เรื่องเล่าจากบางปะอิน

มุมพัฒนาทักษะ ความรู้หลักของสายงานผลิต  เส้นเลือดใหญ่ของ NOKPCT

                ว่าไปแล้ว Specific Technical Knowledge  ถือว่าเป็นความรู้ที่เป็นหัวใจของโรงงานเสียด้วยซ้ำ  ดังนั้น การดูแลจัดการเรื่องนี้  เขาจึงทำอย่างประณีตแน่นอน   เช่น ความรู้ด้านการสร้างแม่พิมพ์  อย่างนี้เป็นต้น    ผมคงไม่ลงในรายละเอียดของวิธีการจัดการนะครับ  เพราะไม่รู้และไม่ค่อยเข้าใจจริงๆครับ   แต่สิ่งที่ผมเห็นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จากคำอธิบายของพี่สุรพงษ์  หลายๆ ครั้ง  ผมเห็นว่ามันอยู่ในหลายๆกาละ  หลายๆเทศะของการทำงานปกติ  หรือแม้แต่อยู่ในเครื่องมือบริหารจัดการก็พบเห็นเช่นกัน   แต่ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงหลังสุด ณ วันนั้น  คือ การปรับโครงสร้างขององค์กร ให้เข้ากับธรรมชาติของเนื้อหาความรู้ที่มีทั้งมิติกว้าง –ลึกไม่เท่ากัน  มีการจัดการให้สอดรับกันมากขึ้น     แต่เดิมฝ่าย HR จะเป็นผู้ดูแลการพัฒนาศักยภาพพนักงานเป็นหลัก   แต่ด้วยวิธีคิดใหม่พี่สุรพงษ์เล่าว่า  จุดอ่อนของ HR คือไม่สามารถล่วงรู้ความรู้เฉพาะทางลึกๆได้ดีเท่ากับแผนกงานเจ้าของความรู้ตัวจริง       ดังนั้น  จึงเกิดการปรับเปลี่ยนใหม่   โดยให้ HR เท่ากับแผนกอื่นๆ รับดูแลงานฝึกอบรมให้ความรู้ในเชิงกว้าง  แต่หากเป็นความรู้วิชาชีพเฉพาะทาง   มอบหมายให้แต่ละแผนก set ฝ่าย training เฉพาะทางขึ้นมาเองในแผนกเลย   และมีใช้กลยุทธ์การฝึกแบบน้อยรายแต่ทำได้มากครั้งเท่าที่ต้องการ  เพราะรู้ดีว่าใครสะดวกเวลาไหน และควรให้ความรู้เรื่องอะไร  ทำเป็นการภายในใช้งบประมาณน้อยมาก  แต่เชิงลึกการถ่ายทอดความรู้ย่อมดีกว่า   ผู้ที่รับหน้าที่สอนหรือถ่ายทอด ก็ต้องคิดพัฒนาอุปกรณ์ช่วยสอน  ต้องประดิษฐเครื่องมือจำลองเพื่อให้น้องได้เรียน ก่อนที่จะสัมผัสของจริง   แค่กระบวนการตรงนี้ หากวิเคราะห์แล้วเห็นว่า  ผู้สอนหรือผู้ถ่ายทอดจะต้องจัดการความรู้ ความเข้าใจที่ตนเองมี  ทำให้กลายเป็นเครื่องมือเรียนรู้แบบเข้าใจง่ายและจับหลักการได้  ซึ่งอันนี้ถือว่าต้องเก่งกว่าแค่ “ทำได้”   แต่ “ถ่ายทอดได้” หรือ “สอนได้” ถือว่าสุดยอดกว่า    การสอนงานแบบนี้พี่จะได้มีโอกาสสอนน้อง  หรือหากมองมุมของใช้ประโยชน์จาก talent หรือ professional ก็ได้เช่นกัน  ถือว่าเป็นการปั้น the star ดวงใหม่ขึ้นมาแบบเนียนๆ   ทำกันแบบไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมากมาย แต่ได้ผลค่อนข้างดี   ทั้งผู้ให้และผู้รับ  

                ระหว่างการเดินคุย  คุณสุรพงษ์เล่าไปถึงวิธีคิดว่า  มาถึงตอนนี้เริ่มมองเห็นการจัดการความรู้ว่าต้องหาวิธีกระตุ้นให้ความรู้ Tacit Knowledge ที่อยู่ในคนกลายเป็น Explicit Knowledge จากนั้น ทำต่อไปอีกให้กลับไปเป็น       Tacit Knowledge  แต่มันไม่หยุดเท่านั้น  ต้องหมุนกลับไปกลับมา  อย่างไม่รู้จบ   ขณะที่เล่าความคิด พี่สุรพงษ์ก็วาดภาพแผนผังให้ผมดูประกอบไปด้วย  เลยขอยกแผนผังฉบับ original ลายมือคุณสุรพงษ์ยกมาดูประกอบไปด้วย  ซึ่งน่าจะเข้าใจได้ดีกว่า (ดูภาพประกอบ) 

                จากภาพ (เดิม)  เป็นการอธิบายให้เห็นวงรอบการเคลื่อนของการจัดการความรู้  เริ่มจาก tacit 1  แล้วสร้างให้เป็น explicit 1 จากนั้นถ่ายทอดไปยังคนอื่น  จนคนอื่นทำเองได้  ยกระดับกลายเป็น tacit 2  เป็นวงจรเลข 8 แนวนอน หรือเครื่องหมาย infinity (ไม่รู้จบ)    แต่วิธีคิดใหม่ วงจรนี้ต้องต่อกันไปเรื่อยๆยกระดับความรู้ยิ่งๆขึ้นจน ได้ tacit 3,4,5,6….  และ explicit 2,3,4,5,6, …….   ซึ่งหากปฏิบัติได้จริง  ก็เท่ากับว่าเกิดการระตุ้นให้องค์กรแลกเปลี่ยนความรู้  จนเกิดความรู้ใหม่ๆขึ้นมาเรื่อยๆ    และที่สำคัญ ต้องไม่ทิ้งเรื่อง  “สัญชาติญานการเรียนรู้ในตัวเอง” (self learning)  ที่ต้องสร้าง บ่มเพาะให้เกิดในตัวคนทำงาน เพราะเป็นส่วนสำคัญ เหมือนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลือนกระบวนการภายใน   หากไม่มี หรือมีน้อย  ก็จะส่งผลให้วงรอบการพัฒนาเกิดการไหลเวียนช้า  หรือสะดุดได้    

                หากสังเกตจากภาพ จะเห็นว่ามีคำว่า BAR (Before Action Review) และ AAR  (After  Action Review)ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ประกบติดตลอดเวลาจะช่วยการเรียนรู้เกิดได้ดียิ่งขึ้น

 

ระหว่างที่อธิบายแผนผังนี้  ก็มีตัวอย่างประกอบที่เห็นได้ชัด  เช่น เรื่องการทำผลิตภัณฑ์จักสานจากกล่องนมใช้แล้ว   เดิมทีพนักงาน NOK เรียนรู้มาจากที่อื่น  เรียนเฉพาะวิธีทำ   กระเป๋าสะพาย   แต่เมื่อกลับมาทำเองระยะหนึ่งเกิดการสร้างสรรค์เป็นรูปแบบใหม่ได้อีกหลายรายการ   เช่น  กระถาง  ถังขยะ  เสื่อ  และหมาน้อย   ซึ่งตัวอย่างผลงานเล็กๆ แค่ชิ้นนี้ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า  หากคนทำไม่มี self-learning ก็คงหยุดอยู่ที่กระเป๋าแบบเดิมอยู่นั่นแหละ

มาถึงตรงนี้  ทำให้ผมเข้าใจอะไรชัดขึ้นว่า  self-learning เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนา  แค่มีความรู้อย่างเดียวมันไม่พอ  ช่วยอะไรได้ไม่มาก   เพราะต่อให้เอาความรู้ขั้นเทพมาวางอยู่ตรงหน้า  แต่หากคนนั้นด้อยในเรื่อง self-learning  ก็ไม่ต่างจากไก่ได้พลอยนั่นเอง    และหากสิ่งนี้ยังไม่เกิด  ไม่มีในอยู่ในตัวคนทำงาน  อาจต้องเลิกฝันเรื่องนวัตกรรมไปก่อน     เพราะนั่นคือปลายทางของการเรียนรู้มากๆ        กลับมาที่ NOKPCT บางปะอิน 

                อีกครั้งในประเด็นนี้  ผมเริ่มเข้าใจว่าการที่ NOK สร้างรากฐานไว้ค่อนข้างดี    จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญประเด็นหนึ่งในการผลิตหรือสร้างนวัตกรรมออกมาหลายๆ ชิ้น  อาทิ  เครื่องตัดชิ้นงาน (ดิ่งลงมาตัด, เล่าเรื่องเครื่องตัด)  นิ้วมหัศจรรย์  การเดินทางของถุง  ซึ่งชื่อเรื่องที่ยกมาต่างการันตีด้วยรางวัลระดับชาติมาแล้ว  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่) http://www.nokpct.net/Content/QualityManagementMain.html)

                การมา NOKPCT ของผมครั้งนี้  ได้อะไรหลายๆอย่าง  แม้จะเคยมาหลายครั้งแล้ว   แต่การพูดคุยแต่ละครั้งมันใช่ว่าจะเหมือนกันเสมอ   สิ่งที่เห็นใช่ว่าจะเห็นแค่มุมเดียวเสมอไป     สิ่งหนึ่งที่สลับซับซ้อนมาก  นั่นคือเรื่อง  “การสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้” ให้อยู่ในเนื้อในตัวของคนทำงานจนกลายเป็นปกติวิสัย   เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก   หลายองค์กรพยายามทำเรื่องนี้  แต่ก็ต้องฝ่าฟันกันเยอะมาก  จนหลายที่เลิกราวางมือยอมแพ้ไปแล้วก็มีให้เห็น     การมาดูงาน  มาเรียนรู้เรื่องราวที่นี่  มันจะมีประโยชน์มาก    หากมาแล้ว  ดูแล้ว  เรียนรู้ ค้นหาจนพบแก่น พบหลัก  พบหัวใจของการพัฒนางานของที่นี่  ซึ่งหากถามผมว่าคืออะไร  ผมก็คงตอบสิ่งที่ผมสนใจ ก็คือ เรื่อง พฤติกรรม   “self-learning”   ของคนทำงานที่นี่  สิ่งนี้มันไม่ได้ตั้งอยู่ให้เราเห็นแบบแจ่มแจ้งแดงแจ่   แต่ต้องซัก ต้องถามต้องสังเกต  ต้องค่อยๆเชื่อมโยง อาจจะเริ่มจากความสำเร็จ หรือผลงานเล็กๆของคนทำงาน  แล้วค่อยๆหาว่าสิ่งนั้นมาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  เกิดแล้วเกิดอีกไหม เกิดแล้วมีประโยชน์กับใครบ้าง? ต้องปะติด ปะต่อหลายเรื่องราวอะไรทำนองนี้     แต่น่าเสียดายหากมาดูงานที่นี่แล้วเห็นแค่เทคนิค  หรือรูปแบบเพียงแค่เปลือกนอก  แล้วหยิบเอาแค่เปลือกไปทดลองใช้ก็จะได้ประโยชน์เฉพาะเปลือกแน่ๆ   หรือที่แย่กว่านั้นอีก  คือมาหาสูตรสำเร็จจากที่นี่ เพื่อเอาไปได้ใช้เลย   เพราะนั่น  กำลังบ่งบอกถึงดีกรีการเรียนรู้ของคนที่มาว่าเป็นอย่างไร

 

๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๓