อย่าทำลายชีวิตมนุษย์เพื่ออุดมคติ กับท่าทีการเรียนปริญญาเอก

ชีวิตนี้สำคัญนัก

 

 

 

 

                                                            อย่าทำลายชีวิตมนุษย์เพื่อโลกแห่งอุดมคติ

                                                               (บันทึกเมื่อวันที่ 24 กันยายน  2547)

 

       วันที่ 23 กันยายน 2547ข้าพเจ้าไปทานอาหารที่บ้านพักอาจารย์สำราญ หลังจากทานอาหารเสร็จได้พูดคุยกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน และได้รับข่าวที่น่าสลดใจมาก คือ นักศึกษาปริญญาเอกเมืองหนึ่งในรัฐมหาราษฎร์  ประเทศอินเดียซึ่งข้าพเจ้ารู้จักท่านดี เกิดวิกลจริตเสียสติต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนสาเหตุเกิดจากการที่ท่านมีปัญหากับไกด์หรืออาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากท่านขอส่งงานให้อาจารย์ตรวจให้เสร็จภายใน  2  ปี แต่ไกด์ไม่ยอมโดยบอกให้ท่านรอจนครบ 3 ปี จึงจะตรวจงานให้ ท่านก็เลยเก็บมาคิด ทั้งกลัวจะไม่จบและกลัวมีปัญหาเรื่องการเงิน ประสบกับท่านเคยเป็นโรคประสาทมาก่อนแล้ว ทำให้อาการเข้าสู่ขั้นควบคุมสติไม่ได้เกิดวิกลจริตจนเพื่อนต้องพาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

               หลังจากได้ทราบข่าว  ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจอย่างที่สุดทั้งสงสารท่านทั้งมองเห็นความไม่แน่นอนของชีวิต ข้าพเจ้าจึงรำพึงกับตัวเองว่า ทำไมชีวิตคนเราต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมพวกเราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปแลกกับบางสิ่งบางอย่างด้วย เพราะชีวิตของเรามีค่าเกินกว่าที่จะเอาไปแลกกับสิ่งใด ๆทั้งสิ้น  ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ทำไมเราต้องทำลายชีวิตตัวเองเพียงเพื่อสนองความต้องการบางอย่างด้วย มันเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเลย มันเป็นความโง่เขลาอย่างที่สุด เพราะชีวิตของเรามีค่าสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับเรา แล้วทำไมเราต้องทำลายสิ่งสูงสุดเพื่อแลกกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย

 

อุทาหรณ์จากความผิดพลาดของยุโรปยุคกลาง

 

               จากเหตุการณ์นี้ข้าพเจ้าได้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของยุโรปยุคกลางหรือยุคมืด(Dark  Age) ในยุคนั้นความเชื่อทางศาสนาได้พัฒนาถึงขีดสุด ทุกคนได้รับการปลูกฝังความเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือต้องเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า  อาณาจักรของพระเจ้าจึงกลายเป็นจุดหมายสูงสุดทั้งของปัจเจกชนและของสังคมทั่วทั้งอาณาจักร หากกล่าวในเชิงจิตวิทยาอาณาจักรของพระเจ้าก็คือโลกแห่งอุดมคติ  เมื่อศาสนิกทุกคนพยายามเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าหรือโลกแห่อุดมคติ พวกเขาจึงไม่สนใจโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์และปัญหา อีกนัยหนึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับพระเจ้าจนทิ้งความสำคัญของมนุษย์ หนักเข้าจึงเกิดสภาพที่เรียกว่ารักพระเจ้าและเกลียดมนุษย์ด้วยกันเอง  เมื่อพวกเขารักพระเจ้ารังเกียจมนุษย์ผู้ที่ตนเห็นว่าขัดคำสอนของพระเจ้า เขาจึงเห็นความชอบธรรมที่จะทำลายชีวิตมนุษย์ผู้ที่ขัดคำสอนของพระเจ้า 

               เพราะฉะนั้นยุโรปในยุคมืดจึงเกิดการทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์มากที่สุด ชีวิตมนุษย์จำนวนมหาศาลได้ถูกทำลายเพื่อสนองความเชื่อในพระเจ้า โลกตะวันตกจึงเดินเข้าสู่ยุคมืดบอดทางปัญญา กลายเป็นดินแดนแห่งการทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์เพื่อพระเจ้าและการเมือง  แต่พวกเขายังโชคดีเพราะมีนักคิดบางกลุ่มได้ปฏิเสธความเชื่อนี้ แล้วพัฒนาแนวคิดใหม่ขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งวิกฤติการณ์ของยุโรป  นั่นคือ  แนวความคิดแบบมนุษยนิยม (Humanism) ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางในยุค  Renaissance หรือยุคปุนภพ  ซึ่งหมายถึงการเกิดใหม่

               

อุทาหรณ์จากควาผิดพลาดของญี่ปุ่น

               อีกตัวอย่างหนึ่งคือความผิดพลาดของชาวญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่ความหายนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะคิดว่าตนเองเป็นเผ่าพันธ์ของพระอาทิตย์ตามความเชื่อในลัทธิชินโต ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าองค์จักพรรดิ์คือตัวแทนพระอาทิตย์ ในจินตนาการพวกเขาคือลูกหรือเผ่าพันธุ์ของพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงถือว่าตัวเองเหนือกว่ามนุษย์เผ่าพันธ์อื่น ด้วยความคิดนี้ทำให้ญี่ปุ่นออกไปทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์ชาวจีนและชาวเกาหลี สุดท้ายต้องกระโจนเข้าสู่สงครามโลกและประสบกับหายนะจากระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา แต่เคราะห์ดีที่ญี่ปุ่นมีพุทธศาสนานิกายเซนที่เน้นความสำคัญของชีวิตมนุษย์ เซนปฏิเสธโลกแห่งจินตนาการ เซนสอนว่าดินแดนสุขาวดีอยู่ที่ใจของเรา   ความคิดความเพ้อฝันและอุดมการณ์ต่าง ๆล้วนเป็นสิ่งทำลายธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะขวางกั้นระหว่างตัวเรากับความจริงในแต่ละขณะของชีวิต  การเข้าถึงความเป็นจริงแห่งปัจจุบันขณะคือการทำลายสิ่งเหล่านี้แล้วมุ่งจิตไปที่ปัจจุบันขณะที่กำลังดำเนินไปอยู่อย่างมีสติ 

               จากคำสอนของเซน ทำให้ญี่ปุ่นได้สติทิ้งโลกแห่งจินตนาการโลกแห่งอุดมการณ์มาสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของมนุษย์  จนทำให้ญี่ปุ่นพลิกจากผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทำลายสถาบันแห่งอุดมคติ เพียงแต่ลดอำนาจและความสำคัญลง  และเทิดทูนไว้เหนือกฏหมาย มีสถานะเป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่เคารพสูงสุดของชาวญี่ปุ่น

               

จากอุทาหรณ์มาสู่ท่าทีของการเรียนปริญญาเอก

               หากจะพูดว่าการเรียนปริญญาเอกเป็นเป้าหมายสูงสุดและเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้าคงจะไม่ผิด ข้าพเจ้าวาดภาพโลกแห่งความหวังนี้เอาไว้อย่างสวยหรู มันจึงเป็นโลกแห่งจินตนาการเหมือนกับอาณาจักรของพระเจ้า หรือโลกพระอาทิตย์และแดนสุขาวดีของชาวญี่ปุ่น ดังนั้นเพราะต้องการก้าวไปสู่โลกแห่งจินตนาการ มันจึงเป็นไปได้ที่เราจะผิดพลาด นั่นคือเราอาจจะไม่สนใจโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นที่มาของการทำลายตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว  เช่นการยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีเพื่อให้จบปริญญาเอก หรือการทุ่มเทดูหนังสืออย่างหนักจนเสียสุขภาพ แม้กระทั่งซีเรียสกับการเรียนจนเป็นประสาท เหล่านี้เป็นต้นซึ่งมันอาจจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เราต้องเสียก็ได้

               เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดนี้เราต้องวางแผนให้ดี แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ตัวเองก้าวไปสู่ความหวังสูงสุดคือการจบปริญญาเอก แต่หมายถึงการทำความฝันให้เป็นความจริง การทำจินตนาการให้เป็นรูปธรรม  โดยที่เราต้องวางแผนให้ดีว่าเราจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวเองมากนัก ไม่เจอสภาพอย่างยุโรปยุคมืดหรือชาวญี่ปุ่นในสงครามโลก หรืออย่างนักศึกษาปริญญาเอกท่านนั้น เพราะฉะนั้นด้วยท่าทีที่ถูกต้องเราจะต้องมองการเรียนปริญญาเอกอย่างเป็นรูปธรรม มองเห็นแนวทางแห่งการปฏิบัติมากกว่าการจินตนาการเอาเอง  และที่สำคัญต้องมีการเตรียมพร้อมในด้านต่าง  ๆ เช่น

               1. ด้านร่างกาย   ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก สุขภาพร่างกายของเราจะต้องสมบูรณ์แข็งแรง  ไม่มีโรคประจำตัวที่จะส่งผลเสียต่อสมรรถภาพในการเรียนของเรา

               2. ด้านการเงินเราจะต้องมีทุนสนับสนุนอย่างเพียงพอโดยที่เราไม่ต้องไปมัววิตกกังวลจนเสียการเรียน

               3. ข้อมูลความรู้เราจะต้องมีความพร้อมทั้งข้อมูลเชิงเทคนิคที่เราจะต้องศึกษาเป็นอย่างดีจากรุ่นพี่  และข้อมูลความรู้เชิงวิชาการที่เราจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพจนสามารถสืบค้นข้อมูลจากตำราได้อย่างเพียงพอ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พุทธปรัชญาเถรวาท



ความเห็น (1)

เหตุที่ผมนำเสนอบันทึกนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเตือนสติสังคมไทย ผมไม่อยากเห็นพวกเราเอาสถาบันแห่งอุดมคติมาใช้เป็นเครื่องมื่องมือทำลายกัน หรือสร้างความแตกแยกให้กับประเทศอันเป็นที่รักของเรา ผมอยากให้เราย้อนไปดูบทเรียนแห่งความแตกแยกอันนำมาซึ่งความสูญเสียมหาศาล นั่นคือ สงคราม 30 ปี (Thirty Years War) ระหว่างคาทอลิคและโปรเตสแตนส์ทำให้ชาวเยอรมันและฝรั่งเศสเสียชีวิดมากกว่า 10 ล้านคน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเพราะเรามองข้ามความสำคัญของมนุษย์และโลกแห่งความเป็นจริง เราไปยึดติดอยู่กับโลกแห่งอุดมคติที่สวยงามยิ่งใหญ่แต่เป็นเพียงมายาที่ถูกสร้างขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าทุกศาสนาสอนเราให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่สุด