การสร้างคนของ ชาวศีรษะอโศก
ชาวศีรษะอโศก คือ นักปฏิบัติธรรมที่ชาวพุทธศรัทธาและลดกิเลศตามแนวคำสอนของสมณะโพธิรักษ์ เน้นการถือศีล 5 ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ทำงานหนักเพื่อยกระดับจิตวิญญาณและช่วยเหลือสังคม โดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ ซึ่งแตกต่างจากชาวพุทธทั่ว ๆ ไป ในประเทศไทยที่มีหลายทิฐิ และรูปแบบการปฏิบัติต่างกัน
การชำระทิฐิ คือ บุญขั้นแรกของชาวศีรษะอโศก คนที่ถูกสร้างหรือคนที่บรรลุธรรมถึงขั้นที่ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องมีสัมมาทิฐิเป็นประธาน การสร้าง “สัมมาสมาธิตามหลักมรรคมีองค์ 8 จึงมาเป็นหลักการสร้างคนแบบชาวอโศก
นั้นคือ ชาวศีรษะอโศกทุกคนต้องผ่านการอบรมให้เกิดความเห็น ทฤษฎี ความเชื่อที่มีคุณภาพเข้าขั้นดี ถูกต้อง จริงแท้ โดยชอบโดยควร โดยทั่วถึง
เมื่อชาวศีรษะอโศกได้ผ่านการอบรมเพื่อชำระมิจฉาทิฐิ อันเป็นขั้นแรกของการชำระกิเลสตามหลักมรรคมีองค์ 8 มีสัมมาทิฐิข้างต้นแล้ว การปฏิบัติให้เกิดสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ ไปจนครบมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการสร้างคนให้มีคุณธรรมถึงขั้นสัมมาทิฐิของชาวอโศก โดยมีเป้าหมายคุณภาพในระดับที่จะต้องสามารถเปลี่ยนทิฐิแบบตามกระแสโลกีย์ ให้เป็นแบบทวนกระแส เป็นโลกุตระ (คือ เหนือค่านิยมโลก) นั้นก็คือ
เปลี่ยนจากการนิยมบาป มาเป็น นิยมบุญ
เปลี่ยนจากการนิยมเอาเปรียบ มาเป็น นิยมเสียสละ
เปลี่ยนจากการนิยมเห็นแก่ตัว มาเป็น นิยมช่วยเหลือผู้อื่น
เปลี่ยนจากการนิยมตามใจตัวเอง มาเป็น นิยมขัดฝืนตัวเอง
เปลี่ยนจากการนิยมเลี้ยงกิเลส มาเป็น นิยมตั้งใจล้างกิเลส
มรรคมีองค์ ๘ หมายถึง หนทางดับทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ ๔ ที่ประกอบไปด้วย “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” นับเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหนทาง ๘ ประการอันได้แก่
๑.สัมมาทิฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ
๒.สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ
๓.สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ
๔.สัมมากันมันตะ คือ ทำการงานชอบ
๕.สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ
๖.สัมมาวายามะ คือ เพียรชอบ
๗.สัมมาสติ คือ เพียรชอบ
๘.สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ
“ระบบบุญนิยม” เริ่มต้นจากการ “สร้างคนดีมีศีล” ให้ได้ก่อน คนดีที่ว่านี้ คือบุคคลที่จะต้องฝึกฝนตนสู่ทิศทางเหนือโลก (โลกุตระ) ลดละการบำเรอตน เข้าถึงอริยสัจธรรมไปตามลำดับขั้น จนเกิด “โลกุตรจิต” เป็นผลการปฏิบัติได้จริง อยู่กับโลกอย่างรู้เท่าทันโลก (โลกวิทู) รู้เท่าทันความทุกข์ รู้เท่ากันความเป็นไปของโลกอันเห็นชัดในกิเลสของคนที่ยังมัวเมาลุ่มหลงกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันเป็นเหตุแห่งการแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกัน ในการสร้างคนของชุมชุนศีรษะอโศกนั้น มีลักษณะของบุญนิยมเด่นชัด 10 ประการ ดังนี้
- ทวนกระแสกับทุนนิยม แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกับทุนนิยม เพราะบุญนิยมมุ่งให้ ส่วนทุนนิยมมุ่งเอา
- มีคุณธรรมเข้าเขตโลกุตระ อยู่เหนือกิเลสได้
- อาจทำได้ยาก แต่แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ดีงาม
- ต้องเป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
- เป็นสัจธรรมแท้สำหรับมนุษย์และสังคม
- กำไร คือ การให้ การเสียสละ
- เน้นสร้างคนให้มีคุณธรรมและพ้นทุกข์จนประสบผลสำเร็จ
- เข้าถึงสภาวธรรมขั้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตวิญญาณ
- มีความอุดมสมบูรณ์จะอยู่ที่ส่วนรวมหรือส่วนกลาง ไม่ใช่อยู่ที่ส่วนบุคคล
- เชิญชวนให้มาพิสูจน์ได้ เช่นเดียวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
- จุดสัมบูรณ์ คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ
ชุมชนศีรษะอโศกเป็นสังคมที่ใช้หลักการพุทธศาสนามาปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การมีระบบวิธีการกลั่นกรอง “คนเข้าชุมชน” ตามมาตรฐานของศีลในแต่ละคน (ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ตามลำดับ) มีการอบรม ปรับคนตั้งแต่ชั้นพื้นฐานทางความรู้ ( จากมิจฉาทิฐิไปสู่ – สัมมาทิฐิ ) เป็นการสอนให้ลดกิเลส เข้าถึงความสุขขั้นสูงสุด โดยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างมีองค์รวม ไม่แยกปฏิบัติเป็นส่วนๆ มีระดับการวัดผลการปฎิบัติถึงโลกุตรธรรมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
ซึ่งแนวทางบรรลุความสุขสูงสุดของ ศีรษะอโศก นั้น ไม่ได้เน้นให้นั่งหลับตา ทำสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่จะผนวกไว้ในการทำงานเสียสละรับใช้สังคมอย่างกลมกลืน อยู่กับวิถีชีวิตประจำวัน ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยย้ำว่า ( การปฎิบัติงาน คือการปฎิบัติธรรม) หรือที่ท่านดาไลลามะแห่งธิเบต กล่าวว่า (ต้นธารแห่งความสุขและทำให้อิ่มใจ คือการบริการผู้อื่น ) และทัศนะของ ท่านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่าด้วยกิจการสาธารณะ ที่ว่า ( มนุษย์เราจะสามารถค้นพบความหมายของชีวิต ซึ่งสั้นและเต็มไปด้วยความอันตรายได้ก็ต่อเมื่ออุทิศตัวให้แก่สังคมเท่านั้น) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปฎิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ (ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บำเพ็ญเพียรทางจิตไปพลาง ๆ ขวนขวายเอาการงานน้อย ใหญ่ของกลุ่มหมู่ไปพลาง ๆ ด้วย ประดุจแม่โคลูกอ่อนเล็มหญ้าไปพราง ๆ ตาชำเลืองมองลูกน้อยไปพลาง ๆ คือ ให้ทำความเพียรทั้งประโยชน์ตน และ ประโยชน์สังคมไปพร้อม ๆ กัน)
การสร้างคนแบบชาวศีรษะอโศก เป็นการมองโลกในมิติปัจเจกบุคคล (Micro) ว่ากระบวนการหล่อหลอมคุณธรรมคุณภาพจากปุถุชนพัฒนาขึ้นสู่ระดับ อาริยชน (คนที่ประเสริฐ) ของชาวอโศกนั้น มีขั้นตอนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีการปรับเปลี่ยนทัศนะคติ ปลุกจิตสำนึก ความเชื่อและเป้าหมาย โดยชำระกิเลสตั้งแต่มัจฉาทิฐิให้เป็นสัมมาทิฐิ จึงทำให้ชาวอโศกเกิดความนิยมบุญ (บุญนิยม) คือ เกิดพลังความเชื่อถือ เชื่อมั่นว่า การลดละกิเลส การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายในปัจจัย 4 กล้าเล็กลง กล้าจนลง ทั้ง ๆ ที่มีคุณภาพ มีสมรรถภาพ เอาส่วนเกินแบ่งแจกเจือจาง เสียสละเพื่อสังคมส่วนรวมเป็นบุญ, เป็นแนวทางที่ถูกต้องสูงสุดของชีวิต ทั้ง ๆ ที่สังคมรอบข้างทั้งโลกเป็นค่านิยมด้านตรงข้าม คือ มุ่งแต่แสวงหาสิ่งบำรุงปรนเปรอ กิน สูบ ดื่ม เสพ โดยอาศัยความฉลาดที่มีเลศเล่ห์เฉโก หรือได้เปรียบด้วยฐานะหน้าที่ ที่เอื้ออำนวย
วิธีการสร้างคน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการอบรม ดังที่จะได้อธิบายให้เข้าใจดังนี้
1.ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “โลกียศาสนา” กับ “โลกุตรศาสนา” ซึ่งในโลกปัจจุบันถูก “พลังโลกีย์” (โลกียศาสนา) ครอบงำไปทั้งโลกและทำลายพลังธรรมชาติ พลังทางการเมือง พลังทางเศรษฐกิจ ให้เสียสมดุลที่ดีงามไปหมด (พลังโลกียศาสนา คือ พลังความเชื่อถือ เห็นชอบ ยินดีในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขว่า เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าแสวงหา เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ หลงมากขนาดถือเป็น “พระเจ้า” เช่น หลงเงิน ความสุขทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย ทางใจ การได้เกียรติยศ มีชื่อเสียง เป็นเป้าหมายของชีวิต นี้แหละ คือ “โลกียศาสนา”
พลังโลกียศาสนานี้ ได้แพร่เข้าไปทำลายอุดมการณ์ ของพลังทางการเมืองและพลังทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่ทำให้ผู้นำที่มีอำนาจ มีลาภยศสรรเสริญ เกิดจิตคอรัปชั่น ใช้อำนาจในทางทุจริต ใช้ความฉลาดที่น่าจะใช้ไปทางเสียสละช่วยเหลือสังคม แต่กลับใช้ไปในทางแอบแฝงเอารัดเอาเปรียบ แสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเอง โดยไม่ละอายหรือสงสารผู้ที่ได้รับผลเสียหาย ตลอดจนเบียดเบียนจนถึงขั้นทำลายพลังธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม พลังโลกียศาสนานี้ จึงเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น แต่มีฤทธิ์ร้ายแรงทำลายสังคม และชาวอโศกได้มีการปฎิบัติธรรมจนอยู่เหนือหรือพ้นจากโลกียศาสนานี้ (โลกีย์ : โลก, โลกุตระ : เหนือ, โลกุตรศาสนา : คำสอนเหนือโลก ) เรียกว่าเป็น “อริยบุคคล” (อาริยะ : ประเสริฐ) โดยการลดกิเลสได้อย่างจริงจัง และเชิญชาวท้าทายให้ชาวพุทธหันมา “เอาจริง” กับการปฎิบัติ “ศีล” ซึ่งก็จะเกิดผลตามมาก็ คือ จากหนึ่งคนเป็นสอง จากสองเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นกลุ่มที่มี “พลังโลกุตรศาสนา” ก็คือ มีความเชื่อ เห็นชอบ ยินดีในเรื่องบุญ เรื่องเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งอยู่ในจิตใจที่ว่า ความสุขที่ดีกว่า สูงกว่า สงบกว่า นั้นก็คือ ความสุขจากโลกุตรศาสนา และก่อให้เกิดเป็นชุมชนชาวบุญนิยม นานเข้าก็กลายเป็นระบบสังคมใหม่ซึ่งเป็นนวัตกรรม เรียกได้ว่า ระบบบุญนิยม แตกต่างจากระบบทุนนิยม และคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน
ระบบ บุญนิยม นี้จะเป็นการสร้างแบบอย่าง “สังคมบูรณาการ” ทีมีอุดมการณ์ 5 อย่าง คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ โดยเริ่มต้นที่การสร้าง “คน” ให้มีคุณภาพระดับโลกุตระอย่างมีระบบขั้นตอน และมีคุณธรรม ความเสียสละ เมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็จะเป็นพลังช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในระบบการเมือง หรือระบบเศรษฐกิจ แบบใด ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมนั้น ๆ
และชาวอโศกมีความเชื่อว่า ระบบทุนนิยมโลก จะไปไม่รอดเช่นเดียวกัน แต่การแก้ไขปัญหาแบบเปลี่ยนถึงรากหญ้า นั้นต้องเริ่มต้นที่ “คน” คือต้องใช้วิธี “ฝึกคน” ให้เป็น “โลกุตรบุคคล” ได้จริง ๆ (ไม่ใช่ไปมัวเริ่มคิดแก้ไขที่ระบบกลไกทางการเมืองหรือทางเทคโนโลยี) ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักคำสอนของจีนโบราณมนคัมภีร์ “ต้าเสวีย” ที่ว่า (จงกำหนดความยากที่อยู่ในวัตถุให้อยู่ในกรอบ แล้วความสุขความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะเกิดขึ้น จากนั้นจึงตั้งเจตจำนงให้แน่วแน่ วางใจให้เที่ยง จึงจะดำรงตนให้อยู่มนธรรมได้ ผู้ดำรงดีเท่านั้น จะดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยได้ ผู้มีครอบครัวที่ดีเท่านั้น จะปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้ ผู้ปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้เท่านั้นจะนำโลกไปสู่ความยุติธรรมอันไพบูลย์ได้) ชาวอโศกจึงมีความเข้าใจอย่างดี ในเรื่องโลกีย์ – โลกุตรศาสนา นี้ตรงกันและมีทิศทางที่จะพัฒนาตนเองให้พ้นโลกีย์สูงขึ้นไป
2. ต้องทำความเข้าในเกี่ยวกับ “บาป” บาปคืออะไร ชาวพุทธจะเข้าใจเรื่องบาป ว่า บาป คือ การทำชั่วผิดศีลธรรม แต่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ห่างเหินศาสนา ไม่ได้ศึกษาและขาดผู้อธิบายอย่างชัดเจนในโทษภัยของการทำบาปที่แฝงอยู่ในพฤติกรรมต่าง ๆ ในสังคม จึงกล้าที่จะทำบาปทั้งต่อหน้าและลับหลังเบียดเบียนตนเองละสังคมอย่างไม่รู้ตัว แต่ชาวอโศกได้อธิบายเรื่องบาปว่า บาป คือ กิจกรรมใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อเอารัดเอาเปรียบ ไม่เสียสละที่แท้จริง ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง เป็นบาปที่ทำลายตัวเองและสังคม
3.ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “บุญ” บุญคืออะไร บุญ คือ พฤติกรรม คำพูด และจิตใจที่มีการเสียสละออกไปจริง อย่างไม่มีเลศเล่ห์ หรือวิถีโค้งที่จะย้อนกลับมาให้ตนภายหลัง
ชาวอโศกกล้าที่จะทำงานเสียสละจริง ๆ ได้อะไรมาก็มีการใช้จ่ายอย่างจำเป็น ที่เหลือก็แบ่งปันผู้อื่น ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวจน กลัวอด และยังยืนยันว่า คนดีเสียสละ ย่อมจะมีคนศรัทธา ดูแลเคารพ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสะสมกักตุนไว้บำรุงบำเรอตัวเอง และชักชาวให้เพิ่มอุดมการณ์ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ตามหลักพัฒนาบุญ 3 ขั้น ที่ว่า
- คนต้องมีคุณธรรม คือ ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน สั่งสมสมรรถนะ แต่ใช้จ่ายน้อย
- บุญมีค่ำจุล คือ จะมีกุศลผลความเสียสละมาสนับสนุน ทั้งคน วัตถุ เพราะกองกลางคือ สาธารณโภคีที่เติบโตขึ้นจากการเสียสละ ของทุกคน
- กิจกรรมมีผลเจริญ คือ นานเข้าก็จะมีความก้าวหน้า และสามารถใช้กองกองกลางไปพัฒนาหน่วยงานต่าง ๆ ของชุมชนให้รุ่งเรือง
แนวความเชื่อเรื่องบุญ นี้ ได้เป็นหลักในการพัฒนา ชาวอโศกทั้งปัจเจกชน และก่อรูปเป็นระบบสังคมบุญนิยมในเวลาต่อมา โดยทุกคนมีความเชื่อมั่นว่า วิธีการลดกิเลสที่เป็นบุญแท้นี้จะต้องมีการลดความโลภ โกรธ หลง อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม การเสียสละส่วนบุคคล ที่มีขั้นตอนการพัฒนาจาก ศีล 5,8,10 จนถึงระดับอุทิศตนออกจากเรือน บาชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าตามลำดับพร้อมกับการพัฒนาสมรรถนะความสามารถที่ช่วยเหลือ ผู้อื่นเพิ่มขึ้นอยู่ตลอกเวลา
ค่านิยมของการทำบุญนั้น ในสังคมมนุษย์ปัจจุบันเพี้ยนไปมาก เจตนาของผู้ทำบุญไม่ได้ตั่งใจเสียสละให้ออกไปจริง ๆ แต่กลับยังหวังผลตอบแทน ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย โดยทำตามจารีตประเพณี ที่ตกทอดมาอย่างงมงาย หรือทำแบบมีกลอุบายแอบแฝงผลประโยชน์ไว้ด้วย
ต้องทำความเข้าใจถึงเป้าหมายของชีวิต “เกิดมาเพื่ออะไร จะเอาอะไร”
1. เกิดมาเพื่อ “ทำงาน” ชาวอโศกสอนให้ชาวพุทธมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนว่า ในเมื่อเกิดมาแล้ว ก็จงเกิดมาเพื่อทำงาน และงานที่สำคัญและจำเป็นก่อนสิ่งอื่น ก็คือ งานปฎิบัติธรรม ลดกิเลส โลภ หลง ตามหลักของพุทโธวาท 3 ของพระพุทธเจ้า คือ
- ฝึกลดละนิสัยชั่วทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง)
- ฝึกเพิ่มนิสัยดีทุกด้าน (กุสะลัสสูปะ สัมปทา)
- ขัดเกลาจิตของตนให้ขาวรอบ (สะจิตตะปะริโยทะปะนัง)
ซึ่งเป้าหมายชีวิตที่ทำให้มนุษย์หลงไปกับ โลกแห่งกิเลส 4 ระดับ คือ โลกอบายมุข โลกกามคุณ โลกธรรม 8 โลกอัตตามานะ และการสูญเสียคุณค่าของชีวิตไปกับเรื่องเหล่านี้ถึง 4 ประเด็นใหญ่นั้นก็คือ
- เสียทรัพย์สิน
- เสียเวลา
- เสียแรงกาย
- เสียแรงสมอง
2.เกิดมาเพื่อ “ให้” สูงกว่าเกิดมาเพื่อ “เอา” คนทั่วไปเกิดมาเพื่อเอา เพื่อแสวงหากอบโกย แต่ผู้ประเสริฐกว่า คือ เกิดมาเพื่อให้ เพื่อสร้างสรรค์ เกื้อกูล แจกจ่าย รู้จักให้ ไม่ใช่ให้รู้จักเอา
ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “กรรม” (กรมนิยม) ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่นับถือกรรมนิยมยิ่งกว่านับถือพระเจ้า ดังนั้น “แรงจูงใจ” ที่ชาวพุทธมีในการพัฒนาตัวเองนั้น จึงแตกต่างจากศาสนาอื่น ที่มีพระเจ้าเป็นสิ่งสูง คอยเป็นกำลังใจ เพราะชาวพุทธไม่เชื่อว่า “พระเจ้า” อยู่นอกตัว แต่จะพยายามปรับปรุงกรรมของตัวเองด้วยตัวเอง (ไม่ว่าจะเป็น มโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม ) ให้กลายเป็นอำนาจวิเศษที่เรียกว่า “พระเจ้า” เองก็ได้ โดยไม่ต้องอ้อนวอนให้ใครมาช่วย หรืออธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ หรือเทพบนฟ้าที่มองไม่เห็น อำนาจวิเศษนี้ก็คืออำนาจกรรม 3 ที่เป็นไปด้วย “กรรม” ที่ตนทำเอง ก่อขึ้นเอง ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนชาย หญิง บรรพชิต ให้พัฒนาตน ที่ว่า “เรามีกรรมเป็นของตนเอง มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น
อย่าสนใจศาสตร์อื่น ๆ เกินจำเป็น ควรที่จะเน้น “ศีล” เด่นที่สุด ชาวอโศกได้กล่าวพระสูตรบทหนึ่งของพระพุทธเจ้าว่า คือ เรื่อง ชายคนหนึ่งถูกลูกศรปักอก แต่มัวถามว่า “ใครยิงลูกศรทำด้วยไม้ชนิดไหน” โดยไม่รีบหาทางถอนลูกศรออกจากอก แล้วรีบรักษาแผล ซึ่งชาวอโศกได้นำมาใช้และได้ทำความเข้าใจว่า “ปัจจุบันระบบการสื่อสารและโลกาภิวัตน์กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ของคนจนเกินความจำเป็นของชีวิต แถมมีผลไปทำลายศีลธรรมและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมของมนุษย์อย่างร้ายแรง เพราะมนุษย์ถูกกระตุ้นให้มีความยาก ความแค้น ในเรื่องโลกีย์มากเกินจำเป็น”
ชาวอโศกได้ศึกษาเฉพาะเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน คือ “การเร่งถอนลูกศรออกจากอก” นั้นคือ การปรับปรุงพฤติกรรมของตน เพิ่มศีล เพิ่มความพยายามที่จะฝึกฝนให้สูงขึ้น เป็นเรื่องเด่นที่สุด และเรื่องอื่น ๆ รองลงไป ชาวพุทธที่นิยม “ความฉลาดเชิงมีปัญญาความรู้” มากกว่า “ความมีศีล” ว่า ปัญญาที่ไร้ศีลไม่เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของใคร แม้แต่ตนเอง แล้วคนอื่นจะหวังพึ่งผู้มีปัญญาที่ไร้ศีลได้แค่ไหน
ซึ่งได้มีการอบรม การสร้างคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่เป็น “สมณะอโศก” ให้เคร่งครัดในระดับของศีลอย่างจริงจัง เพื่อเป็นคณะสงฆ์ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยพระธรรมวินัย เพื่อการบริหารเครือข่ายชาวอโศกได้สืบต่อไป
เน้นเทคนิคการลดกิเลสอย่างได้ผลเป็นโลกุตระ เป็น อาริยบุคคลจริง
1.ต้องเข้าถึงกฎไตรลักษณ์ถึงขั้นละกิเลสได้ ไม่ได้เน้นให้นั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว ชาวพุทธทั่วไปจะอธิบายถึงเรื่องไตรลักษณ์แบบตรรกะธรรมดา คือ สิ่งทั้งหลายรอบตัวเราล้วนไม่จีรังยั่งยืน “เป็นอนิจจัง” ย่อมแตกสลายไปตามกาลเวลา ไม่มีแก่นสาร “เป็นทุกข์” และ “ไม่มีตัวตน” แต่ท่านโพธิรักษ์ได้อธิบายว่า คำสอนเหล่านี้ยังเป็นความรู้พื้น ๆ ระดับโลกีย์เท่านั้น เพียงเป็นตรรกะคิดนึกเอา แต่ไม่เป็นโลกุตระ คือ การหลุดพ้นจากโลกีย์ได้จริง
ชาวอโศกเชื่อว่า ไตรลักษณ์ต้องเจอะลึกลงที่การลดละกิเลสของแต่ละคน กิเลสทุกตัวสามารถทำเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ
- กิเลสเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เพิ่มก็ลด อยู่ที่เราว่า จะเพิ่มหรือลด
- กิเลสเป็นทุกข์ อยู่ไม่นาน แต่เราต้องชำระให้กิเลสตั้งอยู่ไม่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่กิเลสมันลดไปเอง
- กิเลสเป็นอนันตา ไม่มีตัวตนจริง เราสามารถลิขิตชีวิตและจัดการกิเลสในตัวเองได้
ทิศทางของ “อาริยชน” (คนผู้ประเสริฐ) คือ ต้องทำให้ “กิเลส” มันลดลงให้ได้ จากที่ไม่เที่ยงในทางที่เพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม มาเป็น ดับสนิท อย่างเด็ดขาด จึงจะเป็นการกำจัดกิเลสตามหลัก “มรรคมีองค์ 8”
2. แยกให้ชัด ระหว่าง “หนี้โลก” กับ “เหนือโลก” เพราะปัจจุบันคนทั่วไปเข้าใจผิดว่าการลดกิเลส คือ จะต้องหนีโลกไปนั่งสมาธิตามป่า เขา หรือ ถ้ำ ห่างไกลผู้คน รอการบรรลุแบบฉับพลันขึ้นมาเอง แท้จริงการหนี้โลกไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้าเลย โดยขัดกับหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ขวนขวายกิจการน้อยใหญ่กลุ่มหมู่ ขณะเดียวกันก็เพ่งเล็งกล้าใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ไปด้วย อุปมาดังแม่โคลูกอ่อนเล็มหญ้าไปพลาง ๆ ชำเลืองมองลูกน้อยไปพลาง ๆ”
โดยหลักการนี้ หมายถึง นักปฏิบัติธรรมชาวอโศกควรจะสามารถต่อสู้กับกิเลสจนถึงกับสามารถอยู่เหนือโลก (โลกุตระ) อยู่กับโลกแต่ไม่แพ้โลก ชนะโลก อยู่เหนือสิ่งที่มายั่วยุได้โดยที่มีการทำงาน กระทบ ผัสสะกับเรื่องต่างๆ อย่างคนทั่วไปแต่เมื่อผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สามารถเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วยุเหล่านี้ได้ กล่าวคือ หยั่งดูผลกระทบในใจไปได้ด้วย สามารถหรีดล้างกิเลสได้ด้วยอย่างไม่ต้องไปหลับตานั่งสมาธิ หรือหนีห่างเหตุปัจจัยไปไกล ไปอยู่ในป่าในถ้ำที่ไม่พบไม่มีโลกีย์ ดังที่ชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจผิด แล้วก็ไปนั่งสะกดจิตเอาอย่างฤาษีในสมัยโบราณ ซึ่งมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติตรัสรู้ แต่พุทธแท้จะปฏิบัติอยู่กับโลกีย์ ไม่ใช่หนีโลกีย์
3.แยกให้ชัดระหว่าง “มิจฉาสมาธิ” กับ “สัมมาสมาธิ” จุดผิดเรื่องใหญ่สำคัญมากที่คนไม่ปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลเป็นอาริยบุคคลได้ ก็เพราะเหตุที่ทิฐิไม่เป็นสัมมา มาตั้งแต่ต้น มัวไปถือว่า นั่งหลับตาสะกดจิตทำสมาธิ นี้แหละเป็น หลักปฏิบัติอันเอก ซึ่งต่างจากที่พระพุทธเจ้าสอนว่า สัมมาสมาธิของอาริยะนั้นได้จากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ (ต้องเริ่มที่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองจากอดีตที่เคยมีมิจฉาทิฐิ 10, มิจฉาสังกัปปะ 3, มิจฉาวาจา 4, มิจฉากัมมันตะ 3, มิจฉาอาชีวะ 5, มิจฉาวายามะ, มิจฉาสติ, ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาจริง ๆ ก็จะได้สัมมาสมาธิ
4.หลัก ประโยชน์ตน ประโยชน์เพื่อสังคม ต้องทำไปพร้อมกัน ต้องฝึกสอนด้านไปพร้อมกัน โดยเฉพาะทำงานกับคนไป อ่านใจไปด้วยพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าการบรรลุธรรมเพราะการหลับตา มีตัวอย่างพระอรหันต์มากมายที่ไม่ได้นั่งสมาธิเลย ก็บรรลุอรหันต์ได้ เช่น พระสารีบุตร พระยสกุลบุตรและสหาย ฯลฯ
ดังนั้น ชาวอโศกจึงมีความเคร่งครัดในหลักศีลวินัย มีทิศทางพัฒนาถึงระดับอรหันต์แบบนิกายเถรวาท ขณะเดียวกันก็ดำเนินชีวิต มีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในแนวทางโพธิสัตว์ ตามแบบนิกายมหายาน
การทำงานร่วมกัน คือ การปฏิบัติธรรม (ตามหลักมรรคมีองค์ 8)ชาวอโศกหันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาประชุมอภิปรายแล้วรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เมื่อที่ประชุมลงมติแล้ว ก็ให้ทุกคนละทิฐิ ปฏิบัติตามนั้น จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว และได้ตำหนิผู้ชอบปลีกเดี่ยวไม่เข้าหมู่กลุ่มว่าไม่แข็งแรง เพราะถ้ายังไม่ผ่านการทำงานร่วมกันแล้ว ผู้นั้นถือว่ายังไม่มีบทฝึกปฏิบัติจริงตามหลักมรรคมีองค์ 8 เพราะมีแต่มนุษย์ด้วยกันนี่แหละจะเป็นตัวขัดเกลากระตุ้นให้เกิดกิเลส และลดกิเลสได้ดีได้ลึกที่สุด หากมัวแต่ไปหลบหนีหน้า ฝึกสมาธิหลับตาในป่าในถ้ำ ย่อมไม่อาจขุดคุ้ยกิเลสอาสวะขึ้นมาชำระล้างได้สิ้นเกลี้ยง การดำเนินชีวิตตามอาริยมรรคนี้ จึงเป็นเรื่องทำในชีวิตประจำวัน ทุกที่ทางทุกเวลา กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติจนเกิดคุณสมบัติที่เป็นพระพุทธเจ้าคือ รู้เท่าทันเหลี่ยมชาวโลก(โลกวิทู) สามารถเกื้อกูลเสียสละช่วยชาวโลกได้ด้วย(โลกานุกัมปายะ)
ต้องเข้าใจการบรรลุมรรคผลอย่างเป็น “รูปธรรม” ไม่คลุมเครือ การบรรลุมรรคผลเป็นเรื่องอุตริมนุสธรรมที่ควรประกาศ มิใช่เรื่องน่ากลัวหรือต้องปกปิด เพียงแต่ใครไม่มีเท่านั้น จึงต้องระวังว่า หากพูดโกหกออกไป จะมีโทษหนักถึงขั้นปาราชิก หรือถ้าพูดกับคนที่ไม่เหมาะสมก็มีโทษเบาคือปาจิตตีย์ในทางกลับกัน ผู้ใดมีอาริยคุณจริง(เป็นพระโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันระดับใดก็ตาม) และกล้าประกาศมรรคผลอย่างถูกต้อง ย่อมจะกลายเป็นเครื่องยืนยันและท้าทายให้มาพิสูจน์อย่างสัมมาทิฐิ เปรียบได้กับตัวอย่างพฤติกรรมความชั่วทางโลก เขาก็เอาระบบโฆษณามาชวนเชิญเชื้อเชิญให้คนทำซึ่งประกาศทั้งวันทุกวัน ทุกสื่อก็ยังปล่อยให้ทำกันได้ (เช่น โฆษณาอบายมุข สิ่งเสพติด) แล้วทำไมการชักชวนให้คนดีทำดี จะมาถูกห้ามกั้นขัดขวางไม่ให้เปิดเผยหรือที่ถูกวางกับดักว่า ถ้าใครประกาศว่าฉันมีดี ก็เท่ากับว่าคนนั้นมีกิเลส ไม่บรรลุธรรม ยิ่งจะทำให้ข่าวคราวของคนทำดีได้ดี ถูกปิดกั้นเอาไว้ มรรคผลของพระพุทธเจ้าได้อธิบายตามแนวหัวข้อธรรมะในพระไตรปิฏก ดังนี้
1. ระดับโสดาบัน ถือศีล 5 ละบายมุข 6
2. ระดับสกิทาคามี ถือศีล 8 ละกามคุณ 5 โลกธรรม 8 ให้เบาบางลง
3. ระดับอนาคามี ถือศีล 10 ละกามคุณ 5 โลกธรรม 8
4. ระดับอรหันต์ ถือศีลวินัย 227 จุลศีล – มัชฌิมศีล – มหาศีล ละกิเลสอัตตามานะ