ผ่านไปแล้วกับการเยือนอินเดียของปธน.บารัค โอบามา ปธน.สหรัฐฯ และภริยา ระหว่างวันที่ 6-9 พ.ย. 53 ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอินเดียและต่างประเทศรายงานข่าวกันอย่างกว้างขวาง เป็นการเยือนที่สำคัญหนึ่งของปีนี้ และมีความน่าสนใจไม่น้อย ต่อการเมืองระหว่างประเทศ ลองมาดูกันว่าเพราะอะไร
แม้ทั้งโอบามาและนรม.อินเดียจะเจอกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างเพราะเป็นการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ ปธน.โอบามา ซึ่งถือเป็นการเยือนตอบการเยือนสหรัฐฯ ของ นรม.อินเดียเมื่อเดือน พ.ย. 2552 ซึ่งอินเดียก็เป็นประเทศแรกที่ไปเยือนในรัฐบาลของโอบามาเช่นกัน
สิ่งที่ผมประทับใจในการเยือนครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความเป็นกันเองของภรรยาประธานาธิบดีแล้ว ก็คือวาทะการทูตของประธานาธิบดีโอบามาที่ต้องบอกว่า”ได้ใจ”คนอินเดียไปมาก โดยเฉพาะในการกล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอินเดียในช่วงเย็นของวันที่ 8 พ.ย. 53 จะมีประธานาธบิดีสหรัฐฯ คนใดที่สามารถกล่าวได้โดนใจคนอินเดียไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงปัญจตันตระนิทานอมตะโลกของอินเดีย กล่าวถึง Swami Vivekanada กล่าวถึง Tagore กล่าวชื่นชมตั้งแต่มหาตมคานธี ไปจนถึงผู้นำชาวพุทธอย่าง ดร.อัมเบดการ์ กล่าวชื่นชมการพัฒนาเศรฐกิจของอินเดีย รวมทั้งการกล่าวขอบคุณเป็นภาษาฮินดี bahut dhanyavad ทำให้ประธานาธิบดีโอบามาได้รับการปรบมือจากสมาชิกรัฐสภามากที่สุดและอย่างยาวนานในหลายช่วงของการกล่าวสุนทรพจน์ ผมมีโอกาสได้ดูการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์รัฐสภาอินเดีย TV Lok Sabha ซึ่งดูแล้วก็ซาบซึ้งหากเป็นคนอินเดีย ขอยกคำกล่าวดังกลาวบางตอน ดังนี้
“ ภูมิใจที่ได้มาเยือนอินเดียในช่วงแรกของวาระการเป็นประธานาธิบดี และไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญที่ได้มาเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกในการเดินทางครั้งนี้ รวมทั้งเป็นการเยือนต่างประเทศที่ยาวที่สุด ( 3 วันเต็ม) นับแต่เข้ารับตำแหน่ง “
“ สำหรับเอเชียและโลก อินเดียไม่ใช่เพียงประเทศที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่อินเดียเป็นประเทศมหาอำนาจแล้ว และเชื่ออย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอินเดีย ซึ่งมีผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกัน จะเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 “
“ อินเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตของตน นับตั้งแต่ในวัยเยาว์ซึ่งเคยทำงานให้แก่ผู้ยากไร้ในชุมชนเมือง โดยมหาตมา คานธี เป็นแรงบัลดาลใจสำคัญ อนึ่ง คานธีมีอิทธิพลต่อผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิอันเท่าเทียมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งนำปรัชญาของคานธีเรื่องอหิงสาไปใช้ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ตนเชื่อว่าหากไม่มีคานธีและคำสอนของท่านแล้ว ก็อาจจะไม่สามารถมายืนอยู่ในที่นี้ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ”
ฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้วต้องบอกว่าซาบซึ้งที่ผู้นำประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯ กล่าวอย่างมีวาทะศิลป์ เท่านั้นยังไม่พอ ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องอื่นๆ ล้วนทำให้คนอินเดียรู้สึกดี เช่น
“ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ตนได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่ออินเดีย ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้อนรับและสนับสนุนอินเดียในฐานะมหาอำนาจ และได้ช่วยให้ความเป็นมหาอำนาจของอินเดียเป็นความจริง“
ในเรื่องของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ ประธานาธิบดีโอบามาพูดล้ำหน้าไปยังอนาคตว่าที่จะมีการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงว่า “ สหรัฐฯ เห็นว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”
ตรงนี้ถือว่าสหรัฐฯ แสดงท่าทีที่ใกล้ชิดและชัดเจนมากกับอินเดีย รวมทั้งในเรื่องอื่นๆ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาคและทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีนิวเคลียร์ การต่อต้านการก่อการร้าย ความมั่นคงในเอเชีย เรื่องสิทธิ์มนุษยชน ฯลฯ โดยไม่ลืมที่จะพูดถึงการเลือกตั้งในพม่าด้วย
ประเด็นที่อินเดียน่าจะพอใจที่สุด น่าจะเป็นการสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ทั้งที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในแถลงการร่วมและการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา
สำหรับเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือเรื่องปากีสถาน ซึ่งสหรัฐฯจะยืนยันต่อผู้นำปากีสถานว่าการยอมให้ดินแดนปากีสถานเป็นแหล่งพักพิงของผู้ก่อการร้ายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้ก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายที่เมืองมุมไบต้องถูกนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
เรื่องอื่นๆ นั้นก็ถือว่าอินเดียประสบความสำเร็จในการเจรจาทวิภาคีและผลักดันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า เศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี การสาธารณสุข การศึกษา พลังงาน ฯลฯ
วงการนักวิเคราะห์การเมืองและสื่อมวลชนอินเดียต่างมองเรื่องการเยือนครั้งนี้ว่าถือว่าโดยรวมอินเดียได้มากกว่าที่คาดหวัง หรือ"ได้เกินคาด" ไว้จากการกล่าวของประธานาธิบดีโอบามา สำหรับตัวประธานาธิบดีโอบามานั้นก็ได้ใจคนอินเดียไปอย่างเต็มๆ ซึ่งต้องมาดูกันต่อไปว่าการแสดงท่าทีของสหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์ต่ออินเดียครั้งนี้ จะส่งผลในรูปธรรมต่อไปอย่างไรกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศและจะทำให้ประเทศใหญ่ๆ เช่นจีน รัสเซีย ประเทศเพื่อนบ้านเช่นปากีสถานและนานาประเทศรู้สึกอย่างไร
ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง
ขอบคุณครับท่านที่นำมาให้เรียนรู้ครับ
คุณ วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei-- ครับ
ครับ ปธนด. โอบามาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่มีวาทะศิลป์และวาทะการทูตที่โดดเด่นครับ ผู้นำสหรัฐฯที่เคยเยือนอินเดียมาแล้วมีคลินตันและบุช แต่ที่ได้ใจคนอินเดียมากที่สุดคือโอบามาครับ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเผชิญกับแรงต่างๆ มากตามลำดับนะครับ ในอนาคตโลกก็คงมีหลายขั้วอำนาจ ทำให้นึกถึงสามก๊กของจีนครับ
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทายกัน
กราบเรียนท่านทูตฯค่ะ
เช้านี้เข้ามาเรียนรู้ ทำให้โลกของครูตากว้างขึ้นค่ะ
ครู ครูตา ลป. ครับ
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ความรู้สามารถกระจายไปถึงทุกคนบนโลกนี้และคนก็สามารถเข้าถึงความรู้นี้ได้อย่างง่ายดาย
ผมชอบคำหนึ่งที่ว่า knowledge is currency สะท้อนถึงการเป็นสังคมความรู้ในทศวรรตปัจจุบัน
การเรียนรู้จากบุคคลระดับโลกเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมให้เด็กไทยเข้าถึงความรู้ครับ
อินเดียมีประชากรกว่าพันล้านมีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลมีความก้าวหน้าทางด้านคอมฯมาก (แถวอินเดียใต้) ควรเป็นสมาิชิกถาวรนานแล้วนะครับ
คุณ โสภณ เปียสนิท ครับ
การเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง UN นั้นเป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมืองระหว่างประเทศในอดีตครับ การจะเปลี่ยนแปลง ต้องขึ้นอยู่กับการปฏิรูปองค์กรสหประชาชาติครับ ซึ่งในที่สุด น่าจะเกิดขึ้นแน่นอน
เมื่อถึงเวลานั้น อินเดียน่าจะต้องเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีที่เพิ่มจำนวน
ซึ่งสหรัฐฯ โดยปธนด. โอบามาได้แสดงจุดยืนในอนาคตนั้นได้อย่างชัดเจนและสมประโยชน์ แต่สิ่งที่เปราะบางของคณะมนตรีความมั่นคงนี้ก็คือการใช้สิทธิยับยั้ง Veto ซึ่งเมื่อมีประเทศในคณะมนตรีฯ มากขึ้น ก็คงเพิ่มความซับซ้อนและความยากลำบากในการตัดสินใจ(ที่ต้องเป็นเอกฉันท์)ในเรื่องกิจการระหว่างประเทศมากขึ้นครับ เพราะต่างคนต่างมีอำนาจนี้
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทายกัน
สวัสดีค่ะ
มาติดตามเรื่องราวของอินเดีย
ที่กรุณานำใจความสำคัญมาบอกกล่าวกัน
ขอให้อยู่ที่อินเดียด้วยความสุขใจเสมอนะคะ
สวัสดีค่ะ
ตันติราพันธ์
ขอบใจจ๊ะ
อินเดียกำลังเป้นตัวละครเอกในเวทีระหว่างประเทศ
speeches.ที่น้าจ้าชอบฟังที่จำได้คือของ Bill Clinton ที่State of the Union ฟังแล้วรู้เลยว่าเขาเป็นคนฉลาด ฟังแบบใจจดใจจ่อเลยคะเหมือนโอบามานะคะ
ส่วนของคนอื่นก็จะไม่ดูค่ะรำคาญใจ อ้อ...มีดูอยู่หน่อยตอนที่เขาโดนถูกรองเท้าขว้างนะคะ....หุหุ
เรื่องของประเทศอินเดียและความสำคัญมีเรื่องให้คุยได้เยอะแยะ ตอนนี้ลูกค้าที่ธนาคารที่น้าทำก็มีคนอินเดียเยอะ พวกนี้มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ดูๆแล้วไม่เหมือนคนอินเดียที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา.
น้าจ้าครับ
ผมก็ชอบฟังการกล่าวสุนทรพจน์ ยิ่งเป็นของผู้นำประเทศ บุคคลสำคัญระดับสากล เมื่อปีก่อนได้ฟัง J K rowling พูดที่ฮาวาร์ด ในโอกาสเริ่มปีการศึกษา 2009 ก็เป็นการกล่าวที่ประทับใจดีครับ สำหรับโอบามา ต้องบอกว่าชื่นชมทีเดียวครับเพราะการพูด ท่วงที สำนวนโวหารน่าฟังจริงๆ ครับ
อินเดียเป็นประเทศที่ไม่มีใครหยุดความก้าวหน้าได้ครับ
**ปล..ขอขยายความที่บอกว่า"ดูตอนที่เขาโดนรองเท้าขว้างใส่" ดูเพราะความตกใจจริงๆค่ะ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน
น้าจ้าครับ
ผมเห็นตอนนั้นแล้วครับ
ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าครับ ที่คนเข้าใจว่าอยู่ในสังคมประชาธิปไตยแล้ว มีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ (ตามอำเภอใจ)
สวัสดีครับ