ช่วงกลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นยุค ๒ ท่วม คือเงินท่วมกับน้ำท่วม ที่ประหลาดคือน้ำท่วมที่สูง เช่นโคราช อำเภอสูงเนิน ชื่อบอกว่าพื้นที่เป็นเนิน แต่ปีนี้โดนน้ำท่วม และน้ำที่ท่วมมาจากอ่างเก็บน้ำ ที่น้ำมากจนล้น
อาการเงินท่วมเฉียบพลันดูจากเงินไหลเข้าในไตรมาสที่ ๓ (ก.ค. – ก.ย.) ของปี ๒๕๕๓ เป็นเงิน ๑๖๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ ในขณะที่ใน ๖ เดือนแรกของปี ๕๓ (ม.ค. – มิ.ย.) เงินเข้ามาเพียง ๘,๐๐๐ ล้านเหรียญ
เงินท่วมมาพร้อมกับเงินแข็ง เงินแข็งหมายถึงค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากเงินร้อนไหลบ่าเข้ามา ไม่ใช่เงินลงทุนที่สมเหตุสมผล ประเทศที่สู้เต็มที่คือบราซิล แต่ก็ยังต้านไม่ไหว มีการกล่าวว่า ธปท. เป็นตัวการ ดึงให้เงินเข้ามา โดยเข้าไปซื้อดอลล่าร์ เพื่อป้องกันบาทแข็ง และออกพันธบัตรเพื่อหาเงินบาท ซึ่งก็เป็นเงินที่เปลี่ยนจากดอลล่าร์จากแหล่งภายนอกนั่นเอง ทำให้เงินจากภายนอกที่เข้ามาปลอดภัย ไม่เสี่ยงและกำไรดี เวลานี้ ธปท. ออกพันธบัตรไปแล้ว ๒.๒ ล้านล้านบาท. ธปท. สามารถออกพันธบัตรได้เองโดยอิสระ
สิ่งที่ธนาคารกังวลคือเงินบาทอาจแข็งค่าจนเป็น ๒๕ - ๒๖ บาทต่อดอลล่าร์ ส่งผลให้ธุรกิจไทยเจ๊ง ธนาคารก็เดือดร้อนด้วย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือจะเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน
ธนาคารไทยพาณิชย์มีผลการวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ที่มีผลการวิจัยได้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ ในการรับมือการไหลบ่าของเงินจากตะวันตก จากข้อมูลดังกล่าวมีการแปลผลว่าวิธีการที่ ธปท. ออกพันธบัตรเพื่อดูดซับเงินบาทไม่ให้มีมากไป ป้องกันเงินเฟ้อ เป็นการช่วยเหลือเงินต่างชาติที่เข้ามาให้ปลอดภัย และได้กำไรสองเด้ง
ประเทศอื่นๆ สร้างมาตรการหรือรั้วป้องกันสูงมาก รั้วไทยต่ำที่สุด และมีตัวเลขบอกว่า ตั้งแต่วันที่ ๓๑ พ.ค. – ๑๘ ต.ค. ๕๓ เงินบาทแข็งค่าขึ้น (เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ) ร้อยละ ๙ ในขณะที่เงินของอินโดนีเซียแข็งขึ้นร้อยละ ๒.๗ ของไต้หวัน ๓.๘ ของเราเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มคล้ายๆ กัน อัตราการแข็งตัวน่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ ๒ – ๔ หากจัดการระบบการเงินถูกต้อง
ถ้าการตีความข้อมูลนี้ถูกต้อง ก็ควรนำการตีความนี้ไปใช้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ คำถามคือ จะใช้ช่องทางไหนสำหรับแจ้งข้อมูลและการตีความนี้ต่อรัฐบาล หรือต่อผู้รับผิดชอบนโยบายการเงินของประเทศ มีการพูดว่างานนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้ว่า ธปท. แต่ก็ต้องพูดกับ รมต. คลังด้วย ยิ่งเข้าถึงนายกรัฐมนตรีด้วยยิ่งดี แต่ธนาคารพาณิชย์ไปพูดเขาก็จะระแวงว่าพูดเพื่อผลประโยชน์ตน
ความเห็นคือ มาตรการของไทยควรเป็น cocktail ที่เหมาะสม ไม่ใช่ใช้มาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเวลานี้ ธปท. เน้นใช้มาตรการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับเงินบาทเป็นหลัก แทบไม่ได้ใช้วิธี sell – buy swap เลย
ผมได้กลิ่นท่าทีความไม่ชื่นชอบธนาคาร ว่าธนาคารคิดแต่ประโยชน์ตน จึงเป็นฝ่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ
มีการเสนอให้ทำวิจัย modeling แนวคิดของเรา ว่าหากแนวทางที่ ธปท. ใช้อยู่นี้ดำเนินต่อไป ผลจะเป็นอย่างไร
กฎหมายของประเทศไทยกำหนดให้ต่างชาติฝากเงินธนาคารได้ไม่เกิน ๓๐๐ ล้านบาท เขาต้องเอาเงินมาซื้อ สินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ที่ปลอดภัยคือพันธบัตร ธปท.
แต่ในสภาพเงินท่วมท้นนี้ธนาคารต่างก็ได้กำไรดีกันถ้วนหน้า ผมถามผู้รู้ว่าสภาพเงินไหลเข้าประเทศมากอย่างที่ผ่านมา มีส่วนช่วยให้ผลประกอบการของธนาคารดี หรือไม่ คำตอบคือน่าจะมีส่วน แต่ถ้าไหลเข้ามามากเกินไป และจัดการไม่ดีจนเงินบาทแข้งตัวมากกก ธุรกิจก็จะทรุด โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ไม่มีการนำเข้าชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบ รวมทั้งธุรกิจรายย่อย
ผมตั้งคำถามกับผู้รู้ว่าเงินในโลกทำไมมีมากนัก เขาตอบว่าเพราะสหรัฐอเมริกาพิมพ์เงินออกมาใช้โดยเสรีหรืออำเภอใจ โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผมว่าสภาพเช่นนี้สหรัฐอเมริกาคงจะทำต่อไปได้ไม่นาน เพราะความน่าเชื่อถือจะลดลงจนหมด เงินดอลล่าร์ก็จะไร้ค่า
อะไรๆ ที่มันมีมากเกินไปอย่างไร้เหตุผล ก็ไม่ดีทั้งนั้น สู้ทางสายกลางไม่ได้ อย่างน้ำมากก็ไม่ดี ยิ่งมากเป็นบางช่วง และน้อยเป็นบางช่วงก็ทำให้เกิดปัญหา แต่เราก็ไม่สามารถกำกับควบคุมได้ทั้งหมด ไม่ว่าน้ำหรือเงินที่ท่วมอยู่ในขณะนี้เตือนเราว่า จงอย่าประมาท จงขวนขวายเร่งหาวิธีจัดการระบบทั้งระบบน้ำและระบบเงิน
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ต.ค. ๕๓
From โพสต์ทูเดย์ 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา 20:12 น.:
"...ธปท.เผยทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ระดับ 1.722 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดเพิ่มเพราะต้องซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพื่อชะลอเงินบาทแข็งค่า
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุด ณ 5 พ.ย.อยู่ที่ระดับ 1.722 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.104 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท จากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ระดับ 1.711 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้านฐานะสุทธิสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้าอยู่ที่ ระดับ 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ คาดว่าทุนสำรองเพิ่มขึ้นสูง มาจากสาเหตุที่ธปท.ต้องเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้าเก็บในทุนสำรอง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท..."
High THB can mean less exports (but if the exports are from foreign-owned manufacturing then why should Thai taxpayers subsidise them?); less tourists (this would hurt both foreign-owned resorts and Thai service workers -- however, business is up and down as usual), change of customers (or customer-based eg. from G2G to B2B or from USA to EU and Africa), more (illegal) foreign (Cambodia, Laos, Myanmar, etc.) labour (and flows of small informal imports/exports), better food exports value (which benefit 75% Thais), ...
Very likely is USD will lose value more (due to money printing), EUD will lose value more (due to PIGS and their creditors), Yen, Yuan, MYR, SGD, THB, ... value goes up, food prices go up, fuel prices goes up and the whole world may go into USA-lead recession very soon.
Why hold on to USD? Conversion of USD to other currencies or to infrastructural assets is a far better "risk management option". And what is better than "agricultural infrastructures: land, water and stock facilities" and tourism development?