คิดไปเรื่อย จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

คิดไปเรื่อย จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

จิตนี้มีความสำคัญ ธรรมดาคนเราคิดอะไรมักจะไม่ค่อยรู้ตัว วันหนึ่งๆ คนที่จะรู้ตัวว่า คิดอะไร ทำอะไร จริงๆ มีน้อย ส่วนมากก็คิดไปตามความเคยชิน หรือตามอำเภอใจ ตามอารมณ์นี่แหละ คิดไปเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ทุกข์เกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ เพราะเราไม่รู้จักความคิด คิดผิด คิดถูก ก็ไม่รู้ และเมื่อคิดผิด ก็เกิดทุกข์ทันที บางครั้งก็ทุกข์เกินกว่าเหตุอีกด้วย บางครั้งเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายกายนิดหน่อย แต่จิตใจทุกข์มาก ทุกข์กายนิดหน่อย แต่ไปเพิ่มทุกข์ใจอีก เพราะเราปล่อยความคิดของเราให้คิดไปตามกิเลส

ถ้าเราสามารถระงับจิตได้ ทำใจสงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง สมมติว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เรานั่งสมาธิ ทำใจให้สงบสักพักหนึ่ง 5 นาที หรือ 10 นาที ดูลมหายใจเข้า หายใจออก จิตก็ไม่คิดอะไร ก็สงบสบาย ไม่มีทุกข์ใช่ไหม นี่แสดงว่าทุกข์เกิดเพราะคิดผิด คิดปรุงแต่งเรื่อยไปนี่เอง เห็นอะไร ได้ยินอะไร ไม่ชอบใจ ก็คิดปรุงแต่งไปจนไม่สบายใจ หรือว่าอยู่ดีๆ นึกถึง อดีต ที่เคยมีเรื่องราวไม่ถูกใจ คิดไป นึกไป ปรุงไป จนไม่สบายใจ เป็นทุกข์ บางทีเกิดอาฆาตพยาบาทก็ได้ การปรุงแต่งของจิตของเราจะมีลักษณะอย่างนี้

การสำรวมจิตอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ คือการมาจำศีลภาวนาที่วัด จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ทำใจสงบสบายๆ ฝึกหัดใจให้หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง เมื่อไม่ปรุง ก็ไม่มีทุกข์อะไร

และนอกจากนั้นก็ พยายามศึกษา พยายามทำความเข้าใจว่า ที่เราไม่สบายใจกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เพราะคิดผิด หลวงพ่อชาท่านสอนว่า “ทุกข์เพราะคิดผิด” คิดถูกได้ มีโอกาส แก้ทุกข์ได้ เราจึงควรพยายามศึกษา

คิดอย่างไรเรียกว่าคิดถูก คิดอย่างไรเรียกว่าคิดผิด

เราต้องเข้าใจชัดเจนทั้งสองอย่าง ในการปฏิบัติของเรา เราต้องพยายามติดตามดู ความรู้สึกนึกคิด ตลอดวันตลอดคืน ไม่ใช่ปฏิบัติเฉพาะเมื่ออยู่ที่วัด ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงานหรือเที่ยวไป ก็ตาม พยายามคอยระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ติดตามศึกษา

ความจริงเราไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่คอยสำรวมระวัง คอยสังเกตว่า เรามีความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ให้มีสติ สัมปชัญญะ ระลึกรู้อยู่ รู้สึกตัวอยู่เสมอ อันนี้ให้ถือเป็นหน้าที่ของเรา เราไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือฟังเทศน์อะไรมากมาย เพียงแต่พยายาม เปลี่ยนนิสัย ให้เป็นคนช่างสังเกต คือสังเกตความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง สังเกตว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไร กำลังคิดอะไร การปฏิบัติเช่นนี้ การพยายามติดตามสังเกตเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญญา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

คือเกิดความรู้ชนิดหนึ่งขึ้นมาว่า เมื่อทำเหตุดี ผลต้องดี ทำเหตุไม่ดี ผลย่อมจะไม่ดี เรียกว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ที่เราพูด เราได้ยินบ่อยๆ นั่นแหละ เมื่อเราคิดดี พูดดี ทำดี เราก็สบายใจ ความสุข ความสบายใจ ก็ปรากฏอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราก็ย่อมจะทำอะไรผิดๆ ถูกๆ เรื่อยไป

บางคนขี้บ่น ก็บ่นไปเรื่อยๆ

มีอะไรไม่ถูกใจหน่อยก็บ่น จนผู้อื่นเกิดความรำคาญ ลูกหลานรำคาญ เพราะเราทำตามความเคยชิน ไม่ถูกใจนิดหน่อยก็บ่น บ่นไปเรื่อยๆ ให้ถามตัวเองว่า ถ้ามีใครมาบ่นอย่างนี้ เราชอบไหม เราก็ไม่ชอบ บ่นอย่างนี้ดีหรือไม่ดี..... ไม่ดี ใครบ่น..... เราบ่นเอง บ่นแล้วใครไม่สบายใจ..... เราไม่สบายใจ คนอื่นก็ไม่สบายใจด้วย

เห็นไหมว่า เมื่อคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี ก็มีผลออกมาเป็นความไม่สบายใจ เป็นทุกข์ เมื่อเราตั้งใจศึกษาธรรมะ คือศึกษาตัวเองอย่างนี้ เราจะค่อยๆ เห็นชัดเจนขึ้นมาว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จริง อันนี้เกิดจากการปฏิบัติธรรมหรือภาวนานี่เอง “ทำดี” ก็คือ คิดดี พูดดี ทำดี “ทำชั่ว” ก็คือ คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี “ได้ดี” ก็คือ ความสุขใจ สบายใจ “ได้ชั่ว” ก็คือ ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ

บุญกับบาป

ทำดีกับทำชั่ว บุญกับบาป ก็เรื่องเดียวกัน ต่อไปนี้ให้เราพยายามทำใจให้สงบ ยืน เดิน หรือนั่ง หรือจะทำอะไร ให้พยายามรู้ นั่งให้รู้ว่านั่ง ยืนให้รู้ว่ายืน เดินให้รู้ว่าเดิน แล้วค่อยๆ พิจารณาความคิด ดูว่าเราคิดอะไร สังเกตความรู้สึกนึกคิด

บางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกกลัว เพราะเห็นว่าเราเคยทำอะไรผิดมา นึกแล้วไม่สบายใจ อันนี้เป็นบาป คนไทยพูดถึง บุญกับบาป บุญคืออะไร บาปคืออะไร อะไรที่เราทำไปแล้ว นึกถึงเมื่อใดก็สบายใจ นั่นคือ “บุญ” อะไรที่เราทำไปแล้ว ย้อนนึกถึงเมื่อใดเกิดความไม่สบายใจ นั่นเป็น “บาป” แล้วนะ

เรามองดู ใจ เราก็ได้ เราสบายใจหรือไม่สบายใจ ไม่สบายใจก็เป็นบาป

ธรรมดาเราทำบุญทำบาปปนกันไป ไม่รู้ว่าอะไรคือบุญ อะไรคือบาป ทำไปเรื่อยๆ..... นี้จึงเป็นเหตุให้เราไม่มีความสุขเท่าที่ควร ตัวอย่างคนขี้บ่นนั่นแหละ บ่นแล้ว ตัวเองก็ไม่สบายใจ คนอื่นก็รำคาญ เรียกว่า บาป แต่เราไม่รู้สึกว่า นี่เป็นบาป บ่นจนติดเป็นนิสัย ทำไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเข้าวัด ก็ทำบุญใส่บาตรบ้าง อะไรบ้าง แต่นิสัยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีไม่งามก็ยังทำอยู่

การมาวัดจำศีลภาวนา จะค่อยๆ เห็นโทษของบาป หรือ การกระทำที่ ไม่ดีไม่งามด้วยกาย วาจา จิตของตัวเอง โดยเฉพาะการเข้าใจจิตนี่ เป็นเรื่องสำคัญ จิตคิดอย่างไรจึงจะเป็นบุญ เป็นธรรมะ คิดอย่างไร เป็นบาป เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อันนี้ให้เราพยายามศึกษา สังเกต แล้วถามตัวเอง พูดง่ายๆ คือ

คิดไปแล้วสบายใจ สงบใจเป็นไปเพื่อความสามัคคีของหมู่คณะ อย่างนี้ถือได้ว่า เราคิดดี คิดถูก ใช้ได้ คิดไปเพื่อปล่อยวาง เกิดความสบายใจนี่ใช้ได้ ถ้าคิดไปแล้วไม่สบายใจ เกิดความรู้สึกน้อยใจ เสียใจเพิ่มขึ้นๆ เกิดอาฆาตพยาบาทมากขึ้น อันนี้แน่นอนที่สุดว่า คิดผิด คิดไปแล้วไม่สบายใจนี่แหละ เกิดน้อยใจ เสียใจ ฟุ้งซ่าน รำคาญ อะไรๆ ทำนองนี้ เรียกว่า คิดผิด ทั้งนั้น เราจึงต้องหัดภาวนา ถ้าเราไม่ได้ภาวนาแล้วจะไม่เข้าใจอะไรเลย