เถ้าซึ่งจะเป็นธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเตรียมดินแล้วเสร็จ เกษตรกรจะเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์พืชหลากชนิดเพื่อให้ได้พืชหลากหลายเพียงพอกับการดำรงชีวิต หลังจากเก็บเกี่ยวไร่ที่ถูกทิ้งไว้จะมีพืชหลายชนิดเติบโตและกลายสภาพเป็นป่าไปในที่สุด