ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งระงับประมูลโทรศัพท์ 3 จี ชั่วคราว เหตุ ประกาศ กทช.ตาม พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 43 ส่อขัด รธน.50 ที่กำหนดให้ กสทช.เป็นผู้มีอำนาจ ระบุต้องส่งศาล รธน.ชี้ขาดอีกครั้ง หากไม่ระงับไว้ก่อน แล้วศาล รธน.วินิจฉัยว่าผิดภายหลัง จะเกิดการฟ้องร้อง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-สังคมโดยรวมอย่างมาก ด้าน กทช.เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด 17 ก.ย.นี้
วันที่ 16 ก.ย.53 เวลา 18.00 น. ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ นายจำกัด ชุมพลวงศ์ ตุลาการศาลปกครองกลางเจ้าของสำนวนฟ้องระงับการจัดประมูลใบอนุญาตให้บริการ โทรศัพท์ระบบ 3G และองค์คณะ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ตามคำร้องที่บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด ( มหาชน) หรือ กสท ยื่นคำขอกำหนดมาตรการคุ้มครองคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา กสท ได้ยื่นฟ้องสำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 ต่อศาลปกครองกลาง เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ออกประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ลงวันที่ 23 ก.ค.2553 และเปิดให้มีการประมูลบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT 3G and beyond โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรการจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2543 ที่ไม่มีผลบังคับใช้ตาม รัฐธรรมนูญ ปี 2540 เพราะรัฐธรรมนูญสิ้นสุดผลไปแล้วตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)เมื่อปี 2549 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการจัดสรรคลื่นความถี่ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้เป็นหน้าที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) จึงขอให้ศาล พิพากษาเพิกถอนประกาศ กทช.ดังกล่าว
คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว ศาลปกครองระบุว่า คดีนี้ผู้ฟ้องอ้างว่า ประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz เป็นการจำกัดสิทธิของ บมจ.กสท. และกระทบต่อผลประโยชน์ตามสัญญาสัมปทานที่ บมจ.กสท.มีอยู่เดิม เนื่องจากการโรมมิ่งที่กำหนดให้ผู้ใช้ 3G สามารถโรมมิ่งในระบบ 2G ได้ แต่คนที่ใช้ 2G ไม่สามารถโรมมิ่งระบบ 3G ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ กสท ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจได้รับความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
ขณะ ที่การออกประกาศและการดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่โดย กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.องศ์กรการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 สิ้นสุดลงพร้อมรัฐธรรมนูญ 2540 กทช. จึงไม่มีสถานภาพตามกฎหมาย
ขณะที่ผู้ฟ้องมีคำขอวันที่ 13 ก.ย.ให้ศาลปกครองส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฯ มาตรา 46,51,63 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 47 วรรคสอง และ มาตรา 305(1) หรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อการพิจารณาของศาลปกครอง จะต้องใช้บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวในการบังคับคดีและวินิจฉัยการกระทำของผู้ ถูกฟ้องทั้งสอง ศาลจึงต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นคดีของผู้ฟ้องจึงมีมูลที่ศาลปกครองจะพิจารณาต่อไปว่า กทช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz หรือไม่
ส่วนการพิจารณาวาจะคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ศาลเห็นว่า การ ที่ศาลจะมีคำสั่งระงับการดำเนินการตามประกาศ กทช. นับจากนี้ไป มีผลเพียงให้การประมูลเลื่อนออกไปจากเดิม ซึ่งมีผลกระทบผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มากนัก เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย หากเปรียบเทียบกับให้มีการประมูลตามกำหนดเดิมต่อไป ก็จะทำให้มีผู้ชนะการประมูล และให้ดำเนินการล่วงเลยไปจนถึงขั้นตอนการออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล ซึ่งหากต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 46,51,63 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หรือศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่มากกว่าและยากต่อการเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และอาจเกิดกรณีฟ้องร้องเกี่ยวกับการประมูลที่จะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากซับ ซ้อนยิ่งขึ้น ประกอบกับผู้ถูกฟ้องทั้งสอง ได้เคยชี้แจงศาลแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ว่า การเปิดให้บริการโทรศัพท์ 3G เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศพัฒนา เจริญเติบโต โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี ทั้งทางตรงทางอ้อม จะเพิ่มขึ้น 240,000 - 480,000 ล้านบาท ดังนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าหากศาลไม่ระงับการประมูลไว้ก่อน อาจเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอย่างมาก และเมื่อพิจารณาถึงจำนวนลูกค้าผู้ใช้บริการที่เฉพาะ บมจ.กสท. มีกว่า 30 ล้านเลขหมายแล้วถ้ารวมผู้ใช้บริการอื่นทั้งหมดย่อมมีจำนวนมาก จึงต้องคำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
อีก ทั้งเมื่อพิจารณาความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องทั้งสองแล้ว เห็นว่ายังมีดำเนินการช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อกำกับ ดูแลคลื่นความถี่ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย ดังนั้นจึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้ สำนักงาน กทช. และ กทช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศ กทช.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ลงวันที่ 23 ก.ค.2553 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง
ส่วนที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง กระทำการใดเกี่ยวกับการจัดคลื่นความถี่ ตามมาตรา 51 และ 63 ของ พ.ร.บ.องค์กรการจัดคลื่นความถี่ฯ และห้าม กทช. ออกระเบียบ ประกาศใดๆ เป็นการชั่วคราวนั้น ศาลเห็นว่าชั้นนี้ยังไม่สมควรมีคำสั่งตามคำขอดังกล่าว
ด้าน พ.อ.นที สุกลรัตน์ กรรมการ กทช.ในฐานะประธานคณะกรรมการ 3 จี เปิดเผยว่า กทช.เตรียมยื่นอุทธรณ์ฉุกเฉินต่อศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 17 กันยายนนี้ และจะรอคำสั่งถึงวันจันทร์ที่ 20 กันยายน ซึ่งมีกำหนดการประมูล 3G ในเวลา 09.00 น. ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งหากไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ก็ต้องยุติการประมูล
การคุ้มครองชั่วคราวที่เกิดขึ้นทำให้การประมูล 3G สะดุดลงอีกครั้งหลังจากการประมูล 3G ต้องล่าช้ามานานตั้งแต่ต้นปี
ประมูล 3G สะดุดอีกรอบ ศาลรับคุ้มครองชั่วคราว กสท
ประมูล 3G สะดุดอีกรอบ ศาลรับคุ้มครองชั่วคราว กสท
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กนกกาญจน์ · 29 ก.ย. 2553
ราชาแมงป่องขาว · 29 ก.ย. 2553
เกษตรยะลา · 29 ก.ย. 2553
กนกกาญจน์ · 29 ก.ย. 2553
วัลธิดา บินมูสอ · 29 ก.ย. 2553
กนกกาญจน์ · 29 ก.ย. 2553
นายนกขมิ้น --//-- · 29 ก.ย. 2553