ผมอ่านบันทึกของอาจารย์หมอวิจารณ์เรื่อง การให้ทุนเสริมสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ระดับปริญญาเอก เพื่อดึงดูดเด็กเก่งมาเรียนคณะวิทยาศาสตร์มากขึ้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันเด็กที่สนใจจะเรียน pure science น้อยลงมาก แต่ applied science ด้านต่างๆ กลับได้ความนิยมมากขึ้นกว่าในอดีตอีกเยอะ (เพราะ applied science หาเงินได้มากกว่า)
ถ้ามีคนเรียน pure science น้อย วงการวิทยาศาสตร์ในบ้านเราจะมีพัฒนาการที่น่าเป็นห่วงในอนาคต เพราะฐานจะไม่ดีและไม่มีทางสู้ต่างชาติได้
แต่ความเห็นผมไม่เกี่ยวกับ pure science หรือ applied science แต่กลับเกี่ยวกับ science และ art ครับ
ความเห็นของผมคือ ผมอยากเห็นการสร้างนักศิลปศาสตร์รุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ครับ
ผมมีความรู้สึกว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์มากเกินไปจนหลงลืมนักศิลปศาสตร์ไป
ต้องบอกกันก่อนว่า “วิทยาศาสตร์” และ “ศิลปศาสตร์” ที่ผมเขียนในที่นี้หมายถึง “วิทยาศาสตร์” และ “ศิลปศาสตร์” ในมุม “กว้าง” ที่สุดนะครับ (in the broadest sense) แต่ไม่ใช่ sense ของ art is science; science is art.
ในประเทศไทย เด็กที่เก่งด้านศิลปศาสตร์ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้เก่งด้านวิทยาศาสตร์เท่าๆ ไปด้วยนั้น) ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างที่ควร เด็กเหล่านี้ต้องดิ้นรนกันเองตามมีตามเกิด
บางคนก็พยายามไปเอาดีในทางวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองไม่ถนัด ประเทศก็สูญเสียบุคคลากรชั้นเลิศที่ควรมีไปแต่กลับได้นักวิทยาศาสตร์ “ธรรมดา” มาหนึ่งคน แต่นั่นยังดีนะครับ เพราะบางคนก็หลงทางไปเลย ไม่ได้ไปทางไหนสักทาง ส่วนคนที่ “รอด” มาได้เป็นนักศิลปศาสตร์นั้น ต้องเก่งมากๆ และดิ้นรนมากๆ เท่านั้น จึงมีจำนวนน้อยมาก
ในขณะเดียวกัน เด็กที่พอมีแวว “เล็กๆ” ด้านวิทยาศาสตร์กลับได้รับการส่งเสริมเสียดิบดี ทั้งๆ ที่ทรัพยากรที่เราไปส่งเสริมเด็กเหล่านั้น ถ้าเรานำมาส่งเสริมเด็กที่มีแวว “ดีๆ” ด้านศิลปศาสตร์จะมีประโยชน์เยอะกว่ามาก
เราจะเห็นว่าประเทศเรามีแต่ทุนให้เรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น เผลอๆ ทุนจะมากกว่าคนอยากเรียน แต่ในขณะเดียวกันทุนให้เรียนต่อด้านศิลปศาสตร์กลับหายากเหลือเกิน เห็นแต่มีเฉพาะ “อัจฉริยะ” เท่านั้นถึงจะได้ทุนไปเรียนด้านที่ไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
ผมมองดูไปรอบๆ พบว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก มากเสียจนคนไทยเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์นั้นสามารถทำงานที่ปกติแล้วควรให้นักศิลปศาสตร์เฉพาะทางมาทำ เราเลยเห็นนักวิทยาศาสตร์ไปทำงานที่ตัวเองไม่ถนัดด้วยความเชื่อว่าตัวเองทำได้เยอะแยะ อาจกล่าวได้ว่าเราเป็นประเทศที่ใช้มือสมัครเล่นทำงานด้านศิลปศาสตร์กันเป็นหลักเป็นฐานทีเดียวครับ
การเราใช้ “มือสมัครเล่น” เยอะขนาดนี้ นอกจากแสดงให้เห็นความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์ว่าตัวเองมีความรู้ครอบคลุมศิลปศาสตร์แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความคาดแคลนอย่างรุนแรงของนักศิลปศาสตร์ในเมืองไทย แต่ด้วยความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์ เราเลยไม่ได้ตระหนักถึงความขาดแคลนนี้
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเอาจริงเอาจังกับการสร้างนักศิลปศาสตร์ไม่ว่าแขนงใดก็ตาม เพราะนอกจากวิทยาศาสตร์แล้ว ศิลปศาสตร์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในการนำพาประเทศสู่ความสำเร็จ
น่าเศร้าที่เรามองข้ามศิลปศาสตร์ไป ประเทศเราเลยพายเรือวนในอ่าง ….. อย่างถูกหลักวิทยาศาสตร์
ขอทุนให้นักศิลปศาสตร์บ้างได้ไหม
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาง ลำดวน จะโรจร · 27 ก.ค. 2549
นาย สุพจน์ น้อยจินดา · 27 ก.ค. 2549
JJ · 27 ก.ค. 2549
Mr. wisoot Binlateh · 27 ก.ค. 2549
นาง พันดา เลิศปัญญา · 27 ก.ค. 2549
พิชชา · 27 ก.ค. 2549
เจษฎา ศุนาลัย · 27 ก.ค. 2549
ศิลปศาสตร์ หรือ ศิลปกรรมศาสตร์ ครับ ?
ถ้าเป็นสาย มนุษยศาสตร์/อักษรศาสตร์/ศิลปศาสตร์ (humanities) กับ สายสังคมศาสตร์ (social sciences)
ผมยังเห็นมีทุนของมหาลัย หน่วยงานรัฐ เอกชนต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ สม่ำเสมอนะครับ
สายสังคมศาสตร์อาจจะมากกว่าหน่อย โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์
แต่รวม ๆ ผมว่าก็ไม่น้อยนะครับ ทั้งสองสายนี้
แต่ถ้าเป็น ศิลปกรรมศาสตร์ ผมว่าน้อยจริง ๆ แฮะ
สวัสดีครับ bact’ ไม่ได้เห็นใน GotoKnow.org ตั้งนานเลยนะครับ :-)<div>
</div><div>ผมหมายถึง “สายศิลป์” ในความหมายกว้างอย่างที่เรียกกันครับ คือรวมทุกอย่างที่ไม่ใช่ “สายวิทย์”</div><div>
</div><div>ผมก็เห็นทุน “สายศิลป์” มาเหมือนกันครับ แต่ไม่มากเท่า “สายวิทย์” เทียบสัดส่วนแล้วน้อยกว่าหลายต่อหลายเท่าทีเดียวครับ</div><div>
</div><div>ขนาดคณะฯ ที่กลางๆ หมายความว่าจะมองเป็นวิทย์ก็ได้ศิลป์ก็ได้ อย่าง บริหารธุรกิจ ก็พยายาม ตีความให้ การเงิน หรือ เศรษฐศาสตร์ เป็นวิทย์ จะได้อยู่ในโควต้าของเขาด้วยครับ</div>
ถ้าจะหวังได้ พวกที่ไม่ใช่สายวิทย์ ก็ต้องดูล่ะครับ ว่าเงินจะมาจากไหน
ผมว่าพวกออกแบบ กราฟิก อนิเมชั่น พวกนี้นี่ จะทำเงิน
แล้วรัฐก็อยากจะบูมด้านนี้เหลือเกิน อาจจะได้เห็นทุนสายพวกนี้ก็ได้
(จริง ๆ ตอนนี้ก็มีแล้ว แต่อาจจะไม่ชัดเท่าไหร่ เป็นทำนองอุดหนุนมากกว่า คือมีรุ่นน้องไปเรียนเขียนเกมกับโรงเรียนของการสื่อสารมั้ง เค้าจ้างอาจารย์เกาหลีมาสอนเลย มีเงินเดือนให้นักเรียนด้วย ที่พักก็มีให้ราคาถูกพิเศษ)
พูดถึงคณะกึ่ง ๆ แหม เค้าก็ต้องพยายามหาทุนครับ ว่าไม่ได้ :P
ภาคที่เคยเรียนนี่ (Informatics) วางตัวเองอยู่ตรงกลางเลย (ไม่รู้ตั้งใจป่าว)
คือเค้านอกจากทุนสายวิทย์กายภาพ/ประยุกต์ สำหรับวิทยาการคอม/ทฤษฎี ก็มีทำพวก AI, cognitive science อันนี้ก็ขอทุนสายมนุษยศาสตร์ได้ หรือทำ law informatics ก็ไปขอทุนสายสังคมศาสตร์ แถมยังดอดไปทำพวก nueroinformatics, bioinformatics เอาทุนสายวิทย์การแพทย์อีก ร้ายจริง ๆ :P ทุนสามสายหลัก ขอเอี่ยวหมด (นี่ไม่นับพวกที่เล็ก ๆ ลงมาหน่อยอย่างพวกศิลปะกับดนตรี ที่ก็ยังมีไปทำด้วย ให้คอมแต่งเพลง ทำนองนี้ - -" มั่วจริง ๆ)
แต่พูดถึง สังคมศาสตร์ ผมถือว่าสายนี้เป็นวิทยาศาสตร์นะครับ
เหมือนกับ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ กระบวนการศึกษาน่าจะคล้าย ๆ กัน จะต่างกันก็ที่วัตถุที่ศึกษา
(มนุษยศาสตร์ นี่ต่างเยอะไป)
ถ้ามองอีกแนว อาชีพไหน เรียนจบกลับมาแล้ว หางานไม่ยาก เงินดี ก็ไม่น่าจะมีทุนให้เยอะ ปล่อยให้คนเค้าไปลงทุนเรียนกันเอง เพราะมันคุ้ม
แล้วไปอุดหนุนสาขาที่จบกลับมาแล้วได้เงินน้อยละกัน (เผื่อคนจะไปเรียนกันเยอะขึ้น ... เอ๊ะ แต่แบบนี้เรียกว่า spoil รึเปล่า ? สร้างความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง :P)
ผมอยากเห็นทุนของ ศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ เยอะ ๆ อ่ะครับ
ภาคที่ผมเคยเรียน (Information Systems) ก็ทำตัวอยู่ตรงกลางเหมือนกันครับ ที่จริงแล้วผมคิดว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศพยายามทำตัวเป็น multidisciplinary เพราะศาสตร์ต่างๆ มัน integrate หากันได้หมด และการ integration ของศาสตร์นี่ละที่เป็น research topics เล่นกันอยู่ในปัจจุบัน<div>
</div><div>แต่กลับมาในประเทศไทยผมว่าต่างกันครับ โดยเฉพาะในส่วนของการสร้างนักวิจัย (แค่เรื่อง “สร้าง” ยังไม่ถึงเรื่อง “ทำ”) เราเน้น “วิทยาศาสตร์” และพยายามมองข้าม “มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์” ว่าเป็นสิ่งรองลงไป ค่านิยมบอกว่าคนฉลาดเป็นนักวิทยาศาสตร์ว่างั้นเถอะ ฉะนั้น “คนฉลาด” หรือนักวิทยาศาสตร์ทำได้ทุกอย่าง</div><div>
</div><div>ตัวอย่างเช่นพวกการสร้างอนิเมชั่นอะไรพวกนี้ พยายามให้คนเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์มาทำ เพราะนึกว่าพวกนั้นทำได้ เนื่องจากต้องทำกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ปรากฎว่าก็เข้ารกเข้าพงไป</div><div>
</div><div>ที่จริงแล้วคนที่จะทำ story line ได้ดีที่สุดต้องมาจากคณะอักษรศาสตร์เสียมากกว่า แต่คนอักษรฯ ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนสำคัญที่สุดทำหรับธุรกิจ “อนิเมชั่น”</div><div>
</div><div>ผมเชื่อว่าถ้าประเทศไทยเรามีค่านิยมที่ดีขึ้นสำหรับ “ศิลปศาสตร์” พัฒนาการในด้านต่างๆ คงจะดีกว่านี้ครับ</div>
อืม ผมว่าผมประหลาด จะดันเด็กคอมไซน์ให้ไปทำเกม
คือทำน่ะมันได้แน่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกม พวกทำเอนจิ้น ทำ physics ของเกม เขียนโปรแกรม
แต่จะให้วางเนื้อเรื่อง ออกแบบตัวละคร ทำกราฟิก ออกแบบระบบการเล่น ฯลฯ ทั้งหมดด้วย ... ซูเปอร์แมนไปหน่อย - -"
มองไปมองมา มันมีหลายที่ที่ประหลาดแฮะ ไม่รู้จะไปแก้ตรงไหนแค่จุดเดียวได้
อย่างนึง ความแตกต่างของค่าตอบแทนของแต่ละสาย ก็ไม่สมดุลกับความแตกต่างของเนื้องาน/ความรับผิดชอบ
อีกอย่างนึง ค่านิยมของคน (ถ้าจะโทษเขา) ... หรือความกลัวที่จะหลุดออกจากค่านิยมของสังคมที่คนนั้นดันไปอยู่ (ถ้าจะสงสารเขา) กับ เงิน กับ งาน กับ ชีวิตที่อยากใช้
เป็นเอก รัตนเรือง ให้สัมภาษณ์ในหนังสือ "อย่างน้อยที่สุด" บอกประมาณ (เท่าที่ผมเข้าใจ) ว่า
คนทำหนังไทยเก่ง ๆ เยอะ แต่คนมาทำน้อย เพราะเค้าไปทำโฆษณาหมด เงินดีกว่า ได้แน่ ๆ
ทำหนังมันเสี่ยง ตัวเขาเองก็ทำโฆษณามาก่อน และทุกวันนี้ที่มาทำหนังได้ ก็เพราะทำโฆษณามาก่อน (ทำให้ฐานะพอจะไม่เดือดร้อน ถ้าหนังเจ๊ง / คอนเนคชั่นอื่น ๆ ที่ทำให้ทุนหนังมันต่ำลงกว่าที่ีควรเป็น ฯลฯ)
โฆษณามันมีเงินมาแน่ มือถือ เหล้า เบียร์ โรลออน ฯลฯ ใคร ๆ ก็อยากทำ ทำหนังมันไม่แน่ไม่นอน
มองโบรกเกอร์ในตลาดหุ้น เขาอาจจะอยากเป็นนักฟิสิกส์ แต่ใจไม่กล้าพอ
มองหมอศัลยกรรมพลาสติก ใจจริงอาจจะอยากเรียนปั้นหม้อ แต่ตอนเด็ก ๆ ดันเรียนเก่ง ช่วยไม่ได้
ฯลฯ
ทุกอย่างมันคงไปทางนี้หมดมั้งครับ
อะไรที่มันไม่ทำเงิน คนก็ไม่สนใจ ...ก็คงไม่แปลก แต่ละคนคงต้องทำมาหากิน เอาตัวเองให้รอด
แต่รัฐน่าจะสนใจหน่อยเนอะ ให้มันสมดุลกันหน่อย
....
แต่บ้านเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการหรืออะไรทำนองนั้นน่ะสิ :P
แต่เป็นทุนนิยมสมัยใหม่ตัวใหญ่เลยล่ะ
ทุนต่อทุน ทุนต่อทุน เอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน นี่คือคนฉลาด
ยังไม่มีทุนตอนนี้ แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงปัญญาเป็นทุน แปลงทุกอย่างเป็นทุน ฯลฯ จะได้เอาทุนไปต่อทุน
เผอิญศิลปศาสตร์มันแปลงเป็นทุนได้น้อยไปหน่อย
แวะมา..หลายครั้ง... ทันพอได้เห็น คห. ที่กระทบใจ
ไม่ต้องคิดอื่นไกล..ใครคือผู้พิจารณา "ทุน"...
พวกพ้องและน้องพี่...อาจมีมาก่อนได้..ใครจะรู้
ถามว่า...สายศิลป์..ผู้หลักผู้ใหญ่มีเยอะไหมใน..ทีม
ของผู้ที่มี Power ในการพิจารณาคัดสรรทุน...ส่งเสริม"คนไทย"...
มองชื่อ..มองคุณสมบัติ "ท่านๆ" ส่วนใหญ่...เป็นศิษย์เก่าสายวิทย์..ทั้งนั้นแหละคะ
สมัยก่อน...เมื่อคุณแม่ยังสาว...คนเก่งต้องเรียนครู
แต่เดี๋ยวนี้...คนเก่ง..ต้องเลือกเรียนอย่างอื่น งานดีเงินดี
แล้วครู...ก็มีแต่คนเรียนปานกลางไปจนถึง...คนที่เลือกเรียนอย่างอื่นไม่ได้...
รออ่านบันทึกอีกนะครับ