เสื้อหมายถึงสิ่งที่ปกคลุมห้มห่อ ปกป้องคุ้มครองให้ผู้คนอยู่เป็นสุข

กว่าจะเป็นบ้านเมืองต้องมีการพัฒนาจากผู้คนพากันไปหาแหล่งถิ่นที่อยู่อาศัย  ค่อยเพิ่มจำนวน พัฒนาขึ้นเป็นหมู่บ้าน  ตามแถวแถบชนบท ใกล้ที่ทำนา ทำไร่

การขยายแพร่กระจายเป็นหมู่บ้าน  ผู้คนต่างพากันอพยพไปตั้งถิ่นฐานบริเวณแห่งใหม่  และจะใช้ต้นไม้เป็นที่จำหมาย  เช่น  พากันไปตั้งถิ่นฐานใกล้ต้นไม้สัก  ก็เรียกกันว่า  หมู่บ้านต้นสัก   หมู่บ้านต้นเปา     หากไปอยู่ใกล้แม่น้ำก็จะใช้ชื่อแม่น้ำเป็นชื่อหมู่บ้าน เช่น  บ้านแม่ขาน  แสดงว่า บ้านตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำแม่ขาน  เป็นต้น

เมื่อผู้คนพากันมาตั้งบ้านเรือนกันใหม่  จะพากันตั้งศาลประจำหมู่บ้าน ด้านหน(ทิศ)เหนือของหมู้บ้าน  และสถานที่ไกลออกไปอีกนิดจะกำหนดให้เป็นป่าช้าสถานที่เผาศพหรือฌาปนกิจศพของผู้คนในหมู่บ้านที่ล้มหายตายจาก   ศาลนี่เองเรียกกันว่า   ศาลหอผีเสื้อบ้าน

ผู้คนล้านนามีความเชื่อกันว่า   สถานที่ทุกแห่งย่อมมีผี หรือวิญญาณรักษาเมื่อพากันมาตั้งหมู่บ้านใหม่ต้องตั้งหอผีเพื่อให้เสื้อบ้าน หรือผีรักษาหมู่บ้านมาอยู่อาศัย

เมื่อถึงคราวขึ้นปีใหม่หรือวันปากปี๋คือวันถัดจากวันมหาสงกรานต์  ชาวบ้านต่างพากันจัดแจงแต่งดาเครื่องสังเวยผีเสื้อบ้าน  ในวันนี้เอง บรรดาชาวบ้านที่ไปอยู่ต่างแดนไกลจะพากันมาร่วมกันทำขนม   ทำอาหาร  ทำสะตวงใส่เครื่องสังเวย   หลังจากนั้นจึงนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีส่งเคราะห์ประจำปีและเลี้ยงอาหารให้แก่ผีเสื้อบ้านเป็นการรวมกลุ่มชาวบ้านทุกคนได้มารวมใจ พบปะ  แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์พัฒนาหมู่บ้านให้ก้านกุ่งรุ่งเรือง(อ่าน ก้านกุ่งฮุ่งเฮือง)เจริญต่อไป

คำว่า "เสื้อ" จึงเป็นเสมือนสิ่งปกคลุม  หุ้มห่อ  ให้ความอบอุ่นเกิดกำลังใจแก่ผู้คนทั้งหลายในหมู่บ้าน

แต่หากเมื่อหมู่บ้านเจริญขึ้นเป็นเมืองก็จะมีเสื้อเมืองรักษาดูแลผู้คนในเมืองเมื่อถึงเทศกาลเลี้ยงผีเสื้อเมืองผู้คนในเมืองต่างพากันมาร่วมพิธีเลี้ยงผีเสื้อเมืองทุกๆรอบปีแต่อาจมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไป  เช่น  พิธีบูชาเสาอินทขีล  ของเมืองเชียงใหม่เป็นต้น

มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านสันผีเสื้อ  เพราะชาวบ้านได้ตั้งศาลหรือหอผีเสื้อบ้านบนสัน(เนิน)ใกล้หมู่บ้าน   เรียกกันเต็มๆว่า    "สันผีเสื้อบ้าน"แต่ ผู้คนเรียกกันสั้นๆว่า   บ้านสันผีเสื้อ    ทุกๆปีชาวบ้านต่างกระทำพิฑีตามแบเบ้าโบราณนานมา

ต่อมามีคนต่างถิ่นไปเป็นปลัด   อบต.สันผีเสื้อด้วยความที่ไม่รู้จักศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีไหว้ผีเสื้อบ้าน  ท่านปลัดคนเก่ง ได้สั่งให้นักเรียนใน  อบต.แต่งชุดผีเสื้อมาร่วมขบวนแห่    ทำเอาชาวบ้านต่างงุนงง  ทำไมผีเสื้อบ้านต้องมาบินเป็น  "กำเบ้อ"

คำว่าผีเสื้อในภาษาไทยกลางผู้คนล้านนาเรียกกันว่า  "ก๋ำเบ้อ"  หรือ   อี่เบ้อ   หรือ  ตั๋วเบ้อ   

 แต่ท่านปลัดได้ยินคำว่า  ผีเสื้อบ้าน   กลับนึกไปว่าผีเสื้อที่บินว่อนกันทั่วไป   เมื่อถึงมีงานเทศกาล จึงสั่งให้นักเรียนแต่งแฟนซีเป็นผีเสื้อบินไปมาในขบวนแห่......โอละพ่อเฮย...ผู้คนชาวบ้านต่างซุบซิบกันว่า  "เซอะแต๊ๆ"  บ่ฮู้จักศึกษาประเพณีท้องถิ่น.....เสียก่อนกระทำ

เสื้อบ้าน  เสื้อเมืองจึงเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนล้านนาเรียกขานกันโดยทั่วไป