หลักการจัดการ หน่วยที่ 8 การอำนวยการ ความหมายของ “การอำนวยการ” คือ การมอบหมาย ชี้แนะ และติดตามตรวจสอบการทำงานของพนักงานให้ดำเนินไปตามแผนหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยจะต้องคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของพนักงานด้วย องค์ประกอบของการอำนวยการ ประกอบด้วย การตัดสินใจ การสั่งการ การจูงใจ การสร้างขวัญและกำลังใจ การประสานงานและการสื่อสาร วิธีการที่ใช้ในการตัดสินใจ 1. การตัดสินใจโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แยกแยะปัญหาออกเป็นปัญหาย่อย ๆ แล้วจึงตัดสินใจ 2. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการตัดสินใจโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหา 3. การตัดสินใจในการลองผิดลองถูก 4. การตัดสินใจโดยใช้ประสบการณ์เดิม 5. การใช้ความรู้สึกหรือญาณวิเศษในการตัดสินใจ กระบวนการในการตัดสินใจ 1. ค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล 2. กำหนดทางเลือกในการตัดสินใจเอาไว้หลาย ๆ ทาง 3. การคาดการณ์ล่วงหน้า 4. ตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง 5. ติดตามประเมินผลของการตัดสินใจ การตัดสินใจที่ดี ควรยึดหลักการคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมเป็นหลัก สามารถปฏิบัติได้ เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดกฎหมายและหลักของศีลธรรม ให้ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การสั่งการ จำแนกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. การสั่งการแบบเป็นลายลักษณ์อักษร คือ การสั่งการที่มีการเขียนหรือบันทึกออกเป็นคำสั่ง สามารถตรวจสอบและใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ เช่น คำสั่ง ประกาศ แนวปฏิบัติ การสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร อักษรที่นิยมใช้กันมากในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีจำนวนบุคลากรมากจำเป็นต้องสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้บุคลากรทุกคนเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน 2. การสั่งการที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นการสั่งการที่ไม่เป็นทางการ สั่งการด้วยคำพูด ไม่สามารถเก็บเป็นหลักฐานได้ ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ทฤษฎี X ตามความคิดของแมกเกรเกอร์ เชื่อว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนชี้เกียจไม่ชอบทำงาน ขาดความรับผิดชอบ คนส่วนมากไม่มีความคิดริเริ่ม ดังนั้นการจะสั่งการให้คนทำงานได้จะต้องไม่ใช้วิธีการบังคับ ทฤษฎี Y เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน มีความขยันขันแข็ง ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุน มีความรับผิดชอบและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ผู้บริหารที่เชื่อในทฤษฎี Y จะพยายามส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่ มีการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน วิธีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน 1. การให้ความสำคัญและให้เกียรติแก่พนักงาน 2. การจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม 3. การจัดหาสวัสดิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน องค์ประกอบของการสื่อสาร 1. ผู้ส่งสารหรือผู้สื่อสารหรือต้นตอ (Sender , Source) หมายถึง ผู้เริ่มต้นในการส่งข่าวสารหรือข้อมูลต่าง ๆ 2. ข่าวสารหรือเรื่องราว (Message) หมายถึง เนื้อหาสาระ ข้อมูล ความหมาย ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติที่ผู้ส่งสารต้องการจะสร้างความเข้าใจร่วมกันกับผู้รับสาร ให้ผู้รับสารเข้าใจตรงกับผู้ส่งสาร 3. ช่องทาง (Channal) หมายถึง วิธีการหรือหนทางหรือวิถีทางที่จะนำข่าวสารหรือเรื่องราวส่งไปยังผู้รับสาร 4. ผู้รับสาร (Receiver) หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลหรือสถาบันที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสารที่ผู้ส่งสารต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน 5. การตอบสนองหรือข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) หมายถึง ปฏิกิริยาได้ตอบหรือตอบรับที่ผู้รับสารกระทำภายหลังจากได้รับข่าวสารจากผู้ส่งสารแล้ว การสื่อสาร มี 2 ประเภท คือ 1. การสื่อสารภายใน (Internal Communication) หมายถึง การสื่อสารภายในองค์กรหรือสถาบันซึ่งเป็นการติดต่อกันของบุคคลภายในองค์กร บริษัท หน่วยงาน หรือสถาบัน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2. การสื่อสารภายนอก (External Communication) หมายถึง การสร้างความเข้าใจร่วมกันกับบุคคลหรือองค์กรภายนอก ได้แก่ ประชาชนทั่วไป กลุ่มลูกค้า คู่แข่งขัน เพื่อให้ประชาชนภายนอกองค์กร รู้ เข้าใจและให้การสนับสนุนการดำเนินกิจการขององค์กร

หน่วยที่ 9 การควบคุม ความหมายของ “การควบคุม” หมายถึง การตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ และการปฏิบัติงานนั้นมีมาตรฐานในการทำงานหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการควบคุมงาน การควบคุมงานช่วยสร้างมาตรฐานของงานในองค์กร ช่วยสร้างมาตรฐานในการควบคุม การควบคุมมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบวิธีการทำงานของพนักงานให้สามารถรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐาน เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้าของงาน และยังสามารถใช้ใน การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานด้วย มาตรฐานการควบคุมงาน มี 2 ประเภท คือ 1. มาตรฐานในเชิงคุณภาพ กำหนดเอาไว้โดยพิจารณาจากความยุ่งยากซับซ้อน ความรับผิดชอบ การตัดสินใจ ผลกระทบของงาน ถือเป็นมาตรฐานในเชิงคุณภาพ 2. มาตรฐานในเชิงปริมาณ กำหนดโดยพิจารณาจากจำนวนผลงานที่ทำได้ สามารถนับจำนวนชิ้นงานออกมาได้ เช่น พิมพ์ดีด 8 หน้าต่อ 1 วัน เป็นต้น การควบคุม มี 4 ประเภท ได้แก่ การควบคุมคุณภาพของงาน การควบคุมปริมาณของงาน การควบคุมด้านเวลา และการควบคุมด้านค่าใช้จ่าย หลักในการควบคุม 1. มีความเหมาะสมกับงาน 2. มีความสอดคล้องกับความต้องการของงาน 3. มีความยืดหยุ่น 4. บ่งบอกข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ 5. สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง ประโยชน์ของการควบคุมต่อองค์กร เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าขององค์กร ทำให้องค์กรมีเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานของบุคลากร ทำให้องค์กรเป็นที่ยอมรับ ประโยชน์ของการควบคุมต่องาน ทำให้รู้ว่างานที่ทำเป็นไปตามแผนงานหรือโครงการหรือนโยบายที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ ทำให้รู้ความก้าวหน้าของงานที่ทำ ทำให้รู้ว่าวิธีการที่ใช้ในการปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ และทำให้รู้ว่างานที่ทำมีอุปสรรคอะไร ประโยชน์ของการควบคุมต่อบุคคล เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนในด้านผู้ปฏิบัติการควบคุมทำให้ผู้ปฏิบัติตระหนักถึงความรู้ความสามารถของตนเอง กระบวนการในการควบคุม 1. ศึกษานโยบายและแนวทางขององค์กรเกี่ยวกับการควบคุม 2. ศึกษาแผนงานและโครงการที่องค์กรจะจัดทำ 3. ศึกษาขั้นตอนและรายละเอียดของงาน 4. กำหนดมาตรฐานของงาน 5. การดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงาน 6. การรายงานผลการประเมินผล เทคนิคและวิธีการควบคุมงาน 1. การควบคุมโดยกำหนดมาตรฐานของงาน เป็นวิธีการควบคุมที่มีรูปแบบกำหนดเอาไว้อย่างมีขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ 2. การควบคุมโดยงบประมาณ เป็นการควบคุมโดยพิจารณาจากการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินตามแผนงานหรือโครงการ 3. การควบคุมโดยวิธีตรวจเยี่ยม เป็นวิธีการควบคุมงานที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีรูปแบบตายตัว ดำเนินการโดยผู้บริหารอาจเดินดูหรือทักทายผู้ปฏิบัติงาน 4. การควบคุมโดยเรียงลำดับผลงาน วิธีการควบคุมงานวิธีนี้จะใช้หลักการในการพิจารณาปริมาณและคุณภาพของงานจัดเรียงลำดับตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับต่ำสุด 5. การควบคุมโดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องในองค์กร การประเมินวิธีนี้จะต้องประเมินโดยใช้เพื่อนร่วมงานเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานกันเอง

หน่วยที่ 10 แรงงานสัมพันธ์และประกันสังคม ความหมายของ “แรงงานสัมพันธ์” หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เริ่มตั้งแต่การรับลูกจ้างเข้าทำงานจนกระทั่งลูกจ้างออกจากงาน กำหนดเวลาการทำงาน ตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด 1. กำหนดให้ลูกจ้างทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง และ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 2. สำหรับงานอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวงให้ทำงานได้ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 3. ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ภายใน 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน 4. นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละ 1 ชั่วโมง ก็ได้แต่ต้องไม่ น้อยกว่าครั้งละ 20 นาที และเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง 5. กรณีงานในหน้าที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป หรือเป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุดเสียมิได้ นายจ้างจะไม่จัดเวลาพักให้ลูกจ้างก็ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง วันหยุดตามกฎหมายแรงงาน มี 3 ประเภท คือ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพรี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี กำหนดการลาตามกฎหมายแรงงาน มี 6 ประเภท ได้แก่ การลาป่วย การลาคลอด การลาเพื่อทำหมัน การลากิจ การลาเพื่อรับราชการทหาร และการลาเพื่อฝึกอบรม ความหมายของค่าจ้าง คือ เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยไม่คำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชย ในกรณี 1. กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด 2. กรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน 3. นายจ้างย้ายสถานประกอบการไปตั้งในสถานที่อื่นอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้าง ตัวอย่างงานที่ห้ามไม่ให้แรงงานผู้หญิงทำ 1. งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ 2. งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป 3. งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ ความหมายของแรงงานเด็ก หมายถึง แรงงานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี การจ้างแรงงานเด็กห้ามนายจ้างทำการจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นลูกจ้างโดยเด็ดขาด กรณีนายจ้างฝ่าฝืนเกี่ยวกับการใช้แรงงาน มีบทลงโทษทางอาญา นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องถูกปรับขั้นต่ำไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กองทุนประกันสังคม คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชน โดยการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการออมและเสียสละเพื่อส่วนรวมมีหลักการสำคัญที่มุ่งให้ประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือตนเอง และครอบครัวในยามที่ไม้มีรายได้ รายได้ลดลงหรือมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่เป็นภาระให้ผู้อื่นหรือสังคม การประกันสังคมจึงเป็นมาตรการหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต โดยให้ความคุ้มครองผู้ประกันตน 8 กรณี ได้แก่ 1. กรณีเจ็บป่วย 2. กรณีคลอดบุตร 3. กรณีทุพพลภาพ 4. กรณีเสียชีวิต 5. กรณีสงเคราะห์ครอบครัว 6. กรณีชราภาพ 7. กรณีอุบัติเหตุและโรคอันเกิดจากการทำงาน 8. กรณีว่างงาน หน่วยที่ 11 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ความหมายของ “สารสนเทศ” ระบบสารสนเทศ เป็นระบบการจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลภายในองค์กรและภายนอกองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และนำข้อมูลดังกล่าวมาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้หน่วยงานย่อยต่าง ๆ ภายในองค์กรและหน่วยงานภายนอกสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงาน ระบบสารสนเทศมีบทบาทต่อการจัดการ 1. เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อประกอบการตัดสินใจ 2. มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันในองค์กร 3. ช่วยสรุปและประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ช่วยให้การปฏิบัติงานของพนักงานมีระบบ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 1. ตัวป้อน (Input) หมายถึงข้อมูลที่จะป้อนเข้าสู่ระบบ อาจมีลักษณะเป็นตัวอักษร ตัวเลข ที่รวมเรียกว่า ดาต้า (Data) 2. การประมวลผล (Processing) เป็นองค์ประกอบในส่วนของการนำข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาเข้าสู่กระบวนการประมวลผลหรือรวบรวมผลของข้อมูลทั้งหมดทั้งหมดให้เป็นรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป 3. ผลลัพธ์ (Output) คือ การนำผลการประมวลจากข้อ 2 มาจัดทำรายงาน อาจทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นตัวเลข เป็นตาราง หรือเป็นกราฟ เพื่อความสะดวกในการอ่านและทำความเข้าใจ ผลลัพธ์ของการประมวล 4. การป้อนกลับ (Feedback) เมื่อมีการนำผลลัพธ์ไปใช้แล้วจะมีการรายงานผลการใช้ป้อนกลับ ระบบสารสนเทศที่ดี ควรมีลักษณะ มีความถูกต้องเชื่อถือได้ มีความเป็นปัจจุบัน มีความครบถ้วนสมบูรณ์ มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ง่ายและสะดวกในการใช้งาน และเป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้ การใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ คุณภาพของเครื่อง โปรแกรมที่ใช้ ข้อมูลพื้นฐานถูกต้องหรือไม่ ความรู้ ความสามารถในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบสารสนเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบเครื่องเดี่ยว (Stand Alone) คือ การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์เองในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยขีดความสามารถตามลำพังของตัวเองในการประมวลผลด้วยหน่วยความจำภายในของตน 2. การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย (Network) คือ การใช้ประโยชน์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย การทำงานจะใช้ข้อมูลร่วมกัน โดยผ่านเครื่องบริการ แฟ้มข้อมูล (File Server) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารร่วมกันในระบบเครือข่ายที่จำเป็นในแต่ละจุดจะต้องมี ความหมายของการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายเป็นการนำคอมพิวเตอร์จำนวนมากเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบเพื่อการทำงานร่วมกัน ทำให้คอมพิวเตอร์เปลี่ยนรูปแบบจากการทำงานเครื่องเดี่ยวมาเป็นการทำงานแบบเครือข่าย ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก และมีความนิยมแพร่หลาย การประยุทธ์ระบบสารสนเทศกับการทำงานประจำวัน ระบบสารสนเทศที่ดีจะต้องมีความสอดคล้องกับงานประจำวัน ต้องออกแบบเพื่อรองรับการทำงานของพนักงานอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระงาน เพราะหากเป็นการเพิ่มภาระงานระบบสารสนเทศนั้นจะถูกปฏิเสธหรือไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรจะเป็น สำหรับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่สามารถนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการทำงานประจำได้โดยง่าย แต่สำหรับองค์กรเดิมที่ไม่เคยใช้ระบบสารสนเทศในงานประจำ หากจะนำมาใช้จะต้องเตรียมความพร้อมในด้านบุคลากร, เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ และระบบปฏิบัติการ ก่อนที่จะสามารถประยุกต์สารสนเทศมาใช้ในงานประจำวันได้ การประยุทธ์ระบบสารสนเทศกับการทำงานสำนักงาน การนำระบบสารสนเทศมาใช้ในงานสำนักงาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการจัดทำสำนักงานอัตโนมัติเป็นการประยุกต์ใช้สารสนเทศเพื่อทำให้สำนักงานเป็นสำนักงานที่มีความทันสมัยสามารถติดต่อเชื่อมโยงกับภายนอกได้อย่างคล่องตัว การนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการจัดการ 1. การพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นมาใช้เองในองค์กร เป็นการออกแบบและสร้างระบบสารสนเทศโดยใช้บุคลากรภายในขององค์กรเป็นผู้คิดค้นหรือมอบหมายให้จัดทำระบบสารสนเทศขององค์กรขึ้นมา 2. การจัดซื้อระบบสารสนเทศสำเร็จรูปมาใช้ เป็นการซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีขายโดยทั่วไปมาใช้ในระบบสารสนเทศขององค์กร 3. การจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานมาจัดระบบสารสนเทศ เป็นแนวทางที่องค์กรจะมีระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรได้ มีผู้รับผิดชอบในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ทันสมัยอยู่ตลอด แต่มีข้อจำกัดในแง่ที่ต้อยใช้จ่ายเงินงบประมาณในการจ้างค่อนข้างสูง

หน่วยที่ 12 การประยุกต์ใช้หลักการจัดการ เหตุที่ต้องประยุกต์หลักการจัดการมาใช้ในองค์กร 1. เนื่องจากศาสตร์การจัดการเป็นศาสตร์ที่กว้าง มีการกำหนดหลักการอย่างกว้าง ๆ เอาไว้ ดังนั้นในการนำไปใช้จำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรหรือการจัดการ 2. องค์กรแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านขนาดขององค์กร วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง รูปแบบในการบริหารจัดการ ดังนั้นการจัดการองค์กรที่แตกต่างกันย่อมต้องประยุกต์ความรู้ด้านการจัดการเพื่อนำไปใช้ที่แตกต่างกันออกไป 3. สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน แม้ว่าการจัดตั้งองค์กรบางองค์กรอาจมีลักษณะการจัดตั้งที่เหมือน ๆ กัน เช่น เป็นบริษัทจำกัดเช่นกัน แต่หากมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในการจัดการจึงต้องมีการประยุกต์ให้เหมาะสม 4. การเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์ แนวทางในการประยุกต์หลักการจัดการ 1. ศึกษาสภาพที่แท้จริงขององค์กร 2. วิเคราะห์สภาพที่แท้จริงขององค์กรทั้งในด้านจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค 3. ศึกษาแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับองค์กร 4. นำหลักการจัดการที่เหมาะสมเข้ามาใช้ในการดำเนินการ วัตถุประสงค์ของแนวทางพัฒนาองค์กร 1. เพื่อพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ทันสมัย 2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร 3. เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกร่วมมือและร่วมใจกันอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ 4. เพื่อเพิ่มพูนสัมพันธภาพอันดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 5. เพื่อส่งเสริมให้บุคคลในทุกระดับชั้นขององค์กรได้วางแผนปฏิบัติงาน 6. เพื่อเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจหรือความไว้วางใจกันในบรรดาสมาชิกขององค์กร 7. เพื่อสร้างระบบการสื่อสารเปิด ขั้นตอนในการพัฒนาองค์กร ขั้นที่ 1 การสร้างความเข้าใจ ขั้นที่ 2 การรวบรวมปัญหา ขั้นที่ 3 การวางแผนเพื่อพัฒนาองค์กร ขั้นที่ 4 การสร้างกลุ่มเพื่อพัฒนา ขั้นที่ 5 การสอดแทรกกิจกรรมเพื่อพัฒนา ขั้นที่ 6 การติดตามและประเมินผล

แนวทางในการจัดการโดยยึดวัตถุประสงค์ ในการประยุกต์หลักการจัดการโดยใช้แนวทางการบริหารจัดการที่ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักนั้น ผู้บริหารจะต้องทำหน้าที่อำนวยการและประสานงานให้กิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรดำเนินไปด้วยดีและบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้ เทคนิคการจัดการโดยยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของพนักงานทุกคน เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์กร และให้ ทุกคนปฏิบัติงานโดยยึดวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรเป็นหลักสำคัญที่สุด ปัจจัยที่ทำให้การจัดการโดยยึดวัตถุประสงค์บรรลุผลตามที่ต้องการ 1. ผู้บริหารขององค์กร ทุกระดับจะต้องกล้าที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2. การเตรียมพร้อมของระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร 3. ความพร้อมของผู้ปฏิบัติงาน แนวทางการจัดการโดยใช้กลุ่มพัฒนาคุณภาพ กลุ่มพัฒนาคุณภาพหรือที่เรียกว่า กลุ่ม QCC (Quality Control Circle) เป็นการรวมตัวกันของบุคลากรในองค์กรเป็นกลุ่มย่อยที่มีจำนวนสมาชิกประมาณ 3 – 15 คน เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมหรือแก้ปัญหาในการทำงานหรือปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น โดยหลักการของกลุ่มพัฒนาคุณภาพแล้วเชื่อว่าสมาชิกทุกคนในองค์กรมีความสามารถในการช่วยเหลือและพัฒนาองค์กรได้อย่างมีความสุขในการทำงาน แนวทางการจัดการโดยใช้ระบบการให้ข้อเสนอแนะ หมายถึงการจัดการที่ให้ความสำคัญกับการเสนอแนะของบุคลากรในองค์กรอย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างบรรยากาศที่ให้บุคลากรในระดับปฏิบัติการสามารถเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานแก่ผู้บริหารในระดับสูง แนวทางการจัดการโดยการรีเอ็นจิเนียริ่ง (Reengineering) เป็นแนวคิดในการปรับปรุงการทำงานในองค์กรแบบถอนรากถอนโคน คือการไม่ยึดติดในรูปแบบเดิม ให้ใช้รูปแบบหรือแนวคิดใหม่ทั้งหมดในการทำงาน มีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ มโหฬารในองค์กร โดยเน้นการทำงานที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงาน ลดจำนวนการใช้บุคลากรลงให้เหลือน้อยที่สุด และให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ แนวทางการจัดการแบบไคเซ็น (Kaizen) เป็นรูปแบบการจัดการที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการจัดการแบบรีเอ็นจิเนียริ่ง เพราะไคเซ็นเป็นการจัดการที่เน้นความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนโยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม

หน่วยที่ 13 หลักการจัดการกับเศรษฐกิจพอเพียง ความหมายของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและการบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบและคุณธรรมประกอบการตัดสินใจและการกระทำเพื่อตนเอง สังคมและประเทศรอดพ้นวิกฤตที่เกิดขึ้นและยังสามารถนำทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีความสมดุลภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก หลักสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1. เป็นแนวทางและแนวปฏิบัติในการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกระดับ 2. เป็นแนวทางในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง 3. จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ 4. ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ 5. จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง 6. จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ “ความพอประมาณ” ในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ 1. ความพอประมาณในระดับบุคคล 2. ความพอประมาณในระดับครอบครัว 3. ความพอประมาณในระดับชุมชนหรือสังคม 4. ความพอประมาณในระดับประชาชาติ “ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี” ในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีเปรียบเสมือนการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นให้น้อยลง ความเสี่ยงในที่นี้มีความหมายครอบคลุมกว้างขวาง ทั้งในแง่ของการดำเนินชีวิตของบุคคล การปฏิบัติงาน การประกอบธุรกิจ การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของประเทศชาติ จะต้องปกป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ควรจะเป็น เช่น เกิดความเสี่ยงเพราะมีความโลภมากเกินไป หรือเสี่ยงเพราะปล่อยกู้มากเกินไป หรือกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรมากเกินไปจนก่อให้เกิดความเสี่ยง แนวทางในการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน 1. รู้จักใช้เงิน 2. รู้จักเลือกให้เหมาะสม 3. รู้จักบริโภคให้เหมาะสม 4. งดอบายมุข 5. รู้จักลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์

รัฐสามารถนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการระบบเศรษฐกิจ ดังนี้ 1. การจัดการด้านเสถียรภาพและการจัดการความเสี่ยง 2. การใช้ระบบธรรมาภิบาล 3. การลงทุนและการก่อหนี้ของรัฐต้องไม่เกินตัว ธรรมาภิบาล หมายถึง การบริหารของภาครัฐที่มุ่งความดีงาม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและประชาชนอย่างทั่วถึงและยุติธรรม ธรรมาภิบาล จึงประกอบด้วย การบริหารที่ดีและมีความยุติธรรมทั้งเพื่อรัฐและเพื่อประชาชน ควรมีลักษณะที่สำคัญ ๆ 4 อย่าง คือ 1. การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คือ การบริหารจัดการที่รัฐและประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้ 2. การบริหารด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐไม่มีการคอร์รัปชั่นหรือการสร้างผลประโยชน์ให้กลุ่มของตนเอง ตลอดจนการสร้างประโยชน์แบบทับซ้อน 3. มีความยุติธรรมอย่างทั่วถึง การบริหารราชการที่ดีจะต้องให้ความยุติธรรมอย่างทั่วถึง 4. ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ในการบริหารราชการที่ดีรัฐจะต้องให้ประชาชนทุกชั้นมีส่วนร่วมในการบริหาร ระบบบรรษัทภิบาล คือ วิธีการภายในของบริษัทในการปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ โดยมีผลในทางที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีผลมีต่อพนักงานและผู้ถือหุ้นของบริษัท ในการดำเนินการของบริษัทสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส การจัดการด้านเสถียรภาพและการจัดการความเสี่ยง มีประโยชน์คือจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของชาติมีความยืดหยุ่น สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากสภาวะของโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก หากระบบเศรษฐกิจของประเทศเราไปพึ่งพาอาศัยประเทศอื่นย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศอย่างแน่นอน แนวทางในการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในภาคธุรกิจ 1. การปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจประกอบด้วย เจ้าของธุรกิจ หุ้นส่วนของธุรกิจ และประชาชนในฐานะผู้บริโภค ทุกคนที่เกี่ยวข้องควรได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินธุรกิจ 2. มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัท 3. ดำเนินงานอย่างโปร่งใส เพราะความโปร่งใสต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง 4. ดำเนินธุรกิจแบบมีวิสัยทัศน์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าหวังผลกำไรชั่วครั้งชั่วคราว