15 พ.ย..53 เรื่อง “บ้านสองความรัก : รักความพอเพียงและรักการอ่าน 22 พ.ย.53 เรื่อง “แหล่งเรียนรู้มหัศจรรย์ มันสำปะหลัง ใหญ่ ยาว เยอะ”, 29 พ.ย.53 เรื่อง “การพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้”, 6 ธ.ค.53 เรื่อง “นครแห่งการอ่านจังหวัดลำปาง”, 13 ธ.ค.53 เรื่อง “นครแห่งการอ่าน จังหวัดนครศรีธรรมราช”
รายการสายใย กศน.
วันที่ 13 ธันวาคม 2553
เรื่อง “นครแห่งการอ่าน
จังหวัดนครศรีธรรมราช”
นายอิทธิเดช สุพงษ์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- อุไรวรรณ
อินทยารัตน์ ผอ.กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช
- เกสร
ธานีรัตน์ รอง ผอ.กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อัจฉนุช
คำดีบุญ ผอ.กศน.อำเภอขนอม
- จุราภร
นุรุดิล ครูชำนาญการพิเศษ กศน.อำเภอท่าศาลา
- จินตนา
สังข์แก้ว ครูชำนาญการ กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช
ประชาชน
จ.นครศรีธรรมราช มีการอ่านน้อย ในช่วงทศวรรษแห่งการอ่านปี
พ.ศ.2552-2561 นี้ กศน.จ.นครศรีธรรมราช
ได้รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องของนครแห่งการอ่าน
โดยเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมมือกัน กำหนดเป็น 4 ยุทธศาสตร์
และดำเนินการโดยเน้นยุทธศาสตร์ 3 เสา คือ
1.
ครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครองอ่านให้ลูกเห็นเป็นต้นแบบ
อ่านด้วยบันทึกด้วยช่วยเตือนความจำ
2.
สถานศึกษา สร้างบรรยากาศการเรียนรู้
ให้ทุกมุมเป็นแหล่งเรียนรู้ จัดมุมการอ่านให้มากขึ้น
3.
คุณครู จัดกิจกรรมโดยอาศัย 3 เปิด
- เปิดโอกาส ให้ประชาชน-นักศึกษา ค้นพบตัวเองว่าสนใจอะไร
- เปิดตัว ประชาชน-นักศึกษา เปิดตัวว่ามีความสามารถด้านใด
- เปิดเวที พากลุ่มเป้าหมายไปแข่งขัน-ประกวด เช่น
ประกวดอ่านร้อยกรอง, แสดงละครส่งเสริมการอ่าน
จัดกิจกรรมต่าง ๆ
เช่น ชวนน้องหัดเรียนเขียนอ่าน, สืบค้นคนนักอ่าน (
ให้รางวัลผู้ที่เป็นนักอ่าน ), แรกรักการอ่าน, กระเป๋าความรู้สู่ชุมชน
( มีอาสาสมัครฯ 1,600 กว่าคน
ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาซึ่งจะได้หน่วยกิจกรรม กพช. 1
คนรับผิดชอบ 10 ครัวเรือน ในกระเป๋ามีหนังสือทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก
) ฯลฯ
มีรถห้องสมุดเคลื่อนที่ 1 คัน ( รถบัสติดแอร์ ) บรรจุหนังสือ,
คอมพิวเตอร์บริการอินเตอร์เน็ต 2 เครื่อง,
มีเต็นท์จัดกิจกรรมรอบรถ ออกพื้นที่เกือบทุกวัน
มีผู้สนใจมาก บางครั้ง 23:00 น. ยังเลิกไม่ได้
มีการสำรวจ-ประเมินความพึงพอใจ
มอบนโยบายให้ 23 อำเภอ ( 165 ตำบล )
จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน
กศน.อำเภอขนอม จัดกิจกรรมใน 3 กลยุทธ์ คือ สร้างความเข้าใจ
ส่งเสริมความใฝ่รู้ สู่การอ่านที่ยั่งยืน
การสร้างความเข้าใจมีการทำป้ายประชาสัมพันธ์
การส่งเสริมความใฝ่รู้มีการลุยถึงพื้นที่ ทุกครัวเรือน
สำรวจประเภทหนังสือที่แต่ละกลุ่มเป้าหมายต้องการอ่าน
วิเคราะห์ข้อมูล แบ่งกลุ่มเป้าหมาย โดยจัดซื้อสื่อ-หนังสือที่ทันสมัย
ให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทุกไตรมาส
มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรม
จัดเวทีความรู้ กระเป๋าความรู้สู่ชุมชน
ภายในห้องสมุดประชาชนอำเภอ และ กศน.ตำบล
วันเสาร์เน้นกลุ่มเป้าหมายทั่วไป วันอาทิตย์เน้นกลุ่มนักศึกษา
อำเภอท่าศาลา
ชาวบ้านมีกิจวัตรประจำวันต้องเข้าสวนยาง เสร็จแล้วไปตลาดนัด
ไม่มีเวลาเหลือสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ จึงจัดกิจกรรมเชิงรุก
เช่นจัดกิจกรรม “ความรู้ไม่ขาย ให้ฟรีค่ะ” ที่ตลาดนัด จัดโดยครู ศรช.,
อาสามัครฯ, นักศึกษา
กิจกรรมวันรักการอ่าน ( 2 เม.ย. ) โดยจัดเป็นลานถนนคนเดินในตลาด
เชิญนักเขียนมาบรรยายและแนะนำหนังสือ
มีการประกวดคำขวัญรักการอ่าน
ให้นายกเทศมนตรีเป็นประธานพิธีเปิด
มีผู้ร่วมกิจกรรมคับคั่ง ผู้ร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจ 96
%
รายการสายใย กศน.
วันที่ 6 ธันวาคม 2553
เรื่อง “นครแห่งการอ่านจังหวัดลำปาง”
ดำเนินรายการโดย
นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- นายศุภกร
ศรีศักดา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดลำปาง
- ดร.ณราวัลย์
นันต๊ะภูมิ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเกาะคา จ.ลำปาง
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ วันที่ 5 สิงหาคม 2552
กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
โดยให้ปีพุทธศักราช 2552 – 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน
และกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เป็นวันแห่งการรักการอ่าน
จังหวัดลำปางได้ตามรอยพระยุคลบาทของพระองค์ท่าน
และสนองนโยบายของรัฐบาล ประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งจังหวัด
เพื่อระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552
ถือเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย
และได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านจังหวัดลำปาง โดย
ผอ.กศน.จ.เป็นกรรมการและลาขานุการ รอง
ผอ.กศน.จ.เป็นกรรมการและผู่วยเลขานุการ
สนง.กศน.จ.เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ
โดยคณะกรรมการได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่านจังหวัดลำปาง ปี
2553-2555 เพื่อใช้ขับเคลื่อนการทำงาน โดยมีวิสัยทัศน์ว่า
“จังหวัดลำปางเป็นสังคมการอ่านและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน”
มียุทธศาสตร์คือ
1.
สร้างความสามารถในการอ่าน ( อ่านออกเขียนได้,
ตีความได้แปลความได้ )
2.
สร้างนิสัยรักการอ่าน ( เช่น
ใช้การอ่านเป็นกระบวนการหนึ่งของการสอนในสถานศึกษา ในทุกสาระวิชา ...
)
มีการพัฒนาบุคลากร และให้ความสำคัญกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดย
ในวันที่ 28 กันยายน 2553 ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง
แนวทางและกระบวนการนำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่านสู่แผนปฏิบัติการในปีงบประมาณ
2554 มีผู้เข้าร่วมการประชุมเป็นบุคลากรจากหน่วยงานระดับจังหวัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งระดับเทศบาลและ อบต. องค์กรภาคเอกชน
( ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการประชุมทั้งหมดจากมูลนิธิโยนก
)
เพื่อให้ทุกหน่วยงานบรรจุโครงการส่งเสริมการอ่านในแผนการดำเนินงานส่งเสริมการอ่านของจังหวัด
อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 โครงการ เช่นโรงพยาบาลจังหวัดลำปางซึ่งมี
“โรงเรียนพ่อแม่”
ได้จัดการสอนพ่อแม่ให้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่ลูก
มีการกำหนดแผนงานโครงการและตัวชี้วัดความสำเร็จ
กำหนดกิจกรรมโครงการ เช่น ห้องสมุดมีชีวิต,
กศน.ตำบลทุกตำบลมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม
อย่างน้อยตำบลละ 2 หมู่บ้าน
โดยจัดเวทีประชาคมสำรวจความต้องการของชุมชน
และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างสังคมการอ่านและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
จังหวัดลำปาง โดย คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านจังหวัดลำปาง ได้ร่วมกับ
สำนักงาน กศน. จังหวัดลำปาง และองค์กรภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาชน จัดพิธีประกาศการอ่านเป็นวาระแห่งจังหวัดลำปาง
ลงนามสัตยาบันเรื่องการส่งเสริมการอ่าน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553 โดย
ฯพณฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
เป็นประธานในพิธีประกาศการอ่านเป็นวาระแห่งจังหวัดลำปาง
ลงนามสัตยาบันเรื่องการส่งเสริมการอ่าน ( ผวจ. เป็นผู้ลงนามท่านแรก )
เพื่อให้ประชาคมลำปาง ทุกเพศ ทุกวัย เข้ามาร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
ตระหนักความสำคัญของการอ่าน
ให้จังหวัดลำปางเป็นสังคมการอ่านและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
และในวันเดียวกัน มี “ ถนนหนังสือ ศิลปวัฒนธรรม
และผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ”
มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหลากหลาย อาทิ ห้องสมุดเคลื่อนที่
นิทรรศการส่งเสริมการอ่าน ค่ายศิลปะ “วาดให้สนุกเล่าให้เพลิน ”
กิจกรรมถนนหนังสือ สำนักพิมพ์ชั้นนำ มาจำหน่ายหนังสือคุณภาพ
ลดราคาพิเศษ หน่วยงานต่าง ๆ
นำผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมาแสดง มีการประกวดภาพถ่าย
และกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ สามารถลงมือปฏิบัตินำผลงานกลับบ้าน
ฯลฯ
ระดับจังหวัด เป็นนครแห่งการอ่านและการเรียนรู้จังหวัดลำปาง
ในส่วนของอำเภอ ก็เป็นนครแห่งการอ่านระดับอำเภอ
มีนายอำเภอและหน่วยงานเครือข่ายต่าง ๆ ในอำเภอ รวมทั้งเจ้าคณะอำเภอ
ฯลฯ ร่วมลงนามในสัตยาบัน มีวาระแห่งอำเภอ มีคณะกรรมการอำเภอที่
ผอ.กศน.อ.เป็นกรรมการและเลขานุการ
ระดับตำบลเป็นนครแห่งการอ่านระดับตำบล มีครู
กศน.ตำบลเป็นเลขานุการ
ระดับหมู่บ้านก็เป็นนครแห่งการอ่านระดับหมู่บ้าน
ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องมีมุมการอ่าน
มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
มีอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านตำบล หมู่บ้าน บางอำเภอมีชมรม วปอ. (
ว่างเป็นอ่าน )
มีการฝึกอบรมอาสาสมัครแกนนำส่งเสริมการอ่าน ทุกตำบลๆ ละ 2 คน
เพื่อไปสร้างเครือข่ายอีกคนละ 10 คน อ.เกาะคา
สร้างอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านครบทุกหมู่บ้าน เพื่อให้เพียงพอ
จัดอบรมอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านเพิ่มเติม 102 คน
โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส.
การจัดกิจกรรมของอาสาสมัครมีครู ศรช. เป็นพี่เลี้ยงและนิเทศ (
อาสาสมัครเป็นผู้มีจิตอาสา สมัครเอง มีทั้งที่เป็นครูในโรงเรียน
เป็นเยาวชน เป็นนักเรียน เป็นนักศึกษา กศน. ครู กศน.
บุคลากร กศน.ทุกตำแหน่ง
เข้าอบรมเป็นอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านด้วยทุกคน )
มีโครงการส่งเสริมชุมชนรักการอ่าน ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552
มุ่งสู่ครอบครัว พัฒนามาจากปี 2551
ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเซเว่นอีเล็ฟเว่น ทำให้คนใน 6 หมู่บ้าน
รักการอ่าน ให้อ่านอย่างมีความหมายโดยให้เลือกหนังสือเอง
ปี 2552 ดำเนินการตำบลละ 2 หมู่บ้าน ปี 2553 ตำบลละ 3
หมู่บ้าน
มีกิจกรรมในโรงเรียนร่วมกับครูในโรงเรียน ( วาดภาพ ระบายสี ฯลฯ ),
กิจกรรมในวัด, กิจกรรมร่วมกับโรงพยาบาล สำหรับผู้สูงอายุ
โดยนำหนังสือใส่เป้ไปให้กลุ่มผู้สูงอายุ
มีการพบปะกันระหว่างผู้สูงอายุและพาไปทัศนศึกษา, ในส่วนครอบครัว
นำพ่อแม่ลูกมาทำกิจกรรม Book start ด้วยกัน
และกลับไปทำหนังสือเล่มแรกของครอบครัวฉัน
กลุ่มนักศึกษา กศน.
จะบูรณาการการเรียนโดยสอดแทรกการส่งเสริมการอ่านในทุกสัปดาห์มีการเล่าเรื่องที่ฉันอ่านหรือเรื่องที่ฉันชอบ
หัวใจสำคัญของการส่งเสริมการอ่าน คือ
ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
รายการสายใย กศน.
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553
เรื่อง “การพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้”
นายอิทธิเดช สุพงษ์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
-
นายวัชรินทร์ จำปี รองเลขาธิการ กศน.
- นายจำรัส
หนุนอนันต์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านงานจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประชากร 80 % ของ 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับบางอำเภอของจังหวัดสงขลา
นับถือศาสนาอิสลาม มีเหตุการณ์ความไม่สงบ รุนแรง มาตั้งแต่ปี
2547 เฉลี่ยวันละ 2 เหตุการณ์ ส่งผลกระทบกับด้านต่าง ๆ
เช่นด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งด้านการศึกษา
ทั้งในและนอกระบบโรงเรียนมีคุณภาพการศึกษาต่ำ ผลการทดสอบ O-Net ต่ำ
มีเด็กออกกลางคันจากในระบบมาก
ชาวมุสลิมจะเน้นการเรียนศาสนาเป็นหลัก
เรียนที่ปอเนาะจะไม่ได้เรียนวิชาสามัญและอาชีพ
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ
เพื่อส่งผลให้เกิดความมั่นคง ( การศึกษาจะช่วยแก้ไขปัญหาได้
)
วันที่ 29 ก.ย.2552 ครม.
ได้อนุมัติแผนการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2552-2555 ( 4 ปี )
ที่เสนอตามนโยบายรัฐบาล จำนวน 6 ยุทธศาสตร์
ในส่วนของ กศน.
ดำเนินการตามแผนใหญ่ของกระทรวงฯ แต่มุ่งเน้น 3 ยุทธศาสตร์
โดยในปีงบประมาณ 2554 มีโครงการดังนี้
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ( ให้ทัดเทียมกับพื้นที่อื่น
)
- โครงการพัฒนาหลักสูตร กศน. ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น
- โครงการพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
- โครงการพัฒนาบุคลากร กศน.
2.
ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- โครงการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุศึกษาเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิต (
ตำบลละ 10 คน ทัศนศึกษา ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพ )
- โครงการสอนภาษาสำหรับการสื่อสารระดับต่าง ๆ
- โครงการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ( ในมัสยิด ในวัด
เพราะเป็นที่รวมคนอยู่แล้ว )
- โครงการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส
3. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพและการมีงานทำ
- โครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของแกนนำกลุ่มสตรี ( ตำบลละ 30 คน
จากทั้งหมดมี 326 ตำบล )
- โครงการส่งเสริมเยาวชนให้รักถิ่น ( ทุกตำบล เรื่อง
ทักษะการเป็นผู้นำ การรักถิ่น การพัฒนาอาชีพ .... )
- โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สู่สถาบันปอเนาะ ( 379 แห่ง มีครู
กศน.ครบทุกแห่ง มีนักเรียนเกือบสามหมื่นคน
เรียนหลักสูตรต่าง ๆ ของ กศน. เกือบหนึ่งหมื่นคน )
อีก 3 ยุทธศาสตร์ ที่ กศน. ไม่ได้เน้น คือ 4.
ยุทธศาสตร์ส่งเสริมศาสนศึกษา 5.
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารจัดการ 6.
ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคง ( เช่น สันติศึกษา,
การเรียนรู้ความเป็นไทย ความเป็นชาติ )
กศน. จะให้เยาวชนไทยพุทธ กับไทยมุสลิม เรียนด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน
เพื่อความสันติสุขในอนาคต
สอนภาษามลายูถิ่นให้คนไทยพุทธรวมทั้งข้าราชการเจ้าหน้าที่
สอนภาษาไทยให้ชาวมุสลิม
มีหน่วยงานจัดการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน
เดิมไม่มีความเป็นเอกภาพ
ปัจจุบันมีหน่วยประสานงานทำให้เป็นเอกภาพมากขึ้น
การสร้างขวัญกำลังใจ
กศน. ใช้คนในพื้นที่เป็นครู กศน.
จึงสามารถทำงานในชุมชนได้ดี ปี 2554 จะจัดสรรรถปิคอัพให้
กศน.อำเภอละ 1 คัน มีเงินเสี่ยงภัยให้ข้าราชการและครู
กศน.ทุกคน ๆ ละ 2,500 บาท/เดือน
กำลังจะมีเหรียญชายแดนให้ผู้ที่ทำงาน 5 ปี
โควตาเลื่อนขั้นกรณีพิเศษมากกว่าพื้นที่อื่นอีก 1 %
และอื่น ๆ
ตัวชี้วัดในการจัดการศึกษาของ
กศน.
ปี 2553 ( ทำได้ครบทุกตัวชี้วัด
) คือ
-
นักเรียนตกหล่นจากในระบบ ( 9,805 คน ) ให้เรียนจบ กศน.ม.ต้น 70 % (
ทำได้ 80 กว่า % )
- ฝึกอาชีพนักเรียนปอเนาะ 7,500 คน
- ฝึกอาชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เยาวชนและประชาชน 25,000 คน ใน
326 ตำบล
- ทำเกณฑ์การเทียบโอนความรู้อิสลามศึกษา เข้าหลักสูตร
กศน.
- จัดตั้ง กศน.ตำบล ครบ 326 ตำบล
ปี 2554
เสนอตัวชี้วัดดังนี้
- ฝึกและพัฒนาอาชีพนักเรียนปอเนาะ 7,500 คน
- ฝึกและพัฒนาอาชีพประชาชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 30,000
คน
-
มีศูนย์เทียบโอนวิชาอิสลามศึกษา เข้าสู่หลักสูตร กศน.
ครบทุกอำเภอ
- พัฒนาศักยภาพ กศน.ตำบล 326 ตำบล
ผู้ประเมินตามตัวชี้วัด คือ ศน.กศน.ส่วนกลาง, ศนภ.,
สำนักบริหารจังหวัดชายแดน, ศอบต. และอื่น ๆ
ใช้แนวการดำเนินงานที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”
เน้นพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายคือความสันติสุข
โดยบุคลากร กศน. จริงใจ-จริงจัง-ต่อเนื่อง ไปอย่างชาวบ้าน
อยู่กับชาวบ้าน
รายการสายใย กศน.
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2553
เรื่อง “แหล่งเรียนรู้มหัศจรรย์ มันสำปะหลัง ใหญ่ ยาว
เยอะ”
นายอิทธิเดช สุพงษ์
ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- นายสมพงษ์
รอดวินิจ ผอ. กศน.อำเภอกุดจับ จ.อุดรธานี
- แป้น
หินโงม เกษตรกรตัวอย่างบ้านดอนพิลา อ.กุดจับ
จ.อุดรธานี
-
นายคมสันติ์ วงษ์สว่าง ครูศูนย์การเรียนชุมชน
กศน.ตำบลกุดจับ
กศน.
สอนชาวบ้านทุกอย่าง ทั้งสายสามัญ สายอาชีพ การถนอมอาหาร
ทำน้ำยาล้างจาน ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ
หาวิธีพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้าน
จากการที่พื้นที่อำเภอกุดจับแห้งแล้งมาก
พืชที่ทนแล้งได้คือมันสำปะหลัง แต่ก็ให้ผลผลิตต่ำ
ชาวบ้านจึงมักปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า กศน.อำเภอกุดจับ
จ.อุดรธานี จึงได้พัฒนาการปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง
ด้วยการใช้ปุ๋ย “3 มูล พูนสุข”, ใช้พลาสติกคลุมดิน,
ใช้น้ำผงชูรสพ่นทางใบ, ใช้น้ำสมุนไพรรสขมกลิ่นเหม็นเช่นบอระเพ็ด
กำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ได้ผลผลิตมันสำปะหลัง ใหญ่ ยาว
เยอะ
สิ่งที่ทำให้หัวมันใหญ่ ยาว คือ ปุ๋ย 3 มูล พูนสุข ประกอบด้วย
1)
มูลวัวมูลความ 10 กระสอบปุ๋ย ( 10 ส่วน )
2) มูลหมู
5 กระสอบปุ๋ย ( 5 ส่วน )
3)
มูลไก่ 3 กระสอบปุ๋ย ( 3 ส่วน )
ผสมกับแกลบดำแกลบขาว เป็น 1 ตันต่อไร่ แช่น้ำ 1 คืน ( ปุ๋ย 50
กก. ใส่กระสอบแช่น้ำในถัง 1 พันลิตร )
ส่งผลให้หัวมันใหญ่เท่าหัวเข่าหรือเสาบ้าน และยาว
สิ่งที่ทำให้หัวมันเยอะ คือ
ทำให้มีหัวมันในดิน 3 ชั้น โดยขุดยกร่องสูง และปักกิ่งพันธุ์จุดละ 3
กิ่งเรียงติดกัน ( ใช้เลื่อยตัดกิ่งพันธุ์ที่อายุ 8 เดือนขึ้นไป
ให้ยาวเท่ากัน ) แต่ละกิ่งลึกไม่เท่ากัน (เป็นรูปแคน )
ให้ปลายแต่ละกิ่งลึกต่างกัน 2 นิ้ว ( ถ้ายกร่องได้สูงมาก
ก็ให้ลึกต่างกันมาก ยิ่งมากหัวจะยิ่งใหญ่
เพราะหัวของแต่ละต้นจะอยู่คนละชั้น ไม่ชนกัน ไม่แย่งอาหารกัน )
แต่ละจุดห่างกัน 60-70 ซม. ไถดิน 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1-2
สัปดาห์ ใช้น้ำผงชูรสพ่นใบ
ถ้าต้นสูงเกินไปต้องตัดออกก่อนที่จะล้ม ( ช่วงตัดใหม่
หัวมันจะหยุดโตระยะหนึ่ง )
ใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อควบคุมหญ้าและกันน้ำฝนที่จะทำให้หัวมันเน่า
ให้น้ำฝนไหลลงร่องไป พลาสติกขนาด 80 ซม.X 400 เมตร ราคา
615 บาท ใช้ได้ 4 รุ่น
ลงทุนมาก ประมาณไร่ละ 10,000 บาท แต่ได้ผลผลิตมากถึงไร่ละ 42
ตัน ได้กำไรไร่ละ 5 เท่าต่อรุ่น ปีละ 10 เท่า
จนหลายฝ่ายไม่เชื่อ จึงตั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้ชุมชน
สาธิตให้พิสูจน์
กำลังจะพัฒนาให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก
โดยหาวิธีที่จะยกร่องให้สูงขึ้นได้อีก เพื่อเพิ่มหัวมันให้มากกว่า 3
ชั้น และหาวิธีไม่ให้ใบแย่งแสงแดดกัน ลดอายุการปลูก
จากเป็นปี ให้เหลือไม่เกิน 6 เดือน
รวมทั้งจะขยายผลให้ปลูกทุกหมู่บ้านในอำเภอกุดจับ
และขยายผลไปอำเภออื่น
ผู้สนใจ ขอศึกษาดูงาน หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่
กศน.อำเภอกุดจับ โทร. 042-291124
รายการสายใย กศน.
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553
เรื่อง “บ้านสองความรัก :
รักความพอเพียงและรักการอ่าน”
นายอิทธิเดช สุพงษ์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- อัจฉรา
สากระจาย ผอ. สำนักงาน กศน.จังหวัดหนองคาย
-
พ.จ.อ.สมเจตน์ สวาศรี ผอ.กศน.อำเภอสังคม
จังหวัดหนองคาย
- เบญจพร
ไชยโชค ผู้ร่วมโครงการบ้านสองความรักฯ
- เมษา
รุ่งรัศมี ผู้ร่วมโครงการบ้านสองความรักฯ
สนง.กศน.จ.หนองคาย
ทำโครงการบ้านสองความรัก : รักความพอเพียงและรักการอ่าน
โดยจัดกิจกรรมลงสู่ครัวเรือน ให้ในบ้านมีหนังสืออ่าน
รอบบ้านมีกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ (
รักความพอเพียง สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, รักการอ่าน
สนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ )
พื้นที่อำเภอสังคม
จังหวัดหนองคาย 80 % เป็นที่ราบสูง ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา กล้วย
ข้าว จัดโครงการบ้านสองความรักฯโดยใช้ กศน.ตำบล
เป็นฐานในการจัดกิจกรรม ใช้ ครู บรรณารักษ์
อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน นำหนังสือไปวางในแต่ละครัวเรือน
และสำรวจความต้องการหนังสือ เพื่อจัดหาหนังสือให้ตรงความต้องการ
หมุนเวียนหนังสือสัปดาห์ละครั้ง
ได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือจากนายก อบจ.
นอกจากนี้ ห้องสมุดฯมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ตลาดนัดคนรักการอ่าน,
หนังสือเล่มแรก
การส่งเสริมการอ่านในครัวเรือน
ผู้ใหญ่ส่งเสริมให้เด็กในบ้านรักการอ่าน
วิธีส่งเสริมตามเกณฑ์การอยู่อย่างพอเพียง คือ
1.
ลดรายจ่ายในครัวเรือน ( ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก
)
2.
เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน ( เลี้ยงสัตว์ เช่น
เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์, เลี้ยงกบคอนโด,
กศน.นำลูกเป็ดไปให้เลี้ยง โดยศึกษาวิธีเลี้ยงสัตว์จากหนังสือ
)
3. ประหยัดอดออม
ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ( จัดกลุ่มออมทรัพย์ ออมสัจจะวันละบาท
)
4.
รักและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมของครัวเรือนและชุมชน ( ปลูกต้นไม้,
ทำสวนหย่อมหน้าบ้าน )
5.
เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง
6.
ความเอื้ออาทรต่อกัน ( ช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว,
แบ่งปันการอยู่การกิน แบ่งปันเมล็ดพันธุ์พืช )
- ก็ชมสายใยด้วยเหมือนกันค่ะ
- อ.เอกคะ เทียบโอน อสม. รายวิชาทีให้อสม.โอน จำนวน 5 วิชา คือ 1.การถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพสู่ชุมชน 2. การนวดไทยในครัวเรือน 3. โรคที่เป็นปัญหาของชุมชน 4. สมุนไพรพื้นบ้านต้านโรค และ 5. การจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชน สถานศึกษายังไม่มีในหลักสูตรสถานศึกษา ต้องเสนอขออนุมัติเพิ่มไปในหลักสูตรสถานศึกษาใช่หรือไม่ ไป search หา กองพัฒนายังไม่เห็นรายวิชาพวกนี้เลย จะหาโครงสร้างรายวิชาได้ที่ไหนคะ ขอความกรุณาอ.เอกช่วยดูให้หน่อยค่ะ
รบกวนค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ เข้าเยียมชมบล็อกบ่อย อยากให้มีโครงการเรียนรู้การทำวิจัยในชั้นเรียนผ่านบล็อกจังเลยค่ะ (ไม่เปลืองงบประมาณด้วยค่ะ ) ขอบคุณค่ะ
มาเยี่ยมชมผลงานและให้กำลังใจในการทำงานสร้างสรรค์ครับ
ขอบคุณมากๆ คะอาจารย์ขอให้อาจารย์มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะคะ
ขอบพระคุณมากๆครับ
เป็นองค์ความรู้ที่ผ่านการจัดการมาอย่างดีเลยครับ
อนาคตอำเภอสังคมคงจะเป็นอำเภอสังคมพอเพียง
ด้วยโครงการบ้านสองความรักแน่เลยครับ
ขอบคุณ ท่าน ผอ.ดิศกุล
, วันดี ( คงเป็นวันดีเสนา น่ะนะ ), และ ว่าที่ ร.ต. วุฒิชัย สังข์พงษ์
มากครับ
ตอบ neeladbualuang
ถูกต้องแล้วครับ ทุกรายวิชาที่จะให้นักศึกษาลงทะเบียนเรียนหรือเทียบโอน ต้องนำเข้าเป็นหลักสูตรสถานศึกษาก่อน ซึ่งสามารถเพิ่มรายวิชาเข้าหลักสูตรสถานศึกษาได้เรื่อย ๆ โดยให้นำรายวิชานั้นผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา
รายวิชาสำหรับการเทียบโอนเหล่านี้ กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่ามีอยู่ในหลักสูตรรายวิชาเลือกหมดแล้วนะ ดูในเว็บไซต์ของกลุ่มพัฒนา กศน. ให้ละเอียดอีกทีซิครับ
หลักสูตรรายวิชาเลือก ดาวน์โหลดได้ที่เว็บ www.nfe.go.th/0405/ โดยเข้าที่เมนู “การออกรหัสหลักสูตรรายวิชาเลือก” ( เขาส่งคู่มือการใช้โปรแกรม พร้อมรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านให้ทุกอำเภอแล้ว ) กรอกรหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน แล้วล็อกอินเข้าไป จะพบชื่อสกุลของเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ( ถ้าจำรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านไม่ได้ ก็ลงทะเบียนใหม่ได้ ผู้ลงทะเบียนใหม่จะดาวน์โหลดหลักสูตรได้ แต่จะเพิ่มหลักสูตรไม่ได้)
เข้าไปแล้วจะมีเมนูต่าง ๆ ให้เลือกใช้งาน คือเมนู ระบบค้นหาข้อมูลหลักสูตร ระบบการจองรหัสหลักสูตร ระบบรายงาน เปลี่ยนรหัสผ่าน
ระบบค้นหาข้อมูลหลักสูตร สามารถเลือกค้นหาโดย ชื่อหลักสูตรรายวิชา, สาระการเรียนรู้, ประเภทรายวิชา ( ส่วนกลาง, สถานศึกษา ), ภาคเรียน ( ที่เริ่มใช้ ), ระดับการศึกษา, หรือ ชื่อสถานศึกษา, เลือกแล้วกดปุ่มค้นหา ถ้าจะดูข้อมูลย่อคลิกที่ปุ่ม View แล้วถ้าจะดูรายละเอียดต่ออีก คลิกที่ปุ่มเปิดไฟล์
ตอบ มะลิ สิงห์ชัย
น่าสนใจนะครับ โครงการเรียนรู้การทำวิจัยในชั้นเรียน ( วิจัยอย่างง่าย ) ผ่านบล็อก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือถ้ามีผู้จัดโครงการนี้