แม้การเตือนภัยจะดีปานใด แต่ถ้าไม่มีการเตรียมการในภาคราชการ ในเชิงพื้นที่และการเตรียมตัวในภาคประชาชนแล้ว ก็คงจะหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติได้ยาก

เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากทีมงานของคุณจอม เพ็ชรประดับ   ให้เข้าร่วมเสวนาในประเด็น  “ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม กับต้นตอสาเหตุของปัญหา ”  ในวันจันทร์ที่  8 พฤศจิกายน  2553 เวลา 20.30 -21.30 น.  (รายการสด) ณ สถานีโทรทัศน์สปริงส์นิวส์ ที่ตึก IT แสควร์ หลักสี่ ชั้น 11

โดยมี ดร. สมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติภาคประชาชน เป็นผู้ร่วมอภิปราย

ประเด็นที่คุยกันหลักๆ จึงเป็นเรื่องสาเหตุของปัญหา และการเตือนภัยที่เกิดขึ้นในวิกฤตน้ำท่วมประเทศไทยที่ผ่านมา

ที่เกิดจากการพัฒนาที่ผิดพลาดทั้ง

  • การพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ
  • การเก็บกักน้ำ
  • การระบายน้ำ
  • การบริหารจัดการน้ำ
  • การเตรียมตัวของคนในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • การเตือนภัย และ
  • การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตเกือบ ๒๐๐ ชีวิต และทรัพย์สินประมาณ สองแสนล้านบาท ที่ต้องใช้งบประมาณของประเทศในการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้าประมาณเกือบห้าพันล้านบาท

ที่นับได้ว่าเป็นการสูญเสียที่ค่อนข้างมาก ที่ไม่ควรจะเสีย หรือไม่ควรจะมากมายขนาดนี้ ถ้ามีการเตรียมตัว เตรียมการ และเตือนภัยที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่านี้

แต่....

แม้การเตือนภัยจะดีปานใด แต่ถ้าไม่มีการเตรียมการในภาคราชการ ในเชิงพื้นที่และการเตรียมตัวในภาคประชาชนแล้ว ก็คงจะหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติได้ยาก

เพราะชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ “เสี่ยงภัย” ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตแบบประมาท ในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  • การสร้างบ้านชั้นเดียว ติดพื้นดินที่ไม่มีทางหนีจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้เลย
  • ไม่มีการเก็บสำรองน้ำ อาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคใดๆไว้ในครัวเรือน
  • ส่วนใหญ่ “ไม่คิด” ว่าน้ำจะท่วมบ้านตัวเอง
  • จึงแทบไม่มีการเตรียมการใดๆทั้งสิ้น
  • แม้จะมีการเตือนภัยล่วงหน้าที่ดีปานใด เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ก็ไม่อาจจะป้องกันปัญหาที่เกิดจากการ “ไม่เตรียมตัว” นี้ได้

แต่ในความเป็นจริง การ “เตือนภัย” ก็ยังมีปัญหาอย่างมาก

ทั้งเชิงข้อมูล ประสิทธิภาพ และการทันเวลา

เพราะข้อมูลมักไม่ชัดเจนในระดับที่ประชาชนจะเข้าใจ และตรงจุดพอที่ชาวบ้านทั่วไปจะตระหนัก และมั่นใจพอที่จะนำไปใช้ในการเตรียมตัวรับภัยพิบัติ

และ....

ในความเป็นจริงก็เป็นการยากที่จะกำหนดจุด และระดับความรุนแรงอย่างแน่นอน ที่ในที่สุดก็เป็นการคาดการณ์ ที่อาจเกิดหรือไม่เกิด ที่ในที่สุดแล้ว ก็ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการนำไปใช้ประโยชน์จริงๆ ของระบบเตือนภัย

นอกจากข้อมูลจะไม่ชัดเจนแล้ว ข้อมูลและข่าวสารมักยังไม่ถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยทั่วไป และมักไม่ยาวนานพอที่ผู่ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจะเตรียมตัวได้ทัน

แต่ประเด็นสำคัญที่ผมพยายามชี้ให้เห็นก็คือ

การเตรียมการ และเตรียมตัว ที่ผมเคยเสนอไว้ในบันทึกก่อนๆ ที่ติดว่า การเตรียมตัวนั้นต้องใช้ความเข้าใจ ความตระหนัก และระยะเวลาพอสมควร เช่น

  • การเตรียมอาหารและน้ำสำรอง ต้องใช้เวลาวางแผนเป็นวัน เป็นเดือน หรือ เป็นปี
  • การวางแผนขนของหนีน้ำ ต้องใช้เวลาวางแผน ๒-๓ วัน
  • การวางแผนอพยพสัตว์เลี้ยง ต้องใช้เวลาวางแผนเป็นเดือน หรือเป็นปีๆ หรือหลายปี แล้วแต่กรณี
  • การเตรียมการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณะภัย ต้องใช้เวลาวางแผนเป็นเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี
  • การวางแผนการสร้างบ้าน อาคาร ยุ้งข้าวเพื่อลดผลกระทบของน้ำท่วม ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๕-๑๐ ปี ขึ้นไป
  • การเตรียมระบบระบายน้ำ ต้องใช้เวลาวางแผนอย่างน้อยเป็นเดือน เป็นปี หรือ หลายๆปี แล้วแต่ขนาดของงาน
  • การเตรียมการการสร้างถนนที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาน้ำขังแช่ ต้องใช้เวลาวางแผนอย่างน้อย ๒-๑๐ ปี
  • การเตรียมการด้านระบบการผลิตทางการเกษตรที่ลดผลกระทบของน้ำท่วม ต้องใช้เวลาวางแผนเป็นปี หรือเป็นสิบๆปี
  • การเตรียมการลดผลเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เช่นการหัดว่ายน้ำ การสร้างเรือ การทำสะพาน การสร้างถนนที่น้ำไหลข้ามได้ ต้องใช้เวลาวางแผนเป็นสิบๆปี

ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่า

การลดผลกระทบนั้น ต้องมีการวางแผนแบบบูรณาการ ทำงานแบบบูรณาการ และผสมผสานความรู้ ความร่วมมือ ทั้งเชิงวิชาการสมัยใหม่และบทเรียนจากภูมิปัญญาของคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ภัยแล้ง ว่าจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไร

และควรมี

  • การประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
  • ระบบการศึกษาที่ทำให้คนเข้าใจธรรมชาติของน้ำท่วม และการลดผลกระทบด้วยตัวเอง และ
  • การทำงานเตรียมการอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อลดปัญหา ที่มาจาก “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”

 

นี่คือข้อสรุปจากการเสวนาในวันนั้น ครับ