เรื่องเล่าจากบางปะอิน

Walk & Talk with NOK’s  Director & GM

                โชคชั้นที่สองในการมาครั้งนี้ของผม  หลังจากพี่สุรพงษ์ ศุภจรรยา  (Director & General Manager) และคุณสราวุฒิชวนไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารในโรงงานแล้ว   ผมยังได้โอกาสเดินดูงานแบบละเลียดจริงๆ           โดยมีพี่สุรพงษ์ พาเดินและเล่าวิธีคิด   วิธีทำเบื้องหลังกิจกรรมต่างๆ   ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ผมพาแขกมาดูงานที่นี่    เดิมต้องมาแบบเร่งรีบ  ต้องคุมเวลาแบบเป๊ะๆ  แต่วันนี้ สบายๆครับ   พี่สุรพงษ์จะพูดคำหนึ่งเสมอในขณะที่พาผมเดินชม  คือ คำว่า “ถอดรหัส”   การสนทนากับพี่สุรพงษ์ในวันนั้น  จึงเป็นไปในรูปแบบของการเดินไปดูกิจกรรม หรือผลงานในจุดต่างๆ  ที่หน้างานทั้งในโรงงานและรอบๆโรงงาน         พี่สุรพงษ์จะอธิบายนิดหน่อย  แล้วจะยิงคำถามมาที่ผมเป็นระยะๆ  ถามประมาณว่า  เห็นอะไรไหมจากผลงานเหล่านั้น   ผมก็จะตอบแบบตีความสิ่งที่ผมเห็นในจุดต่างๆว่า ผมเห็นอะไรนั้นบ้าง  และมันโยงใยไปถึงอะไรบ้าง

ครั้งนี้ผมขอยกเพียงบางจุดที่ไปดูมา เอามาเล่าให้ฟังถือว่าแลกเปลี่ยนก็แล้วกันครับ 

 

ดาดฟ้า  ร่มเย็น ร่มไม้ สบายใจ (เย็นกาย เย็นใจ แถมประหยัดงบประมาณ)

                 พี่สุรพงษ์พาผมขึ้นดาดฟ้าอาคารใหม่   ไปดูความร้อน  ความเย็นบนดาดฟ้า   น่าสนใจตรงที่วิธีคิด     บนดาดฟ้าเรามักเห็นเครื่องระบายความร้อนติดตั้งอยู่ที่นั่น เพราะอาจจะเป็นจุดเหมาะที่สุด   เดิมร้อนมาก   แต่ด้วยคำถามที่ว่าจะลดความร้อนได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไร?    ทีมงานจึงค้นหาวิธี และทดลองว่าการลดอุณหภูมิ จากตัวระบายความร้อนทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง  วิธีที่ที่นี่เลือกใช้  คือใช้ต้นไม้เป็นตัวสร้างความเย็นตามธรรมชาติ  ซึ่งแต่เดิมจะมีเพียงเครื่องระบายอากาศทำงานเพียงอย่างเดียว  ขึ้นมาดาดฟ้าทีไรก็ต้องเผชิญกับความร้อนระอุทุกครั้งไป   แต่พอนำเอาต้นมาปลูกบริเวณที่ว่างบนดาดฟ้าช่วยให้อุณหภูมิลดลงอย่างรู้สึกได้   เมื่ออากาศนอกอาคารเย็น  ก็เป็นธรรมดาที่การทำงานของเครืองปรับอากาศภายในอาคารก็ทำงานน้อยลง  เมื่อทำงาน้อยลงก็ช่วยทำให้ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า    ทราบว่างานนี้ประหยัดไปได้เป็นหลักแสนเลยหละครับ   นี่ก็มาจากการทดลองแล้วเก็บข้อมูล  แล้วค่อยๆปรับ เช่น ต้นไม้ วิธีการปลูก  จิปาถะ  ไม่ได้ทำเฉยๆเพียงอย่างเดียวนะครับ  

                ที่จริงแล้วไม่เฉพาะบนดาดฟ้านะครับ  ทุกพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในแง่เพื่อการผลิต  พื้นที่เหล่านั้นก็ถูกใช้เพื่อการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยสร้างความร่มรื่นให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยได้ร่มเย็น   ที่นี่จึงมีกิจกรรมด้านเกษตรให้เราเห็นพอสมควร  เช่น ปลูกไม้โตเร็ว  ทำปุ๋ย EM  ปลูกไม้ประดับ  จัดตกแต่งสวน  และ ฯลฯ  ทั้งหมดทั้งปวงมันสะท้อนถึงความทุ่มเทและบอกถึงจิตใจความใส่ใจถึงธรรมชาติที่ผู้คนแห่งนี้มี        แม้กิ่งไม้ ใบไม้ที่นี่ ไม่มีการเผาครับ  ทุกอย่างถูกนำไปเข้าเครื่องสับ  ทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  แล้วนำไปหมักทำเป็นวัสดุเพาะปลูกต้นไม้ต่อไป  เห็นความเชื่อมโยงไหมครับ  ที่นี่จึงไม่มีเฉพาะความรู้ด้านอุตสาหกรรมเท่านั้น  หากเข้าไปดูดีๆ  ความรู้ด้านการเกษตรก็มีไม่น้อยเลย  แน่นอนที่สุด ผู้ที่น่าจะมีความรู้ปฏิบัติในด้านนี้มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นพนักงานดูแลสวนของที่นี่   เขาเหล่านั้น  ไม่ได้ทำงานแบบตามสั่งไปวันๆ   แต่ที่นี่เขาถูกฝึกให้คิดสร้างสรรค์  ถูกฝึกให้ทดลอง  และที่แน่ๆถูกฝึกด้วยการลงมือทำแล้วเรียนรู้ว่าสิ่งที่ดีกว่านั้น คืออะไร

มุมพักกาย  คลายเหนื่อย

                หากเดินขึ้นไปชั้นสองของอาคารสอง ประตูเข้าสู่ห้องสมุด  ขวามือจะมีห้องเล็กๆ  ถูกออกแบบง่ายๆ ด้วยการปูเสื่อ ปูที่นอน มีหมอน มีผ้านวมวางซ้อนในชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ   เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานที่มาใช้บริการ “นอนกลางวัน”     จุดนี้หากมีพนักงานนอนอยู่ก็จะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ   ผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่ที่เห็นวันนั้นเป็นสุภาพสตรีมีครรภ์     ผมตีความเอาเองว่านี่คือ ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆที่ผู้บริหารแห่งนี้มี  ไม่อย่างนั้นคงไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมแบบนี้แน่   ไหนจะต้องจัดสรรพื้นที่  ต้องแต่งตั้งคนดูแล ต้องสนับสนุนที่นอน หมอนเสื่อ  ซึ่งทุกอย่างเป็นต้นทุนทั้งนั้น  แม้แต่เวลาของคน       หากเราจะคิดเล็กคิดน้อย    ผมมองว่ามันเป็นบุญเสียด้วยซ้ำ    ลูกที่อยู่ในครรภ์ของแม่  อาจจะส่งจิตขอบคุณมาโดยที่เราไม่รู้ก็ได้    สามีของพนักงานเหล่านั้น    รวมไปถึงพ่อ-แม่ของเขาที่รู้เรื่องนี้  อาจจะส่งใจขอบคุณที่ดูแลภรรยาและลูกของเขาอย่างดีในห้วงเวลาของชีวิตก่อกำเนิดคนคนหนึ่ง     แทนที่จะใช้งานกันตะบี้ตะบัน  เมื่อทำงานให้ไม่ได้ ก็มักจะหมดประโยชน์ไป   บุญเหล่านี้ใครจะรู้ได้ คุณค่าในมิติอย่างนี้ยากที่จะนำไปปฏิบัติได้ หากที่ใดมองเพียงแค่ว่า  ทำไปแล้วจะตอบแทนองค์กรเป็นมูลค่าเท่าไร  องค์กรต้องเสียเท่าไร?