สถาบันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคละตินอเมริกา (Alliance For Progress) จัดตั้งในปี 1961 โดย ปธน. แคนาดี้ เป็นหน่วยงานที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้านโยบายต่างประเทศต่อละตินอเมริกา ได้ความคิดมาจาก ปธน. จัสเซลิโน ของบราซิล ในปี 1958 ที่เสนอแผนการเพื่อความร่วมมือของชาวอเมริกัน เพื่อเป็นไปตามผลการศึกษาของคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจภูมิภาคละตินอเมริกาแห่งอค์กรสหประชาชาติ (UN-ECLA) และคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งองค์การนานารัฐอเมริกัน (IA-ECOSOC)
ปัญหาที่สำคัญของชาวละตินฯ คือ
1. ปัญหาความยากจน
- ประชากรส่วนใหญ่มีความยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
- ขายสินค้าทางการเกษตรไม่ได้ราคา สู้สินค้าอุตสาหกรรมไม่ได้
- มีพืชผลไม่หลากหลาย สินค้าเศรษฐกิจมีน้อย เช่น มะพร้าว สัปปะรด น้ำตาล
- เศรษฐกิจของประเทศเป็นแบบพึ่งพา ชาติหาอำนาจเช่น อเมริกา ฝรั่งเศส สามารถกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจได้
2. ปัญหาขาดแคลนที่ดิน
- ที่ดินส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก ตกเป็นของนายทุนและต่างชาติ ประชาชนชาวละตินฯ ขาดแคลนที่ดินทำกิน
3. ปัญหาการศึกษา
- ประชาชนชาวละตินฯ มีการศึกษาไม่ถึง 50 % จึงตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ง่าย เกิดขบวนการประชาชนมากมาย ก่อความไม่สงบภายใน ส่งผลให้ต้องปกครองระบอบเผด้จการ เกิดการปฏิวัติบ่อยครั้ง ขาดเสถียรภาพ
เป้าหมายที่สำคัญ
- ให้ชาวละตินฯ มีชีวิตที่ดีขึ้น เช่นมีงานทำ มีที่ดินทำกิน มีสุขภาพดี ลดจำนวนประชากร มีการศึกษา
- ส่งเสริมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลคอมมูนิสต์โซเวียต
- เพื่อให้เกิดความสงบในภูมิภาคละตินฯ จะได้ไม่เป็นภัยต่ออเมริกาเอง
ในปี 1961 มีการประชุมที่เมือง พันตาเดล เอสเต ประเทศอุรุกวัย เพื่อให้เป็นไปตามสัญยาโบโกตา อเมริกาจัดสรรค์เงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มอบให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาชนชาติอเมริกัน เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัย น้ำสะอาดเพื่อบริโภค ปฏิรูปที่ดิน สาธารณะสุข การศึกษา การจ้างงานเป็นต้น
แต่กระนั้น การที่อเมริกาไม่เข้าใจปัญหาของละตินฯ ที่ถูกต้อง แท้จริงแล้ว คนละตินฯ ต้องการเสรีภาพ ไม่ต้องการการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ และที่สำคัญ อเมริกาไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตัวอย่างประเทศที่ประสบปัญหาเช่น
ชิลี
- เป็นประเทศที่มีเกาะแก่งมาก ยากต่อการติดต่อสื่อสาร
- มีมูลนก มีธาตุโปรแตสเซียมเป็นทรัพยาการที่สำคัญ แต่ก้ผูกขาดอยู่กับนายทุนไม่กี่คน ไม่เกิดการกระจายรายได้
- อเมริกาสนับสนุนเผด็จการในชิลี เช่น สนับสนุน ปิโนเช ปฏิวัติรัฐบาลของ อาเยนเด แทนที่จะสนับสนุนประชาธิปไตย
อาร์เจนตินา
- ความมั่นคั่งอยูกับพ่อค้ารายใหญ่ไม่กี่กลุ่ม เช่นพ่อค้าเนื้อ แพ่อค้าตามชายฝั่งทะใต้
- ผู้ปกครองมาจากกลุ่ม โคดีโญ
- ปธน. เป็นผู้นำแบบเผด็จการทหาร เช่น เปรอง ซึ่งอเมริกาให้การสนับสนุน
สาเหตุของความลั้มเหลว
- สภาพถูมิศาสตร์ประเทศละตินฯ เต็มไปด้วยภูเขา ปาทึบ ทุระกันดาน เกาะแก่งมากมาย เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อสัมพันธ์อันจะนำไปสู่ความร่วมมือ
- นโยบายการปฏิรูปที่ดินที่แจกจ่ายให้กับประชาชนในการประกอบอาชีพ สร้างความไม่พอใจให้กับนายทุนและเจ้าของที่ดิน จึงร่วมมือกันต่อต้าน
- นโยบายการลดจำนวนประชากรเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ขัดกับประเทศที่เคร่งศาสนาและองค์กรศาสนา
- การปฏิรูปการศึกษา สังคม โดยเฉพาะสาธารณะสุข ทำให้เพิ่มประชากรอย่างรวดเร็วและอัตราการตายต่ำ เป็นภาระของประเทศ
- ความรู้สึกชาตินิยม รัฐต้องเปลี่ยนแปลงความรู้สึกชาตินิยที่อยู่ในจิตใจประชาชนอย่างช้านานให้มาเป็นภูมิภาคนิยม นำไปสู่การร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ละตินอเมริกา
- ฐานทางเศรษฐกิจ นโยบาย เงินทุน และทรัพยากรที่ต่างกันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างภูมิภาคนิยม แม้ระบบทางการเมืองจะพัฒนาขึ้น แต่เศรษฐกิจยังคงรูปแบบเดิมคือ
- ขาดวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ต้องซื้อเครื่องจักรจากต่างชาติในราคาแพง
- แม้ประเทศจะเปลี่ยนเป็นอุสาหกรรม แต่แรงงานส่วนใหญ่ยังคงผูกพันธ์กับเกษตรกรรม
- ความเจริญของแต่ละประเทสไม่เท่ากัน เช่น อาร์เจนตินา ชิลี บราซิล พัฒนามาก แต่ ปารากวัย เฮติ ยังล้าหลัง
7. ข้าราชการทำงานล้าช้า ทุจริต
8.ผู้นำในประเทศละตินฯ ไม่ยอมรับในนโยบายมากนัก เพราะกลัวศูนย์เสียอำนาจและบทเรียนจากลัทธิมอลโร
สถาบันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนภูมิภาคละตินอเมริกาไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจาก ประเทศผู้ให้และประเทสผู้รับมีเป้หมายไม่ตรงกัน ภายหลังกลุ่มประเทสละตินอเมริกาได้ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเกียวทางเศรษฐกิจและร่วมมือกับสหภาพยุโรปเพื่อเป็นองค์กรเกียวกัน อันจะนำไปสู่องค์กรสหประชาชาติเพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกัน
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
อ้างอิง
กฤษณา ไวรวจ,รศ.ดร.. ละตินอเมริกา : การเมือง การจัดการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 1 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : มหาวิทยบายรามคำแหง. 2552.
มาตยา อิงคนารถ, รศ.. ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างละตินอเมริกากับสหรัฐอเมริกา. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2548.