ลุงร่ายยาวจนผมคล้อยตามไปบ้าง มองทางสุธีร์ท่าทีเหมือนคนคิดหนัก

ประพฤติพรหมจรรย์-4

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                          ลุงร่ายยาวจนผมคล้อยตามไปบ้าง มองทางสุธีร์ท่าทีเหมือนคนคิดหนัก “แสดงว่าลุงคิดว่าการปฏิบัติธรรมมีผลต่อการเวียนว่ายตายเกิด” ระหว่างที่สุธีร์กำลังคิด ผมถือโอกาสแสดงความคิดเห็น ลุงตอบเร็ว “ประเด็นหลักเลยหล่ะ” “อย่างไรครับ” “ประพฤติพรหมจรรย์คือการปฏิบัติธรรมขั้นสูง เป็นการปฏิวัติกิเลส หลังจากปล่อยมันกดหัวคนเรามาตลอด” “ฟังยากนะลุง กิเลสกดหัว” “คิดดูซิว่าจริงหรือไม่จริง มันสอนให้เราโกรธ มันสอนเราให้โลภ มันสอนเราให้หลง มันให้ทำอะไรก็ต้องทำตามมันทุกอย่าง ลำบากอย่างไรก็ต้องทำ ไม่เรียกว่า กดหัวจะเรียกว่าไสหัวก็คงได้มั้ง”

 

                           ยิ่งคิดยิ่งเห็นตาม แต่เหมือนเดินวนในถ้ำมืดหาทางออกไม่เจอ “มันต้องหาทางแก้ไขซิ” คราวนี้ลุงยิ้มเหมือนบอกความรู้สึกว่าสังเวชอะไรบ้างอย่าง “โชคดีมีคนคิดแก้ไขไว้แล้ว” “ใครครับช่างเก่งจัง” คราวนี้ลุงยิ้มในความเซ่อของผมก่อนตอบว่า “พระพุทธเจ้า”

 

                            ลุงเห็นผมนั่งนิ่งเหมือนบรรลุธรรมอะไรบางอย่าง จึงกล่าวต่อ “ท่านสอนไว้หมดแล้ว แต่คนไม่สนใจ เหมือนทาสที่ยินดีกับการเป็นทาส เหมือนนกที่คุ้นกับกรงปล่อยไม่ไป” ผมเข้าใจตามคำของลุง รู้สึกแสบแปล๊บ เออ แปลกคนเราเป็นแบบนี้ ผมถามคำถามที่คิดว่าฉลาดที่สุดในสถานการณ์นี้ “ท่านสอนให้ทำอย่างไรครับ” “ไม่ยากหรอก ท่านวางระบบไว้อย่างดี เป็นขั้นเป็นตอน จากง่ายไปหายาก จากตื้นไปหาลึก” “แหมลุง พูดเสียตื่นเต้นเลย” “เช่น สอนเรื่องทานการให้การแบ่งปันก่อน จากนั้นสอนเรื่องศีล สอนคนให้เป็นมนุษย์ ควบคุมกายกับวาจา และสอนเรื่องภาวนาควบคุมความคิดความรู้”

 

                          ผมเริ่มเข้าใจเรื่องที่คุณย่าพาผมใส่บาตรตอนเช้า พาผมรับศีล พาผมฟังธรรม ลุงเห็นผมไตร่ตรองจึงกล่าวต่อ “บางคนอาจต้องการค่อยๆ ก้าวให้เดินตามหลัก มงคล 38 ประการ โน่น เริ่มจากง่ายสุด ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต... อาจต้องเดินนานหน่อยกว่าจะครบ 38 ก้าว ลุงไม่อธิบายต่อตอนนี้ ให้กลับไปหาอ่านเอาเอง”

 

                          เราสองคนลาคุณลุงด้วยความรู้สึกซาบซึ้งความกรุณาของลุงที่ตั้งใจอธิบายหลักธรรมให้เราฟัง ซาบซึ้งถึงคุณค่าของพระศาสนามากยิ่งขึ้น ผมรู้แล้วว่าควรดำเนินชีวิตช่วงที่เหลืออยู่ต่อไปอย่างไร