คำนิยม
หนังสือ “โอกาสและทางเลือกของเกษตรกร”
วิจารณ์ พานิช

 

          ผมขอขอบคุณ รศ. ดร. จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร ของ สกว. ที่กรุณาสิ่งต้นฉบับหนังสือที่มีคุณค่ายิ่งเล่มนี้ให้ผมอ่าน   ทำให้ผมได้ทั้งความรู้และความชื่นใจ   ได้ความรู้เชิงระบบและเชิงเทคนิคของการเกษตรสมัยใหม่หลากหลายด้าน   ที่ชื่นใจเพราะได้เห็นนวัตกรรมของการจัดการงานวิจัยด้านเกษตร

         จุดเด่นหรือศักยภาพของประเทศไทยคือ เราเป็นประเทศส่งออกอาหารสูงที่สุดหนึ่งในสิบอันดับแรกของโลก   และผลิตได้ 4 เท่าของที่ต้องการบริโภคในประเทศ

          ผมมีความเชื่อมาหลายปี ว่าวงการเกษตรไทยตีความเกษตรกรรมผิด อย่างน้อยก็ผิดเมื่อมองจากด้านเกษตรกร ที่มองว่าความรู้ของเกษตรกรคือความรู้ด้านการผลิด  แนวคิดนี้ไม่ผิดแต่ไม่ครบถ้วน   ความไม่ครบถ้วนรอบด้านนี่แหละที่ก่อความยากเข็ญให้แก่เกษตรกร   เพราะเกษตรกรในยุคปัจจุบันผลิตเพื่อขาย ไม่ใช่ผลิตเพื่อกินและแจกแลกเปลี่ยนอย่างในสมัยโบราณ  เกษตรกรจึงต้องมีความรู้ด้านการตลาด และด้านห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด จึงจะมีชีวิตการทำมาหากินเป็นเกษตรกรที่อยู่ดีกินดี   ที่สำคัญคือไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

          ผมมองว่าเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือ "โอกาสและทางเลือกของเกษตรกร...บนเส้นทางสายโซ่อุปทาน" เล่มนี้ คือส่วนหนึ่งของการตอบสนองหรือสร้างสรรค์ "ความรู้สำหรับเกษตรกรยุคใหม่" ที่เป็นความรู้ที่ซับซ้อน เกินเลยไปจากความรู้ด้านการผลิตอย่างมากมาย

          และผมมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกล ของถนน "เกษตรกรยุคใหม่...ยุคเกษตรกรนักจัดการสายโซ่อุปทาน ไปบรรจบกับสายโซ่อุปสงค์"  เมื่อมองเช่นนี้ เราจะเห็นช่องโหว่หรือจุด "ถนนขาด" อีกมากมาย   ดังหากมองหาจากเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เราจะพบมากมาย   และนั่นคือ โจทย์วิจัย สำหรับดำเนินการต่อเนื่อง

          เรื่องราวของกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต. นางลือ-ท่าชัย ให้ข้อคิดว่าทำไม กระทรวงเกษตร ไม่ส่งเสริมให้มีกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลากหลายกลุ่ม โดยมีกลไกควบคุมคุณภาพเข้าไปสนับสนุน   แทนที่จะยกโอกาสทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์แบบผูกขาด ให้แก่ธุรกิจเอกชน

          ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ และ “ได้ประโยชน์หลายเด้ง” มากที่สุดคือการวิจัยพริกจากอาหารคนเป็นอาหารสัตว์ (หน้า 51 – 78) เพิ่มปริมาณความต้องการพริกขึ้นมากมาย และทำให้การผลิตสัตว์เป็นกระบวนการปลอดสารพิษตกค้าง   สร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

          ผมมองว่าการเกษตรควรพัฒนาสู่การผลิตอย่างมีเป้าหมาย มีเครือข่ายผู้บริโภคแน่นอน   ในหนังสือเล่มนี้ สายโซ่อุปทานที่ระบุมักเน้นที่อุปสงค์ต่างประเทศผ่านการส่งออก เช่นในหน้า98 ระบุมูลค่าการส่งออกผัก 20,760.5 ล้านบาท   ไม่มีตัวเลขอุปสงค์ภายในประเทศ เข้าใจว่าเพราะไม่มีตัวเลข หากเข้าใจถูก นี่คือโจทย์วิจัย

          การวิจัยผลิตผักสนองตลาดในประเทศอยู่ในเรื่อง การผลิตผักด้วยเทคโนโลยี เพื่อส่งให้มูลนิธิโครงการหลวง นำไปจำหน่าย   จะเห็นว่าเรายังไม่มีภาพใหญ่ของอุปสงค์ภายในประเทศ  และยังไม่ชัดเจนเรื่องวิธีส่งเสริมให้ฝ่ายอุปสงค์และอุปทานพบกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน   เรื่องนี้น่าจะมีการวิจัยโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ โดยมีเรื่องราวความสำเร็จ (success story) ของโครงการหลวงในการทำหน้าที่ต่อ supply chain ไปยังฝ่ายผู้บริโภค สำหรับนำมาเป็นต้นแบบทำวิจัยขยายผลให้คนไทยได้บริโภคผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษ

         หากคนไทยได้บริโภคผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษ อย่างเพียงพอเหมาะสม จะก่อผลประโยชน์ต่อสุขภาวะ ลดการเป็นโรค ลดค่าใช่จ่ายด้านการรักษาพยาบาล  นี่คือโจทย์วิจัย ว่าประหยัดได้ปีละเท่าไร

          ในหน้า 119 กล่าวถึงผลการปลูกผักด้วยเทคโนโลยี ที่บ้านแม่โถ อ. ฮอด, บ้านขุนวาง อ. แม่วาง, และบ้านขุนแม่วาก อ. แม่แจ่ม  จ. เชียงใหม่ ว่าในจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 8 ราย ได้ผลดีเพียง 4 ราย ข้อมูลนี้ทำให้ผมนึกถึงการดำเนินการต่อเนื่องหรือใช้ประโยชน์ของข้อค้นพบนี้ 2 ประการ

1.   ใช้เป็นโจทย์วิจัยต่อเนื่อง ว่าปัจจัยด้านตัวเกษตรกรที่มีความสำคัญต่อผลสำเร็จมีอะไรบ้าง และจะสร้างหรือพัฒนาให้เกิดได้อย่างไร    หรืออาจตั้งโจทย์ว่า จะเพิ่มอัตราผลสำเร็จจากร้อยละ 50 ไปเป็นร้อยละ 80 ได้อย่างไร


2.   ใช้ดำเนินการจัดการความรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่สำเร็จ กับที่ไม่สำเร็จ   เท่ากับทำการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีทักษะในการใช้และสร้างความรู้ด้านการปลูกผักแบบไฮเทค ในบริบทของตนเอง   โดยจะเห็นว่า การดำเนินการตามข้อ 2 คือคำตอบส่วนหนึ่งของข้อ 1

          ผมชื่นใจที่เห็นการทำงานเป็นทีมหรือเป็นเครือข่ายต่อเนื่อง ในโจทย์วิจัยชุดเดียวกัน โดยนักวิจัยจากหลากหลายสถาบันที่เชื่อมโยงโดยแหล่งทุน

         การมีฐานความร่วมมือในพื้นที่ ตามโครงการ ABC ทำให้โครงการวิจัยเป็นความต้องการของพื้นที่ และมีภาคีที่ครบถ้วนมาร่วมดำเนินการ ดังกรณี มะขามเฒ่าโมเดล ชุดโครงการวิจัย ส้มโอเพื่อการส่งออกในหน้า 166   ที่ทางจังหวัดเข้ามาร่วมเต็มที่ ข้อท้าทายคือทำอย่างไรจึงจะเกิดการวิจัยพัฒนาต่อเนื่องโดยพื้นที่เป็นเจ้าของ   ย้ำการดำเนินการอย่างเป็นวงจรไม่รู้จบ ที่พื้นที่เป็นเจ้าของดังกรณี แผนผัง การจัดการห่วงโซ่คุณค่า ผลผลิตมังคุดและเงาะ จังหวัดนครศรีธรรมราช และกลุ่ม จว. ใต้บน ในหน้า 188 นั้น ควรเขียนให้เป็นวงจรไม่รู้จบ   ไม่ใช่เป็นเส้นตรงจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดจบ  

        ในบทว่าด้วยปูม้านิ่ม มีทั้งเรื่องราวของการเป็นสินค้าเพื่อผู้บริโภคคนไทย และเพื่อส่งออก   ในเรื่อง ปูม้านิ่ม สินค้าใหม่เพื่อคนไทย หน้า 198 - 210 บอกวิธีผลิตปูม้านิ่มอย่างละเอียด รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวของทั้งนักวิชาการและเกษตรกรที่มีส่วนสร้างนวัตกรรมสินค้าตัวใหม่นี้   ทำให้ผมอ่านไปคิดไปว่าน่าจะต้องมีการผลิตลูกปูม้าออกสู่ธรรมชาติ สำหรับให้เติบโตเป็นวัตถุดิบในการผลิตปูม้านิ่ม   ซึ่งเมื่ออ่านต่อไปในเรื่อง ปูม้านิ่ม สินค้าไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากล ก็พบวิธีการดำเนินการของกลุ่มประมงเชิงอนุรักษ์ปูม้าและสิ่งแวดล้อมล้อมชายฝั่งที่จังหวัดสตูล ที่ดำเนินการในปี 2551 ได้ผลดี

          ผมชื่นใจที่นวัตกรรมเล็กๆ ในด้านการเกษตรในหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับความเข้มแข็งของชุมชน ในการร่วมมือกันดำเนินการ ดังกรณีเรื่องปูม้าดังกล่าวข้างต้น และเรื่องของไก่พื้นเมือง รวมทั้งเรื่องไหมอีรี่

        เมื่ออ่านถึงเรื่องโคพื้นเมือง (หน้า 241 - 260) ผมก็มองเห็นวิธีจัดการงานวิจัย วิธีตั้งโจทย์วิจัย แนวที่มีนวัตกรรมเด่นชัด คือคิดโจทย์ให้ครบห่วงโซ่อุปทาน โยงสู่อุปสงค์   นี่คือข้อเรียนรู้วิธีจัดการงานวิจัยที่วงการวิจัยไทยพึงเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

         เมื่ออ่านเรื่องโคภูเขาในเรื่อง โคพื้นเมืองภูเขา : โอกาสของคนริมโขง (หน้า 253 - 260) ผมก็เห็นว่าชาวบ้านเป็นผู้ค้นพบความรู้นี้   อาจจะเรียกว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านก็ได้   แล้วนักวิจัยไปเก็บรวมรวมความรู้เอามาต่อกันให้ครบห่วงโซ่อุปทาน

         เรื่องสุดท้ายคือไหมอีรี่ ผมได้ยินมานานตั้งแต่สมัยทำงานที่ สกว. ศ. ดร. สุธรรม อารีกุล กรรมการนโยบาย สกว. ในขณะนั้นเอ่ยถึง  และต่อมาได้ไปร่วมงานประกาศรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย อันทรงเกียรติ ที่ ศ. ดร. ทิพย์วดี อรรถธรรม ได้รับจากผลงานวิจัยไหมอีรี่ แต่ก็ไม่เคยได้อ่านเรื่องราวครบถ้วนของไหมอีรี่ มาได้อ่านในต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่ครบถ้วนทุกด้านของไหมอีรี่ ที่มีประโยชน์ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางราคาแพง

          หนังสือ “โอกาสและทางเลือกของเกษตรกร...บนเส้นทางสายโซ่อุปทาน” เขียนแบบไม่เป็นวิชาการ   ทำให้อ่านเข้าใจง่าย   คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิชาการอ่านเข้าใจ   ถึงแม้ว่าสไตล์การเขียนของผู้เขียนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป   แต่ในภาพรวมแล้วเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่งต่อเกษตรกร   ผมอยากให้ สกว. เอาขึ้น เว็บไซต์ ให้คนทั่วไป ดาวโหลดเอาไปอ่านได้   จะมีคุณูปการแก่สังคมไทยอย่างยิ่ง

          ผมขอบขอบคุณแทนสังคมไทยต่อฝ่ายเกษตร สกว. ที่จัดทำหนังสือที่มีค่ายิ่งเล่มนี้

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓