Kamma/Karma

        รายการ Dhamma in English ครั้งที่ ๑๐ นี้  ผู้เขียนขอเสนอคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่อาจกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง  นั่นคือเรื่อง "กรรม" ฝรั่งนิยมเขียนว่า "Kamma" หรือ "Karma" คำแรกเป็นภาษาบาลี  สะกดแบบไทยว่า "กัมมะ" คำหลังเป็นภาษาสันสกฤต สะกดแบบไทยว่า "กรรม" นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่อย่างน้อยก็มีคำสอนหนึ่งหยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตของคนไทย  จนมีอิทธิพลต่อการกำหนดความคิดความเชื่อของคนในสังคม  แต่ในความน่ายินดีก็มีความน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

      บ่อยครั้งที่เราได้ยินคนไทยพูดคำว่า "ก้มหน้ารับกรรม" "ชาตินี้มีกรรม"  "กรรมของสัตว์" "สุดแต่บุญแต่กรรม" สำนวนเหล่านี้บ่งบอกว่าคนไทยเข้าใจเรื่องกรรมในแง่ที่ว่า (๑) มองกรรมในแง่ที่เป็นเรื่องร้ายๆ  (๒) มองกรรมในแง่ที่ผลของการกระทำ เช่นเราเห็นใครบางคนประสบเคราะห์ร้าย ก็มักจะบอกว่า "เป็นกรรมของสัตว์" (๓) มองกรรมในแง่ของผลการกระทำไม่ดีในชาติที่แล้ว เช่น บอกว่า "ชาติที่แล้วเราคงทำไม่ดีกับเขาเอาไว้" สรุปแล้วก็คือการมองกรรมในแง่เป็นผลและเป็นเรื่องร้ายๆ นอกจากนั้น ความเชื่อเรื่องกรรมของคนไทยยังแฝงไว้ด้วยทัศนคติ (attitude) ที่ไม่ดีทั้งต่อตนเองและคนอื่นด้วย  กล่าวคือเมื่อมองว่าตนเองเป็นคนมีกรรมหรือชาตินี้มีกรรม  ก็จะตามมาด้วยท่าทีแบบทอดธุระ  ท้อแท้ถดถอย  ไม่คิดที่จะต่อสู้หรือปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น  เมื่อมองคนอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนว่าเป็นกรรมของสัตว์  ก็จะตามมาด้วยท่าทีแบบเพิกเฉย  ปล่อยให้เป็นเรื่องยถากรรมของใครของมัน      

     ทีนี้เรามาดูว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมอย่างไร  คำว่า "กรรม" แปลตามศัพท์ว่า "การกระทำ" (action/deed) หมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา (volitional action) หรือการกระทำที่มีฐานมาจากความจงใจ (action based on intention) หรือบางครั้งก็มุ่งเอาเจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม  ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม " (Bhikkhus! Intention, I say, is Kamma)  กรรมเป็นคำที่มีความหมายกลางๆ ใช้ในทางดีก็ได้  ไม่ดีก็ได้  มุ่งเอาตัวการกระทำหรือตัวสาเหตุ (causes/conditions) มากกว่าตัวผล (result) ถ้าใช้ในทางดีเรียกว่า "กุศลกรรม" (wholsome action) ถ้าใช้ในทางไม่ดีเรียกว่า "อกุศลกรรม"  (unwholesome action)  ถ้ามุ่งถึงช่องทางที่แสดงออกก็แบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ การกระทำทางกาย (กายกรรม-bodily action) การกระทำทางวาจา (วจีกรรม-verbal action) การกระทำทางใจ (มโนกรรม-mental action) 

      การที่จะเข้าใจเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาได้ดี  เราต้องย้อนกลับไปดูภูมิหลังสังคมอินเดียสมัยโบราณว่าเขาอธิบายความเป็นไปในชีวิตของมนุษย์อย่างไร  สมัยนั้นมีแนวคิดที่อธิบายชีวิตมนุษย์อยู่ ๓ แบบหลักๆ คือ-

      ๑. แนวคิดที่ว่าชีวิตของมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ จะสูงขึ้นหรือต่ำลง  ล้วนถูกกำหนดด้วยกรรมเก่า เรียกว่า ปุพเพกตวาท (past-action determinism) 

     ๒. แนวคิดที่ว่าชีวิตของมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ จะสูงขึ้นหรือต่ำลง  ล้วนถูกกำหนดโดยเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เรียกว่า อิสสรนิมมานเหตุวาท (theistic determinism) คล้ายกับที่คนไทยพูดว่า "พรหมลิขิต"

    ๓. แนวคิดที่ว่าชีวิตของมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ จะสูงขึ้นหรือต่ำลง  ล้วนเป็นความบังเอิญ  ไม่มีเหตุปัจจัย เรียกว่าอเหตุกวาท  (indeterminism/accidentalism)

     พระพุทธศาสนาไม่เห็นด้วยกับการอธิบายชีวิตของมนุษย์ ๓ แบบนี้  ไม่เชื่อว่ากรรมเก่าอย่างเดียว  เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ หรือความบังเอิญ เป็นตัวกำหนด (determine) ชีวิตของมนุษย์  เพราะการอธิบายแบบนี้เท่ากับว่ามนุษย์ไม่มีอำนาจที่สร้างสรรค์ชีวิตของตนได้เลย  ดังนั้น คำสอนเรื่องกรรมจึงมีฐานมาจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีอำนาจในตนเอง (autonomous) และมีศักยภาพ (potential) ที่จะสร้างชีวิตของตนให้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลงก็ได้  อำนาจกำหนดชีวิตอยู่ในกำมือของเรา  ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร  จะสุขหรือทุกข์  จะเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น ล้วนอยู่ที่กรรมหรือการกระทำของเราเอง  ทั้งการกระทำในอดีต  ปัจจุบัน และที่จะมีในอนาคต  โดยนัยนี้ คำสอนเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาเป็นการมอบอำนาจกำหนดชีวิตมาอยู่ในมือของมนุษย์แต่ละคน  เป็นคำสอนที่ส่งเสริมการพึ่งตนเอง (self-reliance) ส่งเสริมความเพียรพยายามของตนเอง (effort)  ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อตนเอง (self-responsibility) เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต  ก็ไม่ให้โทษความซวย  โทษโชคลาง  โทษดวงดาว หรือโทษผีสางเทวดา  แต่ให้กลับมาพิจารณาทบทวนการกระทำของตนเอง  แล้วแก้ไขที่การกระทำหรือกรรมของตนเอง 

       รายการ Dhamma in English ครั้งที่ ๑๐ คิดว่าน่าจะพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก่อนจากขอฝากพุทธภาษิตเกี่ยวกับการพึ่งตนเองไว้ว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน  นาโถ

ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

One is one's own master

                               

                                อย่าโทษไทท้าวท่วย      เทวา

                                อย่าโทษสถานภูผา       ย่านกว้าง

                                อย่าโทษวงศา               มิตรญาติ

                                โทษแต่กรรมเองสร้าง  ส่งให้เป็นเอง

 

 

ศิลปะเซนข้างล่างนี้ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้บรรลุธรรม 

ผู้มองเห็นโลกตามเป็นจริง  ด้วยสายตาที่เปล่าเปลือย  ปราศจากม่านแห่งอวิชชา

การใช้สีอย่างเรียบง่าย  ไม่เสริมเติมแต่งจนเกินจริง 

สะท้อนถึงการมองโลกแบบไม่คิดปรุงแต่ง