ทฤษฎี
Constructivism มีหลักการที่สำคัญว่า
ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active)
และสร้างความรู้
ความเชื่อพื้นฐานของ Constructivism มีรากฐานมาจาก 2 แหล่ง
คือจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี้
ทฤษฎี Constructivism จึงแบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎี คือ
|
|
Cognitive Constructivism หมายถึงทฤษฎีการเรียนรู้
พุทธิปัญญานิยม ที่มีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้เรียนเป็นผู้กระทำ
(active) และเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นในใจเอง
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้เกิด
ความไม่สมดุลทางพุทธิปัญญาขึ้น เป็นเหตุให้ผู้เรียน ปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้เข้ากับ
ข้อมูลข่าวสารใหม่ จนกระทั่ง
เกิดความสมดุลทางพุทธิปัญญา หรือเกิดความรู้ใหม่ขึ้น
Social Constructivism เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎี
พัฒนาการของวิก็อทสกี้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น
(ผู้ใหญ่หรือเพื่อน) ในขณะที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรืองาน
ในสภาวะสังคม
(Social Context) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญและขาดไม่ได้
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทำให้ผู้เรียน
สร้างความรู้ด้วยการเปลี่ยนแปรความเข้าใจเดิมให้ถูกต้องหรือซับซ้อนกว้างขวางขึ้น
|
|
|
** คุณลักษณะร่วมของทฤษฎี
Constructivism **
1.ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
2.การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
3.การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
4.การจัดสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง
ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวความรู้ความเข้าใจนี้ จำแนกย่อยออกเป็นหลายทฤษฎีเช่นกัน แต่ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาก
ในระหว่างนักจิตวิทยาการเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้กันมากกับสถานการณ์การเรียนการสอน ได้แก่
ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบ
ของบรูเนอร์ และทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล (Ausubel)
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
|
|
|
|
|
|
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา
(Social Cognitive Learning
Theory) เป็นทฤษฎีของศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
(Stanford)
ประเทศสหรัฐอเมริกา
บันดูรามีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกต
หรือการเลียนแบบ
และเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ
ๆ ตัวอยู่เสมอ
บันดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม
ซึ่งทั้งผู้เรียน
และสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
|
|
|
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา
|
|
บันดูรา
ได้ให้ความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ของอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม
และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม
โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
บันดูราได้ถือว่าทั้งบุคคลที่ต้องการจะ
เรียนรู้และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุของพฤติกรรมและได้อธิบายการปฏิสัมพันธ์
ดังนี้
|
คลิ๊กภาพเพื่อขยาย
|
บันดูรา ได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning)
และการกระทำ (Performance) ว่าความ
แตกต่างนี้สำคัญมาก
เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ เป็นต้นว่า
นิสิตและนักศึกษาทุกคนที่กำลังอ่านตำรานี้
คงจะทราบว่า
การโกงในการสอบนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร
แต่นิสิตนักศึกษาเพียงน้อยคนที่จะทำการโกงจริง ๆ
บันดูราได้สรุปว่า
พฤติกรรมของมนุษย์อาจจะแบ่งออกได้เป็น
3 ประเภท
|
2.1 พฤติกรรมสนองตอบที่เกิดจากการเรียนรู้
ผู้ซึ่งแสดงออก หรือ
กระทำสม่ำเสมอ
2.2
พฤติกรรมที่เรียนรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทำ
2.3
พฤติกรรมที่ไม่เคยแสดงออกทางการกระทำ เพราะไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ
|
|
บันดูรา ไม่เชื่อว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะคงตัวอยู่เสมอ
ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
และทั้งสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น
เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวก็คาดหวังว่าผู้อื่นจะแสดงพฤติกรรม
ก้าวร้าวต่อตนด้วย
ความคาดหวังนี้ก็ส่งเสริมให้เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
และผลพวงก็คือว่า เด็กอื่น (แม้ว่าจะไม่ก้าวร้าว)
ก็จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองแบบก้าวร้าวด้วย
และเป็นเหตุให้เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวยิ่งแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเป็นการย้ำความคาดหวังของตน บันดูราสรุปว่า
“เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จะสร้างบรรยากาศก้าวร้าวรอบ ๆ ตัว
จึงทำให้
เด็กอื่นที่มีพฤติกรรมอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวแสดงพฤติกรรมตอบสนองก้าวร้าว
เพราะเป็นการแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่ก้าวร้าว”
|
|
| |
|
|
|
|
|
Thank you