ผู้พลิกผันสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่

เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพอย่างมีส่วนร่วมเป็นองค์รวมเชื่อมคล้องเป็นเครือข่ายเดียวกัน

 

        ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของลิงบนเกาะในประเทศญี่ปุ่นฝูงหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้าสังเกตอาการตอบสนองของมันหลังจากโยนฝักข้าวโพดให้กิน บางตัวรีบตะครุบฝักข้าวโพดแล้ววิ่งหายขึ้นไปบนต้นไม้ หลายตัวแย่งชิงกันอย่างตะกรุมตะกราม แต่มีลิงอยู่ตัวหนึ่งนำฝักข้าวโพดไปแช่ในน้ำทะเลแกว่งไปแกว่งมาสักพักแล้วจึงกิน คิดว่ามันคงได้รสชาติแตกต่างจากที่เคยได้สัมผัสมาก่อน เจ้าลิงตัวดังกล่าวทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน วันต่อๆมาลิงตัวอื่นเริ่มสังเกตและแปลกใจ สิงสองสามตัวเริ่มทำตามแล้วก็เพิ่มเป็น สี่ตัว ห้าตัว หกตัว จนกระทั่งถึงตัวที่แปดหรือเก้าไม่เป็นที่แน่ชัดก็เกิดปรากฎการณ์อันน่าแปลกใจคือลิงทั้งฝูงต่างเฮโลกันนำฝักข้าวโพดไปกวัดแกว่งในน้ำทะเลโดยพร้อมเพรียงกันแล้วกัดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย นักวิทยาศาสตร์สังเกตพบปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้หลายๆครั้งและพบว่า คนก็มีพฤติกรรมทำตามกันหรือเลียนแบบกันเช่นนี้เหมือนกันเมื่อมีผู้พลิกผันบางคนที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำและผลของการเปลี่ยนพฤติกรรมเกิดเป็นปรากฏการณ์เชิงบวก จำนวนของคนที่เป็นผู้เริ่มต้นพลิกผันเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนส่วนใหญ่ อาจจะมีจำนวนแค่ สอง สาม สี่ ห้า หรือ สิบคน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจำนวนนั้นควรจะเป็นเท่าไร แต่จำนวนดังกล่าวสามารถเป็นกลไกพลิกผันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งองค์กรได้อย่างไม่น่าเชื่อ จำนวนคนหรือลิงที่เป็นเหตุให้เกิดการพลิกผันพฤติกรรมทั้งองค์กรนี่แหละครับที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า critical mass หรือ มวลวิกฤติ

        ในชีวิตการทำงานของผมก็ได้มีโอกาสสัมผัสปรากฎการณ์  critical mass เช่นกันเมื่อครั้งที่เข้ามารับผิดชอบงานพัฒนาเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในสมัยนั้นคำว่าเครือข่ายยังหาคนที่เข้าใจถึงความสำคัญได้ยากยิ่ง ทั้งในโรงพยาบาลและสถานีอนามัยต่างก็ทำงานของตัวเองตามแบบเดิมๆที่เคยปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ สายการบังคับบัญชาแยกกันคนละสาย วัฒนธรรมและทัศนคติในการดูแลสุขภาพคนก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนมีคำเปรียบเปรยของใครบางคนว่า “เลือดสองสี แม่น้ำสองสาย ยากที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้” นี่คือคำถามแรกสำหรับผมว่า โรงพยาบาลพุทธชินราชและสถานีอนามัยในเขตอำเภอเมืองจะเชื่อมคล้องกันเป็นเครือข่ายเดียวกันได้อย่างไร?

        ในช่วงปลายปี 2544 หนทางหาคำตอบสำหรับคำถามนี้ช่างลำบากยากเย็น แต่ด้วยความมั่นใจว่าการเชื่อมคล้องเครือข่ายเดียวกันระหว่างโรงพยาบาล สถานีอนามัย และชุมชนเพื่อร่วมกันดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นทางออกทางเดียวของระบบสุขภาพ จุดประกายความคิดและความหวังว่าหนทางดังกล่าวมิได้มืดมนจนหาทางไม่ได้ แต่ยังมีแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ถึงแม้จะไม่สว่างเจิดจ้าแต่ก็มีกำลังมากพอที่จะคลำทางไปต่อได้ ผมเริ่มเดินออกนอกรั้วโรงพยาบาลพุทธชินราช ทำความรู้จักกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เช่น สาธารณสุขอำเภอ เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล อสม. แกนนำและผู้นำในชุมชน ฯลฯ ผมเริ่มเข้าใจสภาพแวดล้อมการทำงานในระดับตำบลของสถานีอนามัย วัฒนธรรม ค่านิยมของชาวบ้านในสภาพสังคมเศรษฐกิจที่เป็นอยู่จริง เมื่อยิ่งคุ้นเคยกันมากขึ้นก็เข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่า คนสาธารณสุขไม่ว่าจะทำงานอยู่ในสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลต่างก็มีความเหมือนหรือจุดร่วมอยู่อย่างหนี่งคือ ต่างมุ่งหวังให้ผู้ป่วยที่ตนดูแลอยู่ หายหรือว่าทุเลาจากโรคหรือความเจ็บป่วย อยากให้คนที่ตนดูแลมีสุขภาพดี ป้องกันจากโรคต่างๆได้ แต่จุดต่างก็มีอยู่ไม่น้อยทั้งเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน วิถีแนวความคิดของคนทำงานในโรงพยาบาลกับคนที่ทำงานกับชุมชนก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

        ถ้าผมสมมุติตัวเองและทีมคือผู้พลิกผันในส่วนของโรงพยาบาลในขณะนั้นผมก็พบว่ามีผู้พลิกผันในส่วนของสถานีอนามัยเช่นเดียวกัน หัวหน้าและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย 2-3 แห่งมีความคิดเห็นไม่ต่างไปจากผมซักเท่าไร พวกเราร่วมมือกันแสวงหาจุดร่วมในการสร้างระบบเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงพยาบาล สถานีอนามัยและชาวบ้านอาสาสมัครในชุมชน เริ่มดำเนินการจากจุดเล็กๆในโรงพยาบาล (กลุ่มงานตั้งใหม่ในสมัยนั้นคือ กลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว) และสถานีอนามัยในเขตอำเภอเมือง 2- 3 แห่งเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพอย่างมีส่วนร่วมเป็นองค์รวมเชื่อมคล้องเป็นเครือข่ายเดียวกัน เวลาผ่านมาไม่นานปรากฏการณ์ดูแลสุขภาพแบบใหม่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลพุทธชินราชและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหลายแห่งเริ่มสนใจเข้าร่วมในการดูแลสุขภาพแบบใหม่ดังกล่าวทีละเล็กทีละน้อย แล้วในที่สุดผมก็ได้พบปรากฏการณ์  critical mass ในชีวิตจริงนั่นคือเกิดการพลิกผันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพประชาชนทั้งอำเภอ สถานีอนามัยทั้ง 25 แห่ง ในเขตอำเภอเมือง พิษณุโลก แพทย์ พยาบาลในหลากหลายสาขา ผู้บริหารระดับท้องถิ่นและแกนนำอาสาสมัครในชุมชนเข้าร่วมระบบการดูแลสุขภาพประชาชนแบบเครือข่ายเป็นองค์รวมและมีส่วนร่วม

        ผมไม่ทราบจริงๆครับว่า critical mass ที่ผ่านมาในชีวิตผมเป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริงเช่นเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์สังเกตและสร้างทฤษฎีทางสังคมไว้ดังกล่าวข้างต้น หรือเป็นเพราะบังเอิญไปพ้องกับนโยบายของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบเครือข่ายและบริการปฐมภูมิมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ผมเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง critical mass หรือ “ผู้พลิกผัน” ก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานประสานและเชื่อมโยงเครือข่ายเช่นเดียวกับผม คงจะรับรู้ได้ว่าแม้จุดเริ่มต้นแต่เพียงจุดเล็กๆก็สามารถสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระดานอย่างน่าประหลาดใจ ไม่แน่นะครับแสงไฟที่เราเห็นริบหรี่อยู่ปลายอุโมงค์ อาจจะสว่างเจิดจ้าทันตาเห็นอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Beautiful mind



ความเห็น (9)

เขียนเมื่อ 
  • เรียนคุณหมอค่ะ
  • คุณหมอว่าลิงญี่ปุ่นกับลิงไทยเหมือนกันไหมคะ?
  • แรงแกว่งข้าวโพดในน้ำทะเลของคุณหมอแรงใช้ได้เลยนะคะ
  • คิดว่าตอนนี้คุณหมอคงได้แนวร่วม "ลิง" มากพอสมควรที่จะทำงานอย่างมีความสุขแล้วนะคะ
  • ขอบคุณคุณหมอที่อุตส่าห์อดทนรอ"ลิง"จนถึงที่สุด 
  • สู้ต่อไปค่ะ  ลิงใหม่จะมาเพิ่มอีกค่ะ

สวัสดีครับคุณ หมอ นิพัธ

"ผู้พลิกผันประสบการณ์ใหม่"

พบกันในครั้งนั้นที่บ้านหมอเจ๊ กับงานตลาดนัด ความดัน เบาหวาน

ทีมงานรพ.พระพุทธ นำสินค้ามาขายมาแลกเปลี่ยนมากมามาย

หนึ่งในหลายสินค้าที่นำมาผมซื้อสินค้าตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการพลิกผัน คือการพูดคุยในในสไตส์ เบาๆเรียบๆ ง่ายๆ ลุ่มลึก

และนำลีลาท่าทางมาเลียนแบบ มาขายขยายผล

เสียดายที่วันนั้นคุณหมอมีธุระรีบกลับ

ขอบคุณทีมงานจากพิษณุโลก ที่พลิกผันความคิดให้ลูกจ้างคนหนึ่ง มีความคิดและกระงานเพื่อสังคมในสิ่งดีงาม

อ่านบันทึกอาจารย์แล้ว ทำให้มานึกย้อนว่า ชีวิตการทำงาน 26 ปี ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสสัมผัส Critical mass มากี่ครั้ง

นับๆ ก็ พอหลายอยู่ ตั้งแต่ระบบการดูแลสุขภาพ บัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย มายุคบัตรสุขภาพ ซึ่งเน้น co pay ด้านรักษา

มาเป็นบัตรประกันสุขภาพ 30 บาท เน้นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่เชื่อว่า แค่ 26 ปี (เอง ) ระบบสุขภาพของเมืองไทย จะมี critical mass มาอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณ ครูปูนะครับ ความเห็นของครู สร้างกำลังใจได้อย่างมากเลยครับ

พี่วอญ่า หรือบังหีมที่อยู่ในความทรงจำของผมตั้งแต่เมื่อครั้งไปกระบี่ บรรทัดสุดท้ายในคอมเม้นท์ของพี่ที่พูดถึง "ความคิดและการกระทำเพื่อสังคมในสิ่งดีงาม" ประทับใจมากครับ

ถ้าสิ่งที่ว่านั้นเป็นสิ่งดี เพื่อประโยชน์ของผู้คนส่วนรวม critical mass เกิดขึ้นได้เสมอๆ แหละน้อย

ตาลจ้า
IP: xxx.25.82.163
เขียนเมื่อ 

การใช้ภาษาสวยขึ้นนะคะ ;) อิอิ ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไป

ตั้งใจเรียนอยู่เช่นกัน ^^

Pa Nian
IP: xxx.123.238.209
เขียนเมื่อ 

เป็นความทรงจำทื่ดืมาก ค่ะ

เขียนเมื่อ 

คิดถึงงานที่ร่วมทำกันมา.... มาอ่านblogชื่นใจค่ะ.....