ขอขอบพระคุณโอกาสดีๆ จากคุณหมอปัทมาและ อ.สุชาดา ที่ให้ ดร. ป๊อป ได้แลกเปลี่ยนเรียนเรื่อง Recovery Model ในการวิจัยพัฒนาศูนย์แห่งความเลิศในระบบการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเภทยุ่งยากซับซ้อนกับทีมสหวิชาชีพสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
ประเด็นที่น่าสนใจในการต่อยอดความรู้เรื่อง Recovery Model เพื่อการพัฒนาระบบกลุ่มบำบัดแบบพลวัติ (Group Dynamics) โดยสหวิชาชีพสุขภาพจิตสังคมที่กำลังให้บริการคนไทยที่เป็นโรคจิตเภทยุ่งยากซับซ้อน ได้แก่
- มีสหวิชาชีพแยกทำกลุ่มกิจกรรมตามตารางเวลาที่ชัดเจน แต่ยังไม่มีการประเมินและปรับกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัติ (Group Dynamics)
- เนื้อหาที่ใช้ในการทำกลุ่มกิจกรรมของสหวิชาชีพมีความน่าสนใจ แต่ไม่มีการวัดประสิทธิผลของกลุ่มกิจกรรมต่อคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์ทางสุขภาพจิตของผู้รับบริการรายบุคคลอย่างต่อเนื่องจากสถาบันฯ จนถึงชีวิตจริง
- มีการประเมินความก้าวหน้าของการจัดกลุ่มกิจกรรมแบบ Subjective มากเกินไป และนิยมจัดกลุ่มแบบ Mass (> 5 คนต่อผู้บำบัด 1 คน) & เน้นคู่ขนานสลับกับผลงาน ยังไม่มีกระบวนการปรับเป็นกลุ่มช่วยกันคิดช่วยกันทำ กลุ่มอารมณ์ร่วมใจ และกลุ่มวุฒิภาวะ
- ทีมสหวิชาชีพควรฟื้นพลังชีวิตในตัวตนเพื่อเปิดโลกทัศน์และปรับเวลาการทำงานให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง บทบาทและแนวทางนักวิชาชีพต่างๆ ที่สามารถบำบัดฟื้นฟูพลังชีวิตพื้นฐานตามรูปแบบ Recovery Model (Oriented Services of Recovery Model) เพื่อตอบโจทย์ ความถี่ต่อสัปดาห์เท่าไร กี่สัปดาห์จนผู้รับบริการควรดูแลตนเองได้ ควรมีการบันทึกการกินยาอย่างไร ถ้าประเมินแล้วผู้รับบริการกินยาเองไม่ได้ มีแนวทางจัดกิจกรรมอย่างไร มีแนวทางการบันทึกความดีของผู้รับบริการในชีวิตจริงด้วยตนเองอย่างไร มีการบันทึกว่าจะพบแพทย์แล้วกลับบ้านได้จริงอย่างไร มีกิจกรรมที่เพิ่มรอยยิ้มให้หลากหลายได้อย่างไร ต้องทำกิจกรรมด้วยความถี่รวมกี่สัปดาห์ และมีการวัดผลอย่างไรให้ผู้รับบริการกลับสู่ชุมชนโดยไม่มีอาการทางจิตสังคม จัดกิจกรรมทางร่างกายที่หลากหลายได้อย่างไร ในกรณีกลุ่มไม่ชอบออกกำลังกายจะทำอย่างไร และมีการวัดประสิทธิผลอย่างไร มีกิจกรรมที่เน้นองค์ประกอบของ Recovery Model ได้ในชีวิตจริงอย่างไร ถ้าไม่มีงานที่ผู้รับบริการชอบจะทำอย่างไรให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย Occupational balance ระหว่างงานกับนันทนจิตควรเป็นอย่างไร มีการวัดผลความสามารถในการแก้ไขปัญหาและจัดการอารมณ์อย่างไร
- ทีมสหวิชาชีพควรศึกษาถึงโปรแกรมที่มีประสิทธิผล โดยปรับระดับเทคนิค กระบวนการ และ/หรือ แนวทางการบำบัดฟื้นฟูทางการรู้คิด (Cognitive Rehabilitation) เช่น การฝึกทักษะการรู้คิดและแสดงพฤติกรรมทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายจริงในชีวิต การฝึกความทรงจำและการระลึกเหตุการณ์ที่มีความหมายในชีวิต พร้อมๆ กับแนวทางการบำบัดฟื้นฟูทางจิตสังคม (Psychosocial Rehabilitaion) เช่น การฝึกทักษะการจัดการความคิดของตนเองในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาในขอบเขตการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริงได้ ทั้งนี้ทีมสหวิชาชีพควรบูรณาการบนพื้นฐานของ Recovery Model ให้ครบองค์ประกอบ (โปรแกรมหลักไม่เกิน 3 รูปแบบต่อผู้บำบัด 1 คน ต่อผู้รับบริการ 1-5 รายต่อผู้ช่วยที่เป็นญาติ-ครอบครัวที่ผ่านการฝึกทักษะทางคลินิกพื้นฐานจากนักวิชาชีพ 1-2 คน) ได้แก่ ความหวังที่จะฟื้นพลังชีวิตทางการรู้คิด เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจแนวทางการแก้ไขปัญหาชีวิต ยอมรับในสุขภาพจิตสังคมของตนเอง แล้วสร้างคุณงามความดีให้ชีวิตที่ความหมายในปัจจุบัน โดยไม่มีอาการทางจิตสังคมเพิ่มขึ้น ไม่มีการขาดยา และไม่มาเริ่มต้นบำบัดฟื้นฟูซ้ำ เป็นต้น นั่นคือเน้น Self, Empowerment, Coping strategies, Hope, Secure Base และ Supportive Relationship ไปพร้อมๆกัน
- สหวิชาชีพสถาบันฯ ควรเริ่มต้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการแสดงบทบาทและพัฒนาโปรแกรมร่วมกันให้ครบองค์ประกอบของ Recovery Model บูรณาการกับ Cognitive & Psychosocial Rehab Model เน้นการบำบัดฟื้นฟูที่ค่อยๆ ลดลงจากสถาบันฯ สู่การให้โอกาสผู้รับบริการเพิ่มพลังชีวิตผ่านกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริงด้วยความหวัง ความสุข ความสามารถ และความรู้คิดพัฒนาพลังชีวิตด้วยตนเองและครอบครัวให้มากที่สุด
- นักกิจกรรมบำบัดสถาบันฯ ควรออกแบบ Meaning ของสื่อหรือการบำบัดด้วยกิจกรรม (Activities Therapy) ของสหวิชาชีพให้มีกระบวนการแบบ Group Dynamics และมีแนวคิดแสดงความสุขความสามารถในกิจกรรมการดำเนินชีวิตมากขึ้น (Occupation – จดจ่อ ใช้เวลา รู้คิดคุณค่าในเป้าหมายของการกระทำกิจกรรม)
- สหวิชาชีพของสถาบันฯ ควรตั้งทีมพัฒนารูปแบบของ Psychoeducation ที่มีความต่อเนื่องใน 3 รูปแบบข้างต้น ได้แก่ เริ่มสอนแบบครู (ทีละขั้นตอนและมีความชัดเจนในเนื้อหา) ตามด้วยสอนแบบผู้บำบัด (ประยุกต์กับชีวิตจริงโดยสาธิต ชี้นำ และกระตุ้นการรู้คิด) และต่อด้วยการสอนแบบ Liberationist (ให้โอกาสผู้เรียนทดลองใช้ความรู้ในชีวิตจริง ทบทวนและจัดการความคิดต่อยอดด้วยตนเองมากที่สุด) ขณะที่ผู้บำบัดอาจปรับบทบาทเป็นผู้เรียนรู้ และให้ผู้รับการบำบัดมาเป็นผู้สอน หากได้ผล คือ ทั้งสองฝ่ายเกิดอารมณ์ร่วมในการจัดการความรู้ (Knowledge Management, KM) และการแปลความรู้ที่ตรงกันและวัดผลเป็นรูปธรรมชัดเจน (Knowledge Translation, KT)
ขอบขอบพระคุณคุณ Ka-Poom ที่สนับสนุนเรื่อง Recovery Model คลิกอ่านบันทึก Recovery & Wellness และอาจารย์แก้ว จิตเวช ที่ศึกษาเรื่อง Recovery Model อย่างลึกซึ้ง คลิกอ่านบันทึก ผลกระทบของการเจ็บป่วยทางจิต
โปรดติดตามอ่านเรื่องราวกิจกรรมบำบัดพัฒนาจิตสังคม ด้วยความกรุณาจากทีมงานโครงการ Blog to Book ของ Go to Know ซึ่งผมขอบพระคุณมากๆ ครับ
คลิก Download ฟรี ที่ http://portal.in.th/blogtobook/news/1705/
เรียน อาจารย์ป้อป
ไม่ได้เข้ามา go2know นานเหมือนกัน วันนี้มีโอกาสได้มาอ่านเรืองราวดีของอาจารย์ ขอบคุณอาจารย์และทีมงานที่มีความมุ่งมั่นที่จะนำเอาแนวคิดการดูแลบุคคลบนพื้นฐานแนวคิดการฟื้นตัว (recovery model) ผมขออนุญาติใช้คำว่า "แนวคิดการฟื้นตัว" กับ recovery model นะครับ เพราะได้มีการอภิปรายกับนักวิชาการหลายท่านในการแปลความหมายของคำว่า recovery ตามความหมายของแอนโทนี ผมได้เขียนบทความภาษาไทย ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดการฟื้นตัวและการจัดบริการสุขภาพจิตบนพื้นฐานแนวคิดการฟื้นตัว กำลังอยู่ในช่วง peer review ถ้าได้ตีพิมพ์ก็น่าจะทำให้องค์ความรู้เรือง recovery model เป็นที่รู้จักมากขั้นครับ
ผมสนใจกิจกรรมการฟื้นบุคคลทีเจ็บป่วยด้วยอาการทางจิต ด้วยทีมสหสาขา เพราะว่า การจะช่วยเหลือใครสักคน คงต้องช่วยเหลือในทุกๆ ด้านของเขาด้วย เพราะในแนวคิด recovery model นั้น คำว่า recovery มีความหมายกว้างกว่าคำว่า การลดหรือปราศจากซึ่งอาการทางจิตเท่านั้น ดังนั้นในทีมดูแลคงไมได้มีเพียงแค่หมอ พยาบาลและนักจิตแน่นอน
อีกอย่างผมว่าในระยะที่กิจกรรมยังอยู่ในช่วงทดลอง ปรับเปลียนและพัฒนา ถ้าได้แนวคิดการทำ R&D หรือทำเป็น action research น่าจะทำให้เก็บรายละเอียดของรูปแบบการพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณมากนะครับสำหรับกิจกรรมดีๆเพื่อกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาทางจิต
ขอบคุณมากครับและจะรอติดตามอ่านบทความของอาจารย์ Recovery นะครับ
ได้พบบันทึกดีๆ จาก Bipolar Friend Club
ที่มา http://www.facebook.com/note.php?note_id=164501423595438
Workshop คอนเซ็ปต์ “รู้เรา รู้เขา รู้สถานการณ์ รู้สิ่งแวดล้อม (ตามแบบฉบับสามก๊ก) กับชมรมเพื่อนไบโพลาร์”
บ่ายวันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา นอกจากจะมีเหตุการณ์รถติดคับคั่งทั่วกรุงเทพมหานครเนื่องจากพ่อแม่ได้พากันหอบลูกจูงหลานไปฉลองวันเด็กแล้ว ทางชมรมเพื่อนไบโพลาร์ก็ได้มีการจัดประชุมกลุ่มตามปกติ โดยเชิญ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง อาจารย์และนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม สาขากิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล หรือชื่อในวงกร คือ Dr. Pop มาเป็นผู้นำกลุ่มในวันนั้น
ดอกเตอร์หนุ่มไฟแรง ที่มีจิตอาสาและมีความสนใจเป็นพิเศษในด้านบำบัดผู้ป่วยจิตเวช ได้นำเราเข้าไปมีประสบการณ์กับตัวเอง ค้นหาตัวเอง ความมีคุณค่าและความเป็นผู้นำของแต่ละคน กิจกรรมที่ดอกเตอร์ป๊อปนำในวันนั้น ยังเอื้อโอกาสให้สมาชิกที่เข้าร่วมได้รู้จักตัวตนของเพื่อนๆ ในชมรม ให้เรารู้จักวิเคราะห์สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สนุกและมีคุณค่าอีกแบบหนึ่งสำหรับสมาชิกเพื่อนไบโพลาร์
สำหรับเพื่อนที่ยังไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต้องเสียดาย เพราะเราหวังว่าจะได้มีโอกาสเชิญดอกเตอร์ป๊อปมาแบ่งปันและนำสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนๆ ในชมรมอีกในอนาคต