การดูแลตนเอง หรือการพึ่งตนเอง เป็นปรัชญาอมตะ ข้ามยุคข้ามสมัย
ในยุคไอที ชีวิตผุ้คนอยุ่บนโลกไซเบอร์มากขึ้นทุกที รูปธรรมการดูแลสุขภาพตนเองจะเป็นไปอย่างไรหนอ
ลองจินตนาการ ตามผมดังนี้นะครับ
คุณสมพันธ์ อายุ 55 ปี เป็นความดันเลือดสูง แพทย์แนะให้กินยาลดความดัน แนะนำให้ลดอาหารเค็ม มัน หวาน เพื่อช่วยลดปริมาณโซเดียมอันเป็นตัวเพิ่มความดัน และช่วยคุมแคลอรี่ให้พอดีกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน น้ำหนักตัวจะได้ไม่เกินพิกัด
แม้จะเป็นคนใส่ใจสุขภาพ แต่ภาระการงานรัดตัว และยังรู้สึกสบายดี คุณสมพันธ์เลยไม่ค่อยใส่ใจกับคำแนะนำของแพทย์มากนัก ขาหมูที่เป็นเมนูโปรดก็ยังคงติดอันดับรายการอาหารประจำวันของคุณสมพันธ์ เค้กชิฟฟอนคำโต ก็ยังวนเวียนผ่านลงไปในกระเพาะอาหารอยู่เนืองๆ น้ำหนักตัวเลยยังลดไม่ได้
อยู่มาวันหนึ่ง ญาติคุณสมพันธ์ ซึ่งเป็นเบาหวาน ความดัน และไขมันสูงต้องเข้ารพ.ด่วนเพราะหัวใจขาดเลือด หลังถูกสวนหัวใจเพื่อทะลวงการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ เลยต้องนอนรักษาตัวในไอซียูต่อ เบ็ดเสร็จ 5 วันหมดเงินไปเฉียดล้าน
คุณสมพันธ์เลยหันมาทบทวนตัวเองว่า เอ ชะรอยตนเองคงจะคิดผิดที่ละเลยคำแนะนำของแพทย์ ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ เงินที่หามาได้ อาจไม่ได้ใช้ท่องโลกหลังเกษียณเป็นแน่แท้
คิดได้ดังนี้จึงลองsearch internet ไปพบบริการ "เพื่อนคู่คิด" มุ่งหมายเพื่อช่วยเตือนความจำ จัดการนัดหมายพบแพทย์ ตรวจสุขภาพ ช่วยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างอาหารที่กิน การใช้พลังงาน กับความดันเลือด ไขมันในเลือด น้ำหนักตัว ช่วยเปรียบเทียบให้เห็นว่า คนอื่นที่คล้ายกับคุณสมพันธ์ ดูแลตนเองได้ผลเป็นอย่างไร การดูแลตนเองของคุณสมพันธ์อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยหรือดีกว่า หรือด้อยกว่าค่าเฉลี่ย พร้อมกับมีบทเรียนของคนที่ทำได้สำเร็จดีกว่าให้ศึกษา และบางคนอาจยินดีเป็นเพื่อนให้คำแนะนำว่า เธอหรือเขาทำได้อย่างไร ฯลฯ
เพื่อนคู่คิด จึงเป็นโลกบนไซเบอร์ ที่คนสนใจดูแลตนเองได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้บริการและเป็นเพื่อนคู่คิด พวกเขาทำงานเป็นทีมเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เพื่ออำนวยให้ความรู้ทันสมัย ผสมผสานเข้ากับประสบการณ์การดูแลตนเองของมวลสมาชิก เกิดเป็นความรู้เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม เข้าทำนอง ตัดเสื้อเฉพาะตัว(tailor made)
บนโลกไซเบอร์นี้ ทุกคนสามารถเติมความรู้ฝังลึก(tacit knowledge)หรือประสบการณ์ส่วนตัว(experiential knowledge)เข้าไปในคลังความรู้ของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งของคลังความรู้ใหญ่ของมวลสมาชิก โดยมีระบบรักษาความเป็นส่วนตัวของทุกคนอย่างแน่นหนา
การนำความรู้เข้าคลัง เป็นได้ทั้งในรูปตัวอักษรเช่น sms หรือ ภาพถ่าย (ข้าวขาหมู สเต็กเนื้อ ส้มตำ)
นอกจากตนเองจะได้บริการความรู้ การนัดหมาย การเตือนกิจกรรมสุขภาพ เจ้าตัวยังสามารถระบุได้ว่าจะให้แพทย์ หรือรพ.ใดเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวดังกล่าว
แพทย์และรพ.สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนการดูแลคนไข้เป็นรายๆ เป็นกลุ่ม รวมท้้งปรับปรุงคุณภาพบริการของแพทย์และรพ.โดยเทียบกับแพทย์หรือรพ.ในเครือข่ายทำนองเดียวกับที่คุณสมพันธ์เปรียบเทียบผลดูแลตนเองกับคนกลุ่มใหญ่ดังกล่าวข้างต้น
ข่าวดีคือ ทั้งหมดนี้ใกล้จะเป็นจริงในประเทศไทย อย่างน้อยก็ในขั้นการพัฒนาไอที ครับ