แผ่เมตตา

เมื่อทำแล้ว ใครจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เราเองจะมีความสุขขึ้น

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผู้เขียนพบปัญหาหนักหน่วงในชีวิต ความโกรธ ความแค้น ความไม่พอใจ เกิดระหว่างผู้เขียนกับผู้ร่วมงานจำนวนมาก

ความทุกข์ ยิ่งทับทวี ไม่สามารถผลักออกไปจากความรู้สึก โกรธ เกลียด แค้น ได้

ผู้เขียนไม่ใช่คนทำบุญทำทานบ่อยนัก แต่เมื่อทำบุญ ก็ปฏิบัติตาม ความเชื่อ  ที่ต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล และ แผ่เมตตาให้ บุคคลอันเป็นที่รัก และเจ้ากรรมนายเวร

อะไรไม่ทราบ ทำให้ผู้เขียนนึกถึง การแผ่เมตตา

เมื่อนึกได้ ตั้งแต่นั้น เมื่อกรวดน้ำ และ แผ่เมตตา ผู้เขียนจะอุทิศส่วนกุศลที่ทำมาให้กับคนที่คิดว่าเป็นศัตรูก่อนเป็นคนแรก

ตอนนั้นคิดว่าตนเองมีศัตรูจำนวนมาก จึงอุิทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาให้ทีละคนๆ ตามลำดับความรู้สึกโกรธเกลียด เมื่อหมดแล้วจึงเหลือบุญให้คนอันเป็นที่รักตามปกติ

ผู้เขียนพบในที่สุดว่า เมื่อทำบ่อยครั้งเข้า ผู้เขียนแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นน้อยลงๆ และในที่สุดเหลือแต่คนอันเป็นที่รักเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะทำใจแบ่งบุญกุศลให้ไม่ได้ แต่เพราะความโกรธเกลียดหายไปจนหมดสิ้น ความเป็นศัตรูหายไปจนหมดสิ้น เมื่อพบเจอก็ไม่มีความรู้สึกโกรธเกลียดใดๆ มีแต่ความรู้สึกของการเป็นมิตร

เมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณจำรัส นิมิตพรชัย เภสัชกรเชี่ยวชาญ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี เพิ่งสึกมาจากการไปบวช 1 พรรษา กลับมารายงานตัวทำงานพร้อมด้วยหนังสือเล่มเล็กชื่อ บทสวดมนต์ บอกว่า ลายเส้นสวยดี ลองไปอ่านดู

ผู้เขียนไม่นิยมอ่านหนังสือธรรมะ แต่ก็พลิกๆดู ด้วยความเกรงใจ พบข้อเขียนของท่าน ว.วชิรเมธี จึงได้คำอธิบายที่ชัดเจนของการแผ่เมตตา

ต้องขออนุญาตคัดลอก มาแสดงไว้ ณ ที่นี้

ทำไม สวดมนต์แล้วต้องแผ่เมตตาด้วย

การแผ่เมตตา มีประโยชน์และมีความสำคัญมาก เป็นการฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง พร้อมๆกับการรู้จักรักคนอื่นด้วย ถ้าเรารักตนเองพร้อมๆกับที่เรารักคนอื่น เราก็จะเป็นมนุษย์ที่ไม่กล้าทำร้ายใคร  และโดยวิธีเช่นนี้โลกนี้ก็จะมีแต่สันติสุข เมตตาที่เราเผื่อแผ่ไปทุกวันนั้น ก็จะทำให้จิตใจของเราชุ่มเย็น ผู้ที่ได้รับกระแสแห่งเมตตาก็เบิกบานมีความสุข เช่นกัน หากโลกเรานี้เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมีความเมตตากรุณาเป็นเรือนใจ โลกนี้ก็จะมีแต่ความสุขสวัสดีมีชัย การเบียดเบียน มุ่งร้ายทำลายกัน การสงครามทั้งหลาย ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็น้อยมาก ดังนั้น การแผ่เมตตาจึงเป็นศิลปะในการอยู่ร่วมกันในโลกอย่างสันติสุข...ว.วชิรเมธี

ผู้เขียนเห็นว่า สังคมทุกวันนี้ มีแต่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฝ่ายตรงข้ามคือศัตรู

ในที่ทำงาน ก็มีฝักมีฝ่าย มีโกรธ มีเกลียด มีแค้น มีศัตรู

วันนี้มาเชิญชวนให้ แผ่เมตตา แผ่ให้คนที่เราไม่ชอบนั่นแหละ

เมื่อทำแล้ว ใครจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เราเองจะมีความสุขขึ้น 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Blog Office



ความเห็น (10)

?????
IP: xxx.52.202.125
เขียนเมื่อ 

การแผ่เมตตาให้กับศัตรู เป็นการฝึกฝนตนเองให้ทำใจยอมรับกับสิ่งที่ไม่ชอบ เมื่อนานๆ ไป เราก็จะชินและสามารถอยู่กับสิ่งที่ ไม่ชอบนั้นได้

พุดขาว
IP: xxx.52.150.69
เขียนเมื่อ 

การให้อะไรไม่เท่าให้ธรรมะ การแผ่เมตตาเป็นการให้อภัยอย่างหนึ่ง

toon
IP: xxx.19.65.54
เขียนเมื่อ 

1.อย่านอนตื่นสาย

2.อย่าอายทำกิน

3.อย่าหมิ่นเงินน้อย

4.อย่าคอยวาสนา

5.อย่าเสวนาคนชั่ว

6.อย่ามั่วอบายมุข

7.อย่าสุกก่อนห่าม

8.อย่าพล่ามก่อนทำ

9.อย่ารำก่อนเพลง

10.อย่าข่มเหงผู้น้อย

11.อย่าคอยแต่ประจบ

12.อย่าคบแต่เศรษฐี

13.อย่าดีแต่ตัว

14.อย่าอย่าชั่วแต่คนอื่น

15.อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ

16.อย่าเอาเปรียบสังคม

17.อย่าชื่นชมคนผิด

18.อย่าคิดเอาแต่ได้

19.อย่าใส่ร้ายคนดี

20.อย่ากล่าววจีมุสา

21.อย่านินทาพระเจ้า

22.อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์

23.อย่าสุขจนลืมตัว

24.อย่าเกรงกลัวงานหนัก

25.อย่าพิทักษ์พาลชน

26.อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี ........

เขียนเมื่อ 

คุณ ????? / คุณ พุดขาว

ครับ นึก หน้า ชื่อ นามสกุล ทีละคนๆ เลยนะครับ

 

คุณ toon

อย่าทำ เยอะจังครับ

 

pradthanadr
IP: xxx.172.196.83
เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ...พระพุทธองค์สอนให้เรามี...พรหมวิหาร 4 ...การครองสติ...ครองตน...ให้มีความรักความเมตตาปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ...ตาย ให้มีความผาสุกนั้นเอง พระองค์สอนมนุษย์ให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ตกทุกข์ได้ยากให้พ้นทุกข์หรือลดทุกข์ลง นั้นคือ กรุณาธรรมนั่นเอง...ดังเช่นพระพุทธองค์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย มุทิตา...จิตยินดีต่อผู้อื่น...ไม่อิจฉาริษยา และที่สำคัญ...ที่สุด...ที่ขาดไม่ได้ก้คือ อุเบกขาธรรมนั้นเอง...การต้องรู้จักวางเฉย...เมื่อได้พบประสบเห็นเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกได้รับผลกรรมของตนเองที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ชาวนากับงูเห่า...ชาวนามีเมตตากรุณาต่องูเห่า...สุดท้ายชาวนาถูกงูเห่ากัดตาย...เพราะชาวนาไม่รู้จักอุเบกขาธรรม...ถ้าชาวนามีอุเบกขาธรรม...งูก็อยู่ส่วนงู...ชาวนาก็อยู่ส่วนชาวนา...งูและชาวนาก็จะไม่มีกรรมต่อกัน...งูคิดไม่ได้หรอก...เพราะเป็นธรรมชาติของเขา...ถ้าใครเข้าใกล้ก็อาจถูกฉกกัดเป็นอันตรายได้เพราะเป็นธรรมชาติของงูเห่าที่มีพิษร้ายแรง...อุเบกขาธรรมจึงสำคัญมาก ๆ ที่จะใช้ในการครองตนเองให้มีสติและปัญญาที่จะแยกแยะ...ด้วยเหตุและผล...อะไรเป็นอะไร...อุเบกขาธรรมจึงเป็นธรรมแห่งการใช้ปัญญาที่ต้องคอยกำกับตามหลังการใช้เมตตา กรุณา มุทิตา...ก็เพื่อความไม่ประมาท...เอวังก็ประการฉะนี้แลครับท่านเจ้านาย...อิ อิ อิ...?????

เขียนเมื่อ 

คุณหมอ ครับ

ผู้เขียน ไม่ค่อย ลึกซึ้ง ในธรรมะ อะไรมากมายหรอกครับ

เพียงแต่คิดตรงไปตรงมา ตามที่ใจอยากจะคิดอยากจะทำ

แผ่เมตตาให้ ผู้ซึ่งเราโกรธเราเกลียด ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไร

ไม่ต้องการให้เขาหายโกรธหายเกลียดตัวเรา

แผ่เมตตาให้เขา พร้อมกับนึกว่าเขาเป็นศัตรูด้วยซ้ำ

แบบว่า ไม่ได้คิดเชิงทฤษฎีอ่ะ

ภัทร์
IP: xxx.19.65.1
เขียนเมื่อ 

คุณหมอคะ

ปกติชอบนั่งสมาธิ ทำให้จิตนิ่งสำรวจตัวเอง จิตของคนเราไม่แตกต่างกัน ทุกคนรักตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าเรารักเขาๆก็รักเราเป็นพื้นฐานปกติ จากที่เป็นคนใจร้อนมากๆไม่ฟังใครๆถ้าตัวเองคิดว่าถูก จากการนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมมองโลกทางบวก ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าเป็นที่ปรึกษาให้กับเพื่อน ๆน้องๆ และมีคติธรรม คำพูดทำให้คนเชื่อถือ คงเป็นเพราะการนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมคะ

พยอม
IP: xxx.205.89.56
เขียนเมื่อ 

หนูเคยแผ่เมตตาให้คนที่เคยว่าเรา ติฉินนินทาเรา ไล่ไปทีละคน แต่มีคนเตือน(จากการรู้ได้ด้วยญาณ) ว่าให้หยุดการกระทำดังนี้เนื่องจากกลายเป็นการอาฆาตเค้าเหล่านั้น แต่ในขณะที่แผ่เมตตาให้พวกเค้าทีละคนนั้น ไม่ได้คิดร้าย เพียงแต่อยากให้กรรมที่มีต่อกันหมดไป แต่ถูกเตือนว่าเป็นการอาฆาต แล้วผลกรรมนั้นจะย้อนเข้าตัวเรา ค่ะ ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์นะคะ (ความรู้หนูแค่หางอึ่งเมื่อเทียบกับอาจารย์ค่ะ

จิตสิกขา
IP: xxx.84.1.238
เขียนเมื่อ 

ในการสร้างบุญบารมีนั้น ในเรื่องของทานจะถือว่าอภัยทานเป็นทานที่สูงที่สุดมีบุญมากเสียกว่าการให้ธรรมเป็นทานเสียอีก การแผ่เมตตาก็เป็นอภัยทานอย่างหนึ่งซึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องประกอบไปด้วยจิตใจที่ให้อภัยต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริง  

สมเจตน์
IP: xxx.158.167.130
เขียนเมื่อ 

ยอดเยี่ยมครับท่าน จะนำไปปฎิบัติครับ