“ปาฏิหาริย์ที่จะเกิดสิ่งดีๆให้แก่ผู้ป่วยและญาติที่เราดูแล มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราใช้หัวใจในการทำงานและใช้ใจของผู้ให้สัมผัสใจของผู้รับจริงๆค่ะ

เมื่อใจสัมผัสใจ

            ฉันนั่งเคลียร์เอกสารงานบนโต๊ะทำงานอย่างเร่งรีบให้เสร็จก่อนแปดโมงเช้า เพื่อที่จะได้มีเวลาเดินเยี่ยมน้องๆในฝ่ายการพยาบาลให้ทั่วถึงในช่วงสายๆของวัน  เมื่อเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่ติดบนฝาผนังของประตูห้องทำงาน ก็พบว่าได้เวลาที่จะต้องเข้าประชุมกับทีมผู้บริหารแล้ว

 พระเจ้าช่างยุติธรรมจริงๆที่มอบเวลาให้กับทุกๆคนบนโลกนี้อย่างเท่าเทียม อยู่ที่เราจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า แต่ดูเหมือนเวลาที่ท่านให้มาช่างไม่เพียงพอที่จะทำให้ฉันได้วางแผนงานและได้ดำเนินการร่วมกับทีมน้องๆให้ได้ตามระยะเวลาของแผนงานที่วางไว้เลย เพราะมีกิจกรรมและการประชุมมากมายตั้งแต่เช้าจนเย็น               เวลาในการประชุมติดตามงานในระดับฝ่ายการ พยาบาล ระดับสายงานหรือแม้กระทั่งระดับทีมคร่อมสายงานแทบจะช่วงชิงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเรียกว่า “อย่าได้กระพริบตาเชียว” งานวางแผนหรืองานวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับตัวฉันนะเหรอ อย่าได้หวังว่าจะได้นั่งทำในห้องทำงานในเวลาทำการ ห้องทำงานสำหรับฉันมีไว้เพื่อเก็บเอกสาร หนังสือและกระเป๋าถือ หรือไม่ก็รับแขกในบางเวลา เวลาครึ่งวันเช้าหมดไปกับการลงเยี่ยมหน้างานในหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบน้องๆในฝ่ายการพยาบาลเพราะเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะประเมินดูว่ามีระบบงานอะไรบ้างที่ยังมีปัญหา และไม่เอื้อให้น้องๆทำงานได้อย่างสะดวกสบายหรือข้อตกลงนโยบายได้นำสู่การปฏิบัติของน้องๆได้จริงหรือเปล่า จะได้เก็บข้อมูลไปปรับปรุง   เป็นวงแหวน พี ดี เอส เอ อย่างที่เราอยากจะให้งานเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมติดตามงานในระดับทีมบริหารหรือไม่ก็ทีมคร่อมสายงาน    ดังนั้นการขนเอกสารกลับไปทำต่อที่บ้านตอนดึกๆ หลังลูกๆและสามีหลับกันแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติที่ฉันทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 ฉันเดินเข้าห้องประชุม “ดอกผักบุ้ง” พร้อมๆกับสมาชิกทีมนำท่านอื่นอีกหลายคน ต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้ทักทายสวัสดี ซึ่งกันและกันด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและสนทนาด้วยเสียงอันดังเจี้ยวจ้าวเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่รอให้คุณครูเข้าสอนในห้องเรียน เมื่อท่านผู้อำนวยการเดินเข้ามาในห้องประชุมทุกคนเงียบกริบเหมือนถูกกดรีโมทสั่ง “Puase”  แถมทุกคนพร้อมใจกันยกมือไหว้และกล่าวสวัสดีท่านอย่างพร้อมเพรียง  ผู้ตรวจการรายงานสภาวะการณ์ของวันที่ผ่านมาให้สมาชิกทีมบริหารทุกคนรับทราบ ช่างป็นการเริ่มต้นการทำงานและเป็นเช้าที่สดใสอีกวัน

ผู้ตรวจการรายงานจำนวนจำนวนผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอนใน  ผู้ป่วยที่เข้ามาทำหัตถการCT/ MRI จากภายในและภายนอก ผู้ป่วยที่รีเฟอร์เข้ามา ผู้ป่วยที่ต้องรีเฟอร์ออกไป รวมถึงการรายงานอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งการดำเนินการแก้ไขเฉพาะหน้าของวันที่ผ่านมา เหมือนอย่างเช่นทุกวัน  สำหรับฉันจำนวนยอดผู้ป่วยและจำนวนบุคลากรพยาบาลที่ทำงานในเช้านี้ ได้รับการรายงานทางเอสเอ็มเอสและทางอีเมล์ในมือถือ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า  ต้องขอบคุณเค้าจริงๆนะ เจ้าเทคโนโลยีที่ทันสมัย โลกไร้พรมแดน เพราะทำให้ฉันได้ข้อมูลที่รวดเร็วเพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ  ฉันนั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อเพื่อที่จะเก็บข้อมูลอุบัติการณ์ว่ามีประเด็นอะไรที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงกับระบบอะไรบ้างที่ต้องลงไปตามรอยดู  เช้านี้ได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยชายชาวต่างชาติอายุ 55 ปี เป็นพนักงานบริษัทน้ำมัน ถูกส่งตัวจากฐานขุดเจาะน้ำมันตั้งแต่เมื่อเย็นวาน  มาด้วยปวดศรีษะ  เบื้องต้นแพทย์ENT เป็นเจ้าของไข้ท่านสงสัยว่าน่าจะเป็นไซนัสอักเสบ คนไข้ไม่มีญาติเฝ้าตามนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วย เราจึงต้องฝากนอนที่ Intermediat care zone ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อวานแพทย์ส่งตรวจ MRI Brain พบ Multiple tumor และมีก้อนหนึ่งอยู่ใกล้กับเนื้อสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหายใจ และเท่าที่ทราบคือแพทย์ยังไม่รู้ว่าต้นกำเนิดของเนื้องอกวายร้ายมาจากที่ใด 

 

“โอ…ช่างเป็นข่าวร้ายสำหรับคนไข้เสียจริง”  ฉันรำพึงกับตัวเอง

 

สิ่งที่ทีมผู้บริหารพูดคุยกันถึงเคสนี้คือ สิทธิผู้ป่วยในเรื่องการให้ข้อมูลความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยจะอนุญาตให้ทางทีมดูแลแจ้งนั้นจะมีใครบ้าง การตัดสินใจเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินกับผู้ป่วยใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้แผนการรักษาดำเนินไปแบบใด ผู้จัดการความเสี่ยงได้รับมอบหมายให้ลงไปดำเนินการทันทีหลังจากปิดการประชุม  ส่วนตัวฉันไม่รอช้ารีบหอบสมุดโน้ต ปากกา เดินลงบันไดหนีไฟจากชั้นสี่ไปชั้นสามที่ห้องไอซียูเพื่อเข้าเยี่ยมผู้ป่วยรายนี้ ในสมองได้แต่คิดว่า ทีมของเราคงเตรียมการในการบอกข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ป่วยนี่สิจะเป็นอย่างไรบ้างเมื่อได้รับข่าวร้าย คงต้องลงไปประเมินความรู้สึกของผู้ป่วยอีกครั้ง เมื่อเดินไปถึงห้องก็พบทีมดูแลที่อยู่รายล้อมคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เจ้าของไข้ เจ้าหน้าที่ล่าม  พยาบาลเจ้าของไข้  หัวหน้าแผนก ที่คอยช่วยกันดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด  แต่บรรยากาศมันช่างเย็นเหยียบ เมื่อผู้ป่วยถามแพทย์ว่า

 

 “ผมมีเวลาเหลืออีกนานเท่าไหร่”

“อีกประมาณหกเดือนครับ แต่เรายังไม่ทราบจุดที่มันแพร่กระจายออกมา ต้องค้นหาโดยการทำ PET CT ซึ่งที่นี่ยังไม่มี คงต้อรีเฟอร์ไปที่กรุงเทพ” แพทย์เจ้าของไข้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สงบ แต่แฝงไว้ด้วยสายตาที่เอื้ออาทร

ผู้ป่วยอึ้งและนิ่งงัน เขาก้มหน้านิ่งเงียบอยู่นานสักพักเหมือนจะตัดสินใจอะไรสักอย่าง  แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตาแพทย์ด้วยดวงตาที่เต็มรื้นไปด้วยน้ำตา และค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

“ขอผมติดต่อกับภรรยาที่อยู่ประเทศอังกฤษด้วยครับ”  เจ้าหน้าที่ล่ามรีบกุลีกุจอ ยกหูโทรศัพท์ในห้องผู้ป่วยและแจ้งโอเปอเรเตอร์ว่า “ติดต่อต่างประเทศ ประเทศอังกฤษครับต่อที่ …. ”  ห้องทั้งห้องเงียบงัน แทบจะได้ยินแต่เสียงลมหายใจของทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องและต่างใจจดใจจ่อรอปลายทางติดต่อมากลับมาอีกครั้ง ผู้ป่วยรีบฉวยโทรศัพท์เมื่อกริ้งแรกของโทรศัพท์ดังขึ้นเขาเริ่มสนทนาด้วยสำเนียงอังกฤษอย่างสงบ   กับภรรยาที่อยู่ปลายทางและเริ่มเล่า…..

   เขาถ่ายทอดข้อมูลความเจ็บป่วยให้กับภรรยาเพื่อให้เธอได้รับรู้แค่บางส่วน ทุกคนต่างยืนนิ่งเงียบ เมื่อเขาวางหูโทรศัพท์แล้วจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำและพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า  “ขอผมเดินไปสูบบุหรี่ข้างนอกสักมวนได้ไหม”

“ได้ค่ะ หัวหน้าแผนกบอกอย่างกุลีกุจอ ‘‘เดี๋ยวเราจะเปิดกุญแจประตูระเบียงด้านข้างให้ จะมีเจ้าหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนคุณนะคะ และ…คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม โค้กสักกระป๋องนะคะ”

เธอรู้ว่าผู้ป่วยชอบทานโค้กมากจึงได้เสนอผู้ป่วยไป โค้กเย็นๆสักกระป๋องคงจะช่วยคลายความเครียดให้กับผู้ป่วยลงได้บ้าง หากเป็นเวลาปกติสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าพยาบาลช่างไม่พยายามที่จะส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเอาเสียเลย แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ เรากำลังดูแลผู้ป่วยด้วยการใช้หัวใจสัมผัสใจของเขาจริงๆ

 ภาพที่ฉันเห็นคือทุกคนกุลีกุจอช่วยกันพยุงผู้ป่วยเดินไปยังระเบียงพร้อมทั้งเสาน้ำเกลือและเครื่องควบคุมการไหลของสารน้ำ  ต่างยืนพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงเฮฮา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและกันไม่ให้ผู้ป่วยยืนไกล้ระเบียงมากนัก เขายืนสูบบุหรี่และดื่มโค้กกระป๋องนั้นจนหมด สักพักก็บอกเจ้าหน้าที่ว่า เขาอยากะกลับห้องแล้ว เพียงไม่นานผู้ป่วยก็เดินเข้ามานั่งพักที่ข้างเตียงของตนเอง  ฉันเดินเข้าไปทักทายแนะนำตัวกับผู้ป่วยในห้องเป็นภาษาอังกฤษซึ่งนานๆจะได้ใช้ นึกในใจว่า “เอาวะเป็นไงเป็นกัน อย่าให้เสียชื่อหัวหน้าพยาบาลหละกันบอกให้ไปเรียนเพิ่มก็ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่น พอจะใช้จริงก็งูๆ ปลาๆทุกที ” ฉันได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ ที่ไม่ยอมหาเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษให้แข็งแรงกว่าเดิม

เขาพยายามทักทายฉันด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความทุกข์ไว้ในใจ “ผมไม่เคยเห็นคุณเลยครับ”  ฉันแนะนำตัวเองและตำแหน่งอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าผู้ป่วยจะไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพึ่งพูดไป  เมื่อฉันพูดจบเขาก็อุทานเสียงดัง  “โอ้ คุณช่างเป็นหัวหน้าที่โชคดีมากๆ พนักงานของคุณเป็นบุคลากรที่วิเศษและเยี่ยมยอดมากๆ ครับ ผมจะไม่มีวันลืมเลย พวกเขาดูแลผมดีมาก  เอ่อ…ผมอยากทราบว่าที่นี่มีตลาดไหมครับ” เป็นคำถามที่ฉันแปลกใจว่าผู้ป่วยจะไปตลาดทำไมกัน

“มีค่ะอยู่ใกล้ๆนี่เอง”  ฉันตอบ

 “ถ้าเป็นไปได้ผมอยากขอรบกวนคุณช่วยซื้อชอคโกแลตให้ผมเท่ากับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่นี่ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะคืนเงินให้ ผมอยากจะให้เป็นของที่ระลึกสำหรับเจ้าหน้าที่ก่อนไป”  

“ได้ค่ะ” ฉันรับปากคนไข้ ภายในใจของฉันแอบยิ้มแก้มแทบปริและรู้สึกดีใจแทนน้องๆในแผนกจริงๆกับคำชมของเขา  พลอยทำให้ลืมเรื่องเศร้าของผู้ป่วยเมื่อครู่ไปทันใด ฉันฟังเขาเล่าถึงประวัติของตัวเองด้วยท่าทีที่สนใจ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นครั้งคราว ฉันฟังเพื่อให้คนไข้ได้พูดและระบาย  เขาพูดถึงภรรยาของเขาด้วยสายตาที่ฉายแววแห่งความรักและบอกว่า “ผมรักเธอมาก หากผมเป็นอะไรไป คุณช่วยบอกภรรยาผมด้วยว่า ผมรักเธอเท่าที่หัวใจของผู้ชายจะสามารถรักผู้หญิงคนหนึ่งได้”  ฉันได้แต่ยืนนิ่งและพยายามามกลั้นน้ำตาไว้สุดฤทธิ์

 

“เดี๋ยวขออนุญาตถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกนะค่ะ”  เสียงของหัวหน้าแผนกดังแทรกขึ้นมา เธอยื่นหน้าเข้ามาบอก แล้วเดินไปเชิญภรรยาผู้ป่วยอีกคนที่นอนรักษาตัวที่ห้องข้างๆซึ่งเป็นชาวอังกฤษเหมือนกันมาร่วมถ่ายรูป  ทั้งสองต่างแนะนำตัวและทักทายกันเป็นภาษาอังกฤษ ต่างฝ่ายต่างถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกันและเขาได้ทราบว่า ผู้ป่วยห้องข้างๆเป็นไข้เลือดออก มีภาวะเลือดออกในสมอง และนอนเป็นผักอยู่ ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของผู้ป่วยเมื่อได้พบเพื่อนที่มีปัญหาคล้ายๆตนเอง อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้ว่าชีวิตของเขาไม่ได้เลวร้ายที่สุดในโลก เพราะยังมีเพื่อนห้องข้างๆที่ดูเหมือนจะแย่กว่า  

“คงจะทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น”  ฉันได้แต่นึกและภาวนาอยู่ในใจ   เราได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยห้องข้างๆ ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เบ่งบานออกมาจากหัวใจของทั้งผู้ป่วย ญาติและเจ้าหน้าที่       น้องหัวหน้าแผนกได้ปริ้นรูปถ่ายให้ผู้ป่วยไว้เป็นที่ระลึก ส่วนฉันขอตัวไปเดินเยี่ยมหน่วยงานอื่นต่อ ด้วยความรู้สึกที่เต็มตื้นไปกับสิ่งดีๆที่ทีมของเราได้ดูแลผู้ป่วยด้วยการใช้ใจสัมผัสใจของผู้ป่วย ไม่ว่าชีวิตหลายชีวิตที่ต้องจบลงโดยไร้ความหวังในโรงพยาบาลแห่งนี้ หรืออีกหลายชีวิตที่รอคอยความหวังและร้องขอให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับตนเองหรือครอบครัวในยามเจ็บป่วยหรือยามมีทุกข์แสนสาหัส  แต่ภายในใจฉันรู้ดีว่า “ปาฏิหาริย์ที่จะเกิดสิ่งดีๆให้แก่ผู้ป่วยและญาติที่เราดูแล  มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราใช้หัวใจในการทำงานและใช้ใจของผู้ให้สัมผัสใจของผู้รับจริงๆค่ะ

                                                           

                                        จาก

                            ผู้จัดการสาวลูกสาม