ผมห่างหายจากเวทีการประชุมวิชาการของโครงการ BRT หลายปี กลับเข้าไปอีกทีก็ยังมีคนคับคั่งเหมือนเดิม แต่ที่ทำให้รู้สึกทึ่งคือ คนเข้าร่วมประชุมจากทั้งหมด 400 กว่าคนนั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ นักศึกษาที่กำลังเรียนปริญญาตรี โท เอก ถึง 300 กว่าคน
เรื่องนี้สำคัญตรงไหนเหรอ ผมนึกถึงความซบเซาของวงการวิทยาศาสตร์ไทยในอดีต เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน หันไปเลือกเรียนแพทย์ วิศวะ หรือวิชาที่สามารถทำมาหากินได้ง่าย สมัยก่อนบัณฑิตที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ มีทางเลือกในอาชีพแค่เป็นครูสอนในโรงเรียนประถมมัธยมเท่านั้นเอง คนเก่งจริงๆเท่านั้น ที่สามารถแย่งตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้
แต่ปัจจุบัน BRT สามารถทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้น และมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ เช่น เป็นนักวิจัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ โดยมีนักวิทยาศาสตร์ระดับบิ๊กเนมหลายท่าน ไปร่วมประชุมและเป็นแบบอย่างให้เห็น
สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอีกอันหนึ่งคือ สีหน้าแววตาของคนทำงานที่บ่งบอกถึงความสุข และมีความภูมิใจในสิ่งที่ทำ แม้ว่าคนอื่นจะเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่คนเหล่านี้บากบั่น ทุ่มเท ทำเรื่องเล็กๆให้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ คนเหล่านี้สามารถพูดเรื่อยหอย เรื่องกิ้งกือ เรื่องกบเรื่องคางคก เรื่องไดโนเสาร์ได้อย่างสนุกสนาน ผมเองไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ยังฟังรู้เรื่องและสนุกไปกับเขาด้วย
แม้เรื่องที่พวกเขาศึกษาวิจัยบางเรื่องจะยังกินไม่ได้ ขายไม่ได้ แต่คนพวกนี้ได้สร้างจิตวิญญาณการเป็นผู้ใฝ่รู้ และทำให้คนไทยเห็นคุณค่าของ "ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ" ที่เคยถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ค่า
ใครจะไปรู้ว่า อนาคตคนเหล่านี้อาจค้นพบสารที่มีค่าต่อโลก ต่อมนุษยชาติ สามารถเอาไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
ผมว่าในอีก 50 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้า คนไทยอาจจะต้องขอบคุณคนเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นผู้ใส่เครื่องหมายความเป็นเจ้าของทรัพยากรแก่คนไทย ไม่ให้คนอื่นมาเอาไปจดสิทธิบัตรแสดงความเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ
ผมยังมีเรื่องจะพูดถึง BRT ในแง่มุมอื่นอีก