การลาออกจากตำแหน่งต่างๆ เป็นเรื่องง่ายสำหรับผม     เพราะผมอยู่ในตำแหน่งเพราะอยากทำงาน     อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม     เมื่อทำไม่ได้ก็ลาออกดีกว่า     เพราะผมมี "เสียงเรียกจากพงไพร" ให้กลับสู่วงวิชาการ วงวิจัย อยู่ตลอดเวลา

        ปี ๒๕๒๑ ต้นปี ผมเป็นรองอธิการบดี (หมายความว่าเป็นรองฯ คนที่ ๑  รองจากอธิการบดี)     ช่วงนั้นมรสุมก่อสร้างเยอะ    ผมบอกตัวเองว่าแร้งลง     และถ้ายังดำรงตำแหน่งอยู่ก็ไปขวางทางผลประโยชน์เขาเกินไป     เราก็เป็นเด็กกะเปี๊ยก พวกพ้องก็ไม่มี     ลาออกดีกว่า    ว่าแล้วผมก็เรียนท่านอธิการบดี (ผศ. ดร. ผาสุข กุลละวณิชย์) เป็นระยะๆ ว่าผมอยากกลับไปทำงานวิชาการ     แล้วลาออกในเดือนพฤษภาคม

        ปี ๒๕๒๔ เดือนพฤศจิกายน ผมเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ด้วยอายุ ๓๙     ไฟแรงและคิดอะไรๆ ไว้มาก     ต้องการวางรากฐานการบริหารงานให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพแบบสุดสุด     เสนอระบบหลายๆ อย่างต่อมหาวิทยาลัยซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้คงได้รับอนุมัติทั้งหมด     แต่ตอนนั้น มอ. ยังอยู่ในฐานคิดว่า ทุกคณะต้องอยู่ใต้กฎระเบียบเดียวกัน     ดังนั้นผมในฐานะคณบดีคณะแพทย์ ทะลึ่งเสนอกฎกติกาที่ใช้เพื่อสร้างสรรค์คณะแพทย์คณะเดียว ถือเป็นคนเห็นแก่ตัว

       เราทุ่มเทเรียนรู้และคิดระบบต่างๆ ขึ้นมา แต่ไปติดที่อธิการบดี ซึ่งในขณะนั้นคือ รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์     เนื่องจากท่านเห็นว่าถ้าเอาเข้าที่ประชุมคณบดี คณะอื่นๆ ก็จะคัดค้าน เพราะไม่เหมือนที่เขาปฏิบัติกัน     ผมให้เหตุผลว่าก็ในเมื่อคณะแพทย์มีงานที่ไม่เหมือนคณะอื่นๆ คือโรงพยาบาล  แล้วจะให้ใช้ระเบียบเหมือนคณะอื่นๆ และหวังความเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร     ในสมัยนั้นน่าเห็นใจอธิการบดีมาก    แต่ช่วงนั้นผมอายุน้อย มีนิสัยมุทะลุไม่ประนีประนอม     จึงปรารภว่าจะลาออก    เพราะอยู่ไปก็ทำงานไม่ได้ดี     ผมกลับไปทำงานวิชาการมีความสุขมากกว่า    

       น่าสงสารท่านโอสถ โกศิน นายกสภาฯ     ท่านลงทุนมาหาผมถึงบ้านพัก    และพื้นถนนหน้าบ้านผมมีน้ำและโคลนท่านลื่นจนเกือบล้ม     ผมรู้สึกผิดมากที่ทำให้ผู้ใหญ่เดือดร้อน ต้องมาขอร้องว่าขณะนั้นงานของคณะกำลังเดินดีอย่างน่าพอใจ    จึงขออย่าลาออกเลย    แล้วท่านก็คืนใบลาออกให้ผม ผมก็รับไว้            

       เหตุการณ์ไม่ดีขึ้น    ผมรู้สึกว่าที่ประชุมคณบดีไม่สร้างสรรค์     มีแต่วาระงานประจำ และการเล่นการเมืองรักษาผลประโยชน์     และคอยจ้องดูว่าคณะไหน วิทยาเขตไหนจะได้-เสียประโยชน์     ผมใช้วิธีดูแฟ้มประชุม    ถ้าไม่มีวาระสร้างสรรค์ผมก็ขาดประชุม หรือส่งรองฯ ไปแทน     นานๆ เข้าท่านอธิการบดีก็มาบอกผมในฐานะลูกศิษย์ ว่า "หมอมาประชุมคณบดีบ้างซี"     ผมตอบท่านว่า "ผมมีงานเชิงสร้างสรรค์ของคณะฯ มาก    ถ้ามีวาระในที่ประชุมคณบดีเชิงสร้างสรรค์ผมก็จะเข้า    แต่นี่มีแต่เรื่องไม่มีสาระ  ผมจึงไม่ได้เข้า"     ท่านอธิการบดีก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร     เพราะว่าคนเห็นกันทั่วไปว่าผมกำลังขมักเขม้นสร้างระบบให้แก่คณะแพทยศาสตร์

        ที่เล่ามานี้ก็เพื่อสารภาพบาป    ว่าทั้งหมดนั้นผมเป็นผู้ผิด     คือไม่ประนีประนอมเพียงพอ    เป็นคนไม่มีมารยาท    และไม่ใช้วิธีการแบบไทยๆ ในการแก้ปัญหา    คือมีการ lobby ก่อนในระดับต่างๆ     ตอนนี้เวลาผมเห็นคนหนุ่มเลือดร้อนผมจึงเข้าใจเขา   

        เหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ผมจึงลาออกหลังจากทำหน้าที่ได้ ๒ ปี     สิ่งที่ผมภูมิใจคือ ผมพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะโดนตลบหลัง     เพราะว่าผมไม่มีอะไรให้คนมาจับผิด

       ตอนมาอยู่ สกว. ผมก็ทำท่าจะลาออกครั้งหนึ่ง    ภรรยาเตือนว่าระวังคนจะเห็นว่าเราเป็นคนไม่อดทน     พอเจออุปสรรคหน่อยก็ลาออก     ประกอบกับ อาจารย์ ดร. กำจัด มงคลกุล เตือนว่าถ้าผมลาออกก็เข้าทางเขา     อดทนไปหน่อยเดี๋ยวก็จะมีทางออก     ซึ่งก็ได้เทวดาช่วยไว้จริงๆ 

วิจารณ์ พานิช
๗ กค. ๔๙