
หากใครอยู่ในแวดวงของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคงพอเคยได้ยินเรื่องของทะเล อารัลมาบ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย ทะเลอารัลหรือทะเลสาบอารัล คือ 1 ใน 4 ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 68,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 3.5 เท่า ทะเลอารัลเป็นทะเลสาบน้ำเค็มตั้งอยู่ระหว่างประเทศคาซัคสถานกับอุซเบกิสถาน เกิดจากแม่น้ำ 2 สาย ไหลมาบรรจบกันกลางแผ่นดินที่เป็นทะเลทราย ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้การประมงในทะเลอารัลเฟื่องฟู เรือน้อยใหญ่จำนวนมากออกหาปลา สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เมืองท่าที่อยู่รอบๆ ทะเลอารัลเจริญอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าทะเลอารัลเปรียบเสมือนเส้นชีวิตของคนที่อาศัยอยู่แถบนั้น
แต่ที่กล่าวมาเป็นทะเลอารัลในช่วงก่อนปี 2500
ปัจจุบัน ทะเลอารัลมีสภาพตามรูปด้านล่าง เป็นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา

ในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม รัฐบาลของสหภาพโซเวียตมีนโยบายที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จึงสนับสนุนให้ปลูกฝ้ายเพิ่มขึ้นเพื่อป้อนวัตถุดิบให้โรงงาน เมื่อจะทำการเกษตรจำเป็นต้องมีน้ำ รัฐบาลจึงสั่งให้ขุดคลองชลประทานขึ้น โดยขุดคลองแยกออกจากแม่น้ำ ทั้ง 2 สาย เพื่อผันน้ำ แบ่งไปใช้ในการทำไร่ฝ้าย คลองชลประทานเริ่มเปิดใช้งานประมาณปี 2500 และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าทะเลอารัลเกิดจากแม่น้ำ 2 สาย อามุ ดาเรีย (Amu Darya) และเซียร์ ดาเรีย (Syr Darya) ไหลมาบรรจบกัน น้ำที่ไหลมาถึงทะเลอารัลจึงไม่ได้ไหลลงสู่ทะเลเหมือนน้ำในแม่น้ำส่วนใหญ่ เมื่อทะเลอารัลมีสภาพเป็นแหล่งน้ำปิด ปริมาณน้ำในทะเลจึงตั้งอยู่บนสมดุลระหว่างน้ำที่ไหลมารวมกันที่ทะเล (หรือทะเลสาบ) กับน้ำที่ระเหยไปเพราะแสงแดด ในอดีตนั้นปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลกับน้ำที่ระเหยไปเกือบจะเท่ากัน แต่เมื่อมีการขุดคลองชลประทานแบ่งน้ำบางส่วนจากแม่น้ำไปใช้ในการเกษตร ทำให้น้ำที่ไหลลงทะเลอารัล น้อยกว่าน้ำที่ระเหยไป สมดุลที่มีมายาวนานจึงเสียไป
![]() |
| กราฟแท่งแสดงปริมาณน้ำเข้า-ออก ของทะเลอารัล ก่อนปี 2503 น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอารัล ทั้งจากแม่น้ำและน้ำใต้ดินรวมกันแล้ว มากกว่าน้ำที่ระเหยไปเล็กน้อย แต่หลังจากทำชลประทาน เป็นต้นไป ปี 2504 ปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ไหลลงทะเลอารัล (แท่งสีฟ้า) ลดลง ทำให้ปริมาณ น้ำรวม (แท่งสีแดง) ขาดดุล |
เมื่อน้ำที่ไหลลงทะเลน้อยกว่าน้ำที่ระเหยจากทะเล ผลที่เกิดขึ้นคือ น้ำในทะเลอารัลค่อยๆ ลดลง ช่วงแรกๆ หลังจากเปิดใช้คลองชลประทาน ระดับน้ำในทะเลสาบลดลงปีละประมาณ 20 เซนติเมตร น้อยจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น หรือถึงแม้จะเห็นก็คงคิดว่า "แค่ไม่กี่เซนติเมตรเอง" ไม่ได้ตระหนักถึงผลที่จะตามมา ระหว่างนั้นการเกษตรขยายตัวขึ้น ต้องใช้น้ำมากขึ้น และผันน้ำไปจากแม่น้ำมากขึ้น จนเวลาผ่านไปอีก 10 ปี กลายเป็นว่าระดับน้ำในทะเลอารัลลดลงปีละประมาณ 60 เซนติเมตร ขนาดของทะเลอารัลลดลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเข้าสู่ปี 2530 ทะเลอารัลแบ่งเป็น 2 ส่วน อารัลเหนือกับอารัลใต้ และในปี 2547 เหลือพื้นประมาณ 25% ของขนาดเดิม ปัจจุบันปี 2553 ทะเลอารัลเหลือพื้นที่อยู่ประมาณ 6,800 ตารางกิโลเมตร หรือเพียง 10% ของขนาดเดิมเท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีสัตว์น้ำใดๆ เหลืออยู่
ระบบนิเวศน์ของทะเลอารัลได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการผันน้ำไปใช้ เมื่อการที่ปริมาณน้ำลดลงลดลงเพราะระเหยไป เฉพาะน้ำเท่านั้นที่ลดลง แต่ "เกลือ" ยังคงอยู่เท่าเดิม ผลคือ น้ำเค็มขึ้น แรกเริ่มน้ำในทะเลอารัลมีความเข้มของเกลือประมาณ 10 กรัม/ลิตร หลังจากเริ่มโครงการชลประทานไม่ถึง 10 ปี ความเข้มข้นของเกลือในทะเลอารัลเพิ่มเป็น 45 กรัม/ลิตร (น้ำในทะเลมีความเข้มข้นของเกลือเฉลี่ยประมาณ 35 กรัม/ลิตร) ซึ่งส่งผลให้สัตว์น้ำล้มตายจำนวนมาก เมื่อถึงปี 2520 สัตว์น้ำที่จับได้จากทะเลอารัลมีไม่ถึง 75% ของจำนวนที่จับได้ก่อนทำชลประทาน และหลังจากนั้นไม่กี่ปีก็ไม่มีสัตว์น้ำเหลืออยู่เลย การประมงในทะเลอารัลหยุดลงโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันน้ำในทะเลอารัลมีความเข้มข้นของเกลือมากกว่า 100 กรัม/ลิตร เข้มข้นเกินกว่าที่สัตว์หรือพืขใดๆ จะอาศัยอยู่ได้
รัฐบาลเริ่มมองเห็นปัญหาที่ขึ้นกับทะเลอารัลหลังจากเปิดใช้คลองชลประทาน ประมาณ 20 ปี ซึ่งเป็นตอนที่สัตว์น้ำเหลืออยู่ไม่ถึง 25% จากเดิม และแม้ได้พยายามแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ แต่ปริมาณน้ำในทะเลอารัลยังคงลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพราะน้ำก็ยังคงถูกใช้ไปกับการเกษตร ประกอบกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 2534 ประเทศที่แยกตัวออกมายังเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองซึ่งคนมักให้ความสนใจ มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเสมอ ไม่แปลกที่ปัญหาของทะเลอารัลจะถูกละเลย
นอกจากนี้การขุดคลองชลประทานที่ทำอย่างลวกๆ ทำให้น้ำซึมออกจากคลองระหว่างที่ไหลไป น้ำกว่าครึ่งที่ผันไปใช้ในการเกษตรสูญเสียไประหว่างทาง เกิดเป็นทะเลสาบเทียมเล็กๆ มากมาย ซึ่งทะเลสาบเหล่านี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพราะปนเปื้อนด้วยสารเคมี และโลหะหนัก ซึ่งมาจากปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเกษตรอย่างไม่บันยะบันยัง การผันน้ำยังทำให้กระแสน้ำลดความเร็วลง ตะกอนต่างๆ ที่พัดมากับน้ำจึงทับถมกันในแม่น้ำแทนที่จะถูกพัดลงสู่ทะเลจนทำให้แม่น้ำ ตื้นเขินจนไม่มีทางให้น้ำไหลลงสู่ทะเล ในทึ่สุดทะเลอารัลก็กลายเป็นทะเลทราย


ที่มา: วิชาการ.คอม
