โดยภูมิปัญญาที่สั่งสมไว้จักอยู่ไปไร้วันตายนั้นแล...

ทฤษฎีสี่ฐานแห่งภูมิปัญญา

ในท่ามกลางองค์ความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปนั้นก็เหมือนใบไม้ในป่าเขามีเต็มไปหมด  ใครสามมารถนำมาเรียบเรียงไว้เป็นกรอบขอบเขตประเภทองค์ความรู้ได้ก็จะกลายเป็นทฤษฎีที่มีให้เห็นให้เรียนอยู่ทั่วไป

        ช่วงที่ผมอยู่ในลานพุทธภูมิมีสังเวชนียสถาน 4 ตำบล

ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ( ทุ่งท่าลาด ) เมืองนครศรีธรรมราชนั้นเป็นอุทยานเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนา มีการสร้างสถานที่จำลอง

คือสวนลุมพินีวันอันเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร  เจดีย์พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ธรรมเป็นพระพุทธเจ้าศาสดาของพระพุทธศาสนา  สวนสารนาถสถานที่ประกาศนโยบายของพระพุทธศาสนาครั้งแรกและส่งพระสาวก 60 รูปออกไปเผยแผ่หลักพุทธธรรม  และสวนสาลวโนทยานเมืองกุสินารา  สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้น 

        ณ ที่ตรงนั้นได้หวนลำลึกถึงพุทธสถานที่จริง ๆ ที่ตนเองเคยท่องเที่ยวไปกราบนมัสการหลายครั้งหลายคราและที่ไปบ่อยมากก็คือที่สารนาถ  รองลงมาคือสถานที่ตรัสรู้ธรรมหรือตรงเจดีย์พุทธคยาได้รับใบโพธิ์ที่ตกลงมาสู่พื้นเอาเก็บมาเป็นที่น้อมรำลึกด้วย

        จากสี่แหล่งของพุทธสถานดังกล่าวเลยเชื่อมโยงลองคิดเป็นทฤษฎีสี่ฐานแห่งภูมิปัญญา ( อาจจะผิดก็ได้ ) ดังนี้

1 . ฐานเกิดแห่งภูมิปัญญา  คือ ในทุกสิ่งล้วนมีที่เกิดให้ได้รู้ได้เรียนจนกลายมาเป็นภูมิปัญญา

2 . ฐานสว่างวาบทางภูมิปัญญา  เป็นความรู้แจ้งแทงทะลุปรุโปร่งและหายสงสัยเสียได้ในสิ่งนั้น ๆ

3 . ฐานแห่งการแสดงภูมิปัญญา  เป็นแหล่งที่มีพร้อมทั้งผู้รับสื่อสารและรองรับการแผ่ขยายไปแห่งภูมิปัญญานั้น

4 . ฐานแห่งการเก็บภูมิปัญญา  เป็นแหล่งภูมิปัญญาที่ไม่ตายมีที่เก็บรักษาข้อมูลเหมือนห้องสมุดแห่งจักรวาล โดยภูมิปัญญาที่สั่งสมไว้จักอยู่ไปไร้วันตายนั้นแล.