รัฐบาลเอาใจคนแก่เพิ่มสิทธิ คนอายุเกิน 60 ปี สามารถเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเงินออมแห่งชาติได้ จากเดิมจำกัดอายุไม่เกิน 60 ปี แต่ภาครัฐสมทบให้ไม่เกิน 10 ปี นายกฯ ถก "กรณ์" เตรียมความพร้อมก่อนแถลงแผนปฏิรูปประเทศ 9 ม.ค.นี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการเสนอร่าง พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ (กอช.) ว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณาเพิ่มสิทธิให้กับประชาชนที่จะเข้าเป็นสมาชิก กอช. ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)พิจารณาแล้วเห็นว่าจะไม่สร้างภาระให้กับงบประมาณมากนัก คือ ในบทเฉพาะกาล จะเพิ่มประชาชนในวัยเกษียณที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนนี้ ก็สามารถทำได้ โดยผู้สูงอายุที่เกิน 60 ปี ซึ่งครอบคลุมผู้สูงอายุ 4.4 ล้านคน สามารถสมทบเงินได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด และรัฐบาลจะสมทบให้ไม่เกิน 10 ปี "เดิมร่าง กอช.น่าจะเสร็จในชั้นกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ แต่เราได้เพิ่มเข้าไปอีก 3 มาตรการ เพื่อให้ประชาชนที่ขาดโอกาสได้มีส่วนร่วม เพราะเดิมจำกำหนดอายุสมาชิกกองทุนที่มีอายุไม่เกิน 60 ปี แต่ยังสมาชิกที่อายุเกิน 60 ปีที่ยังทำงานต่อเนื่องและหากเพิ่มเข้ามาก็จะเป็นเงินสมทบเพิ่มขึ้นประมาณ 1 พันล้านบาทเท่านั้น จากประมาณการเดิมจะใช้งบประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาทในจำนวนแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน" นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ร่าง กอช.จะมีการพิจารณาในขั้นสุดท้ายในวันที่ 12 ม.ค. หลังจากนั้น จะประสานงานกับวิปรัฐบาล ในการนำร่าง พ.ร.บ. กอช.บรรจุในวาระต้น ๆ เพื่อให้สามารถบังคับใช้ในสมัยการประชุมนี้ ที่จะเปิดการประชุมสภาในวันที่ 21 ม.ค. ส่วนร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามตารางเวลาน่าจะผ่านชั้นการ พิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในสิ้นปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จ แต่ก็ใกล้เสร็จแล้ว และน่าจะสามารถบรรจุวาระแรก ๆ ได้โดยเร็วเช่นกัน
วานนี้ (5 ม.ค.) นายกรณ์ ยังได้หารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง เพื่อทบทวนแผนยุทธศาสตร์การคลัง 5 ปี และเร่งให้ทุกหน่วยงานกำหนดเป้าหมายแผนปฏิบัติมาให้ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ที่ประเทศต้องการใน 5 ปีข้างหน้า คือ การสร้างความมั่นคงทางการคลัง สร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างศักยภาพความสามารถในการแข่งขันและความโปร่งใสในการดำเนินการภายในของภาครัฐเอง เพราะหากสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการจะเห็น ซึ่งในรายละเอียดของแผนงานต่าง ๆ จะเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ "ภายในสิ้นเดือนนี้เราจะเสนอให้เห็นถึงสมมติฐานว่า ความต้องการของประเทศชาติและเศรษฐกิจเป็นอย่างไรใน 5 ปีข้างหน้า ในแต่ละหน่วยงานมีมาตรการอะไร ใครรับผิดชอบ ตารางเวลาที่จะให้ลุล่วง รวมถึงดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งจะถือว่าเป็นครั้งแรกที่จะมีแผนที่ชัดเจน ยั่งยืน และปีหน้า เป็นปีเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ในส่วนของคลังเองเชื่อว่า เป็นแผนที่เหมาะสมตามสมมติฐาน ที่ฝ่ายราชการเองสามารถรับไปดำเนินการได้ต่อเนื่องได้" นายกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ มาตรการที่กระทรวงการคลังจะประกาศออกมานั้นจะครอบคลุมทั้งหมด ได้แก่ การบริหารรายได้ บริหารรายจ่าย และบริหารสินทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงบทบาทของคลังในการขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขกฎหมายร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) การพัฒนาระบบขนส่ง ระบบน้ำ ซึ่งถือว่าทั้งหมดจะเป็นภารกิจที่สำคัญ นอกเหนือจากความมั่นคงด้านการคลัง ซึ่งถือเป็นภารกิจหลัก จะเห็นจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้สร้างภาระให้กับความมั่นคงทางภาคการคลังได้
สำหรับมาตรการที่จะเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลภายใน 5 ปี นายกรณ์ กล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนนี้จะเตรียมแผนทั้งหมดให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการจัดเก็บรายได้ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี แต่จะไม่ประกาศเพราะถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะประกาศและชัดเจนเมื่อตัดสินใจ แต่ที่ทำคือสร้างความพร้อมในการตัดสินใจในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้อยู่ในกรอบงบประมาณสมดุลใน 5 ปี โดยวันนี้ (6 ม.ค.) จะมีการประชุมร่วมของ 4 หน่วยงาน คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือถึงกรอบการจัดทำงบประมาณปี 2555
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังหารือกับนายกรณ์ วานนี้ ว่า เป็นการเตรียมการซักซ้อมในประเด็นที่จะมีการแถลงรายละเอียดของแผนปฏิรูปประเทศไทยในวันที่ 9 ม.ค.นี้ และจะมีการนำเสนอประเด็นในเรื่องแผนเร่งด่วน 9 เรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 ม.ค.นี้ "เป็นการเตรียมที่จะมีการแถลงในวันที่ 9 ม.ค. ก่อนที่จะเสนอ ครม.ในวันที่ 11 ม.ค.ในประเด็นแผนเร่งด่วนในเรื่องการปฏิรูปมีทั้งหมด 9 เรื่อง" นายกฯ กล่าว
กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ คม ชัด ลึก ข่าวสด ไทยโพสต์ ไทยรัฐ
ประจำวันที่ 6 มกราคม 2554