เดินสู่อิสรภาพ

เมื่อเดินหลงป่า อันเป็นเส้นทางเดินทางกายภาพ สามารถใช้สายน้ำในลำธารเป็นเครื่องนำทางได้ฉันใด เมื่อหลงทางในวิถีแห่งจิตวิญญาณก็สามารถใช้สายน้ำแห่งมนุษยธรรมนี้เป็นเครื่องนำทางได้ฉันนั้น

ในระหว่างการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ ขาไปฉันอ่านหนังสือ The Courage to Be Free ของ Guy Finley เป็นหนังสือที่ให้ข้อคิดในการดำรงชีวิตที่เป็นอิสระได้ดีมากเล่มหนึ่ง ฉันหวังจะได้นำมาเล่าต่อไป ขากลับพี่ชายให้หนังสือกลับมาอ่านสามเล่ม สองในสามเล่มนั้นคือ เราจะเดินไปไหนกัน กับ Walk to Freedom (เดินสู่อิสรภาพ ภาคภาษาอังกฤษ) ของ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ดูเหมือนว่าชีวิตของฉันชีวิตนี้ช่างโหยหาความเป็นอิสระเสียเหลือเกิน ฉันยกหนังสือ Walk to Freedom ภาคภาษาอังกฤษให้ Ivan ได้ชื่นชม ฉันเองหยิบหนังสือภาคภาษาไทยที่มีในตู้หนังสือมานั่งอ่านอย่างออกรสในบ่ายวันเสาร์อันผ่อนคลาย

ทุกครั้งที่กลับไปบ้านพี่ชายที่เคารพรักจะให้หนังสือมาไว้อ่านอยู่เสมอ เราต่างรักการอ่านเหมือนกันต่างกันที่ว่าพี่ชายฉันชอบซื้อหนังสือมาเก็บไว้ ฉันชอบไปเอามาอ่านฟรีๆ ถือเป็นการรับการแบ่งปัน ฉันได้หนังสือเล่มนี้มาเมื่อหลายปีก่อน อ่านจบไปแล้วโดยไม่ได้คิดตามมากมายนัก แต่วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรกในยามที่ฉันเริ่มมองหาแรงบันดาลใจในการก้าวเดินไปในช่วงรอยต่อของชีวิตของฉันเอง ฉันคิดว่าคงเป็นดั่งทีใครเคยพูดเอาไว้ว่า "ยามที่ลูกศิษย์พร้อม ครูก็จะปรากฎตัวขึ้น"

อ่านจบแล้วฉันโทรศัพท์ไปขอบคุณพี่ชายที่ให้หนังสือที่มีค่ามากที่สุดเล่มนี้มาไว้อ่าน หนังสือบางเล่มมีไว้ให้ลองชิม บางเล่มมีไว้ให้เคี้ยวเล่น สำหรับฉันแล้ว "เดินสู่อิสรภาพ" เล่มนี้มีไว้ให้กลืนกินทั้งเล่ม เป็นหนังสือดีที่ควรได้อ่านก่อนตายและเป็นหนังสือที่ให้กำลังในการเดินทางของชีวิตที่เหลืออย่างมีความหมายและเป็นอิสระได้ดีที่สุด

ชายคนหนึ่งลาออกจากการเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกเดินจากเชียงใหม่กลับถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุยโดยไม่ใช้เงินพกติดตัว เพื่อค้นหาความหมายในชีวิต เพื่อกำจัดความหลง ความเกลียด ความกลัวในจิตใจ เพื่อให้จิตใจได้สัมผัสความเป็นอิสระจากความรู้สึกในทางลบเหล่านั้น และในขณะเดียวกันเพื่อเปิดหัวใจให้ได้พบกับมิตรภาพ มนุษยภาพ และความงดงามแห่งจิตของบุคคลที่เขาได้พบเจอในระหว่างทาง โดยไม่มีคำว่าเงินตราและเวลามาคั่นกลาง เขากลับมาเล่าประสบการณ์จาก 66 วันในการเดินทางผ่านหนังสือเล่มนี้

เวลาอ่านหนังสือโดยเฉพาะเวลาเรียนที่ฉันอ่านเพื่อจะหวังจะกอบโกยเอาความรู้ จากหนังสือเล่มนั้นๆ มาใส่ในหัวสมองของฉัน แต่พักหลังมานี้จุดประสงค์ในการอ่านของฉันกลับตรงกันข้าม ฉันอ่านเพื่อให้หนังสือเข้าใจในตัวฉันมากขึ้น ให้หนังสือช่วยสะท้อนให้ฉันเห็นในสิ่งที่อยู่ในตัวฉันอยู่แล้วได้ชัดเจนขึ้น อาจารย์ประมวล ช่วยให้ฉันเห็นตัวเองว่าในการมีชีวิตที่มีความหมายในโลกที่สวยงามใบนี้ ฉันควรมีสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น...

ความรัก ฉันซึ้งใจในความรักที่อาจารย์ประมวลและภรรยามีต่อกัน เป็นความรู้สึกถึงความรักอันงดงามยิ่ง ฉันประทับใจความรักที่อาจารย์ประมวลมีต่อผู้คนที่ได้พบเจอ ไม่เคยเลยสักครั้งที่อาจารย์จะมีความรู้สึกในทางลบกับใคร แม้ในบางครั้งจะพบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก็ตาม เหตุผลที่นำมาใช้ในการอธิบายเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจต่อผู้อื่นอยู่เสมอ หัวใจที่เต็มไปด้วยความรักของอาจารย์บ่อยครั้งที่ทำให้รู้สึกผิด เกรงใจ ที่จะต้องไปเบียดเบียนผู้อื่น ตลอดจนความรักที่มีต่อร่างกายของตัวเองที่ช่วยให้เอาใจใส่ร่างกายดีขึ้นเพื่อเดินทางสู่ความสำเร็จ หรือแม้แต่ความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ที่ได้พบเจอไม่ว่าจะเป็น งู หรือ แม้แต่หมาขี้เรื้อน ความรักก่อให้เกิดการคิดดี การมองโลกในแง่ดี ความเข้าใจ ความอดทน การเสียสละ คงจะดีไม่น้อยหากหัวใจฉันเต็มไปด้วยความรักที่ได้รักโดยไม่มีเงื่อนไขแบบนี้ตลอดเวลา... ความรักช่วยให้รู้ว่าโลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

การให้และการรับ สิ่งที่ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในหนังสือเล่มนี้คือความเอื้ออาทร ความเมตตาของคนไทยที่มีต่อคนแปลกหน้า น้ำใจไมตรีของผู้ที่แบ่งปันไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย ความรู้ มิตรภาพ รอยยิ้ม ซึ่งฉันเองคิดว่าไม่น่าจะหาได้ที่ไหนอีกแล้วบนโลกใบนี้ เมื่อมีผู้ให้ก็มีผู้รับและสิ่งที่ผู้รับมีอยู่มากมายคือการขอบคุณ ขอบคุณแม้กระทั่งพระเจ้าของศาสนาอื่นที่ได้สอนให้คนของศาสนานั้นๆมีความเมตตา ขอบคุณอาหารทุกมื้อทุกชนิด ที่อยู่อาศัย น้ำใจ ด้วยใจจริง ฉันยิ่งรู้สึกขอบคุณพี่ชายที่แนะนำหนังสือดีๆมาให้อ่าน ขอบคุณผู้เขียนที่ถ่ายทอดความงดงามนี้ และขอบคุณทุกๆชื่อในหนังสือที่ช่วยเตือนให้ฉันลองใช้ชีวิตที่เหลือด้วยการให้และการรับ การให้ช่วยให้เราได้ฝึกจิตใจให้อ่อนโยน การรู้คุณทำให้เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน ลดความเป็นตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะพัฒนาการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดีให้ดียิ่งขึ้น ให้ได้เป็นผู้ให้และผู้รับที่มีความสุข... การให้และการรับช่วยให้รู้ว่าโลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

มิตรภาพ ฉันปลื้มใจกับมิตรภาพอันงดงามที่เกิดจากช่วงเวลาสั้นๆที่ได้รู้จักและรวมทั้งมิตรภาพที่สั่งสมมานาน มิตรภาพทำให้การเดินทางเป็นไปได้ มิตรภาพทำให้เป้าหมายของการเดินทางลุล่วงไปด้วยดี และมิตรภาพที่ช่วยให้การเดินทางนี้ของอาจารย์งดงาม ฉันชอบประโยคที่ว่า "มิตรภาพคือสะพาน ที่จะทำให้ข้ามพ้นไปสู่ฟากฝั่งที่ปรารถนา" มิตรภาพ รอยยิ้ม ความจริงใจที่ดูอาจไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมเมือง ฉันจะทำให้มันเป็นสิ่งปกติได้อย่างไร ฉันต้องลองค้นหาคำตอบต่อไป... มิตรภาพช่วยให้รู้ว่าโลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

อิสรภาพ เงินตราและเวลาจะเป็นเครื่องกีดขวางที่ทำให้จิตที่ขุ่นมัวไม่อาจเข้าใจถึงมิตรภาพ มนุษยภาพและอิรภาพ แต่ทว่าเงินตราและเวลาจะเป็นสะพานเชื่อมให้ไปสู่ฝั่งฝันคืออิสรภาพได้สำหรับผู้ที่มีจิตใจผ่องใส การมีจิตใจที่ดีคือการมีอิสรภาพเหนือเงินตราและเวลา อีกไม่นานฉันคงได้มีโอกาสลิ้มรสของความเป็นอิสระนั้น... อิสรภาพช่วยให้รู้ว่าโลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

การปล่อยวาง การปล่อยวางที่ทำให้ใจเป็นสุขขึ้น ดั่งทหารที่ฝึกซ้อมฝึกฝนมาทั้งชีวิตก็เพื่อการออกรบครั้งเดียวในชีวิต หากการฝึกฝนจิตใจที่ได้ทำมาก็เพื่อการปล่อยวางครั้งสุดท้ายในชีวิต ฉันคงต้องพยายามให้มากกว่านี้... การปล่อยวางช่วยให้ชีวิตที่เหลือในโลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

ความมีวินัย แทบทุกๆคืนก่อนนอนและทุกครั้งที่มีโอกาสอาจารย์ประมวลใช้เวลาที่มีทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนรู้และบันทึกไว้ การประเมินตัวเองอย่างซื่อสัตย์ในทุกขณะที่มีโอกาสตลอดการเดินทางแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาตัวเอง การเคร่งครัดในกฎที่ตนเองตั้งขึ้นในการเดินทาง ขณะเดียวกันการเคารพยอมรับในกฏกฏิกาที่สังคมตั้งขึ้นได้ก็ช่วยให้ความฟุ้งซ่านในจิตใจลดน้อยลง หากต้องการพัฒนาตนเอง ความมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญที่ฉันต้องพยายาม... การมีวินัยในตัวเองก่อให้เกิดการพัฒนาและช่วยให้โลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

มนุษยภาพ ความงดงามในจิตใจของผู้คนที่อาจารย์ประมวลได้พานพบช่วยทำให้ความคิดในแง่ลบที่ (อาจจะ)มี ลดน้อยลงหรือมลายไป การเอาความงดงามของโลกรักษาจิตใจที่ขุ่นมัวเป็นความคิดที่วิเศษมากในความคิดของฉัน ประโยคนี้ประทับใจฉันเป็นที่สุด "เมื่อเดินหลงป่า อันเป็นเส้นทางเดินทางกายภาพ สามารถใช้สายน้ำในลำธารเป็นเครื่องนำทางได้ฉันใด เมื่อหลงทางในวิถีแห่งจิตวิญญาณก็สามารถใช้สายน้ำแห่งมนุษยธรรมนี้เป็นเครื่องนำทางได้ฉันนั้น" คงอีกนานกว่าความศรัทธาในมนุษยภาพในจิตใจของฉันจะเบ่งบานอย่างเต็มที่ แต่มันกำลังเริ่มต้นแล้ว... มนุษยธรรมช่วยให้โลกนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม

ว่ากันว่าจิตใจของเด็กมีแต่ความเป็นอิสระ มีความกล้า ความบริสุทธิ์ แต่ทว่าเมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นสภาวะในสังคมทำให้เขามีแต่พันธะ ความกลัว ความขุ่นมัวในจิต อาจารย์ประมวลได้เดินทางกลับ ไปสู่ภาวะแห่งความเป็นอิสระ ความกล้า ความบริสุทธิ์ ที่เคยมีในวัยเด็กนั้นอีกครั้งได้สำเร็จ เป้าหมายของการเดินคือการเสียสละ เมตตา และปัญญา ท่านได้ทำสำเร็จแล้วและตลอดทางเดินนั้นท่านมีความสุขมาก

แล้วฉันล่ะเมื่อใดถึงจะเริ่มสักที? ฉันถามตัวเอง

ตลอดระยะเวลาของการอ่าน น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลลงมาตั้งแต่บทแรกถึงบทสุดท้าย ฉันกับ Ivan ได้สนทนากันเรื่องของหนังสือที่อ่านในระหว่างอาหารเย็นในร้านประจำของเรา ฉันถามเขาว่าคุณร้องไหม เขาไม่ตอบแต่ยิ้ม และนี่คือความคิดเห็นของนักเรียนรู้ชาวต่างชาติคนหนึ่งที่อ่านหนังสือที่เขียนโดยผู้รู้ชาวไทยเล่มนี้...

"Ajarn Pramuan holds out a big, clear mirror reflecting the shared condition of humanity and its symbiotic interdependency with the world around it. Through this mirror the reader is able to connect with the people and places in the physical journey; as one look deeper, it is easy to identify, engage and empathize with the duality of courage/fear, confidence/diffidence, wishes/longings, curiosity/closeness, strengths/weakness, happiness/sadness and kindness/selfishness of the actors in the book as one's own. We are all in this journey together. As each story unfolds Ajarn Pramuan takes us through his thought process to locate the meaningful lessons behind each encounter and sharing. These collective experiences give rise to wisdom on how to overcome sufferings and lead a peaceful and purposeful existence. As one flips each page while reading, one is made aware of the constant cycle of change affecting society today and that wise collective effort is required to meet these challenges. Still Ajarn Pramuan graciously reminds the reader of the great potential of humanity to be able to resolve all its problems. By putting his own life on the line, his courage and discipline is a powerful inspirational beacon. Just as the tears that will be shed over many stories that touch the heart, the book will help to clear our vision and help guide us to understand what is really important, what is possible and then take real action to realize our own potential, in this very life." - Ivan Phoon

นำเพลงเพราะๆ มาฝากในยามอ่านหนังสือที่งดงามเล่มนี้ค่ะ...

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกแห่งรอยยิ้ม



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณปริม

เหมือนเคยอ่าน the courage to be free สมัยนานนม แต่ไม่ค่อยเข้าใจ

พอมาอ่านเรื่อง เดินสู่อิสรภาพ นี่ อ่านแบบวางไม่ลงเลยค่ะ

ชอบประโยคสุดท้ายของ ivan ค่ะ ... ขอบคุณบันทึกดีๆ นี้นะค่ะ

สวัสดีค่ะคุณปู

ขอบคุณมากที่แวะมาอ่านบันทึกเก่าๆ ค่ะ

ตอนนี้กำลังรอหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์ประมวลอยู่ค่ะ

ท่านให้แนวคิดใหม่ๆมมากมายค่ะ

เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะไปอินเดีย พออ่านเรื่องเราจะเดินไปไหนกัน

ทำให้ใจเริ่มเปิดอยากไปอินเดียตะหงิดๆ

คงต้องรอวันหยุดพักร้อน

คุณปูสบายดีนะคะ...

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดียามเช้าจ้ะ
  • บันทึกดี ๆ ทำให้มีกำลังใจ
  • กำหนดเป้าหมายของชีวิตในวันใหม่นี้ได้อย่าง...มั่นคง
  • เป็นตัวของเราเองแบบไม่ให้มีใครต้องเดือดร้อนจ้ะ

สวัสดีค่ะคุณมะเดื่อ

เป็นตัวของตัวเองได้เพราะมีอิสระนะคะ

สุขสันต์วันหยุดค่ะ :)

เขียนเมื่อ 

" การประเมินตัวเองอย่างซื่อสัตย์ในทุกขณะที่มีโอกาสตลอดการเดินทางแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาตัวเอง การเคร่งครัดในกฎที่ตนเองตั้งขึ้นในการเดินทาง ขณะเดียวกันการเคารพยอมรับในกฏกฏิกาที่สังคมตั้งขึ้นได้ก็ช่วยให้ความฟุ้งซ่านในจิตใจลดน้อยลง" .. ชื่นชมในวิธีการ reflection ของคุณปริม..สิ่งที่คุณปริมอยากมี ตอนนี้สะท้อนผ่านบทความมาแล้วทั้งสิ้นค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอ ป

ขอบคุณมากนะคะที่แวะมาอ่านบันทึกเก่าๆ และมอบดอกไม้ให้ช่อโตเลยค่ะ ปริมไม่ค่อยได้กลับไปพรวนบันทึกเก่าๆ ของกัลยาณมิตรเลย คงต้องทำตัวเป็นผู้อ่านที่ดีมากขึ้นแล้วค่ะ

ชอบอ่านหนังสือแนวนี้ค่ะ อ่านแล้วคิดตาม เหมือนเป็นการเตรียมตัว แต่รู้สึกจะเตรียมตัวนานไปหน่อยเพราะยังไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที

ขอบคุณมากค่ะ :)